อาบูฮาฟิซ อัลฮากีม: สองปีการพูดคุยสันติภาพกับก้าวย่างเล็กๆ ที่คืบหน้า

บทความชิ้นนี้เขียนขึ้นโดย ‘อาบูฮาฟิซ อัลฮากิม’ โฆษกของคณะพูดคุยฝ่ายมาราปาตานี เผยแพร่ครั้งแรกในบล็อกของเขาในชื่อ ‘TWO YEARS OF PEACE DIALOGUE - A small step forward’ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา กองบรรณาธิการเห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจและประมวลภาพของการพูดคุยสันติภาพในรอบปีที่ผ่านมาจากสายตาของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง จึงขอแปลมานำเสนออีกครั้งในที่นี่

สองปีการพูดคุยสันติภาพกับก้าวย่างเล็กๆ ที่คืบหน้า

วันที่ 1 ธันวาคม 2559 กระบวนการสันติภาพระหว่างผู้แทนรัฐบาล(ทหาร)ไทยและมาราปาตานี ซึ่งเป็นองค์กรร่มของขบวนการเคลื่อนไหวปาตานีหลายกลุ่มได้ผ่านพ้นหลักไมล์สำคัญในห้วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา กล่าวคือหากนับตั้งแต่เดือนธันวาคมเมื่อปลายปี 2558 ที่คณะทำงานเชิงเทคนิคของทั้งสองฝ่ายได้มีการพูดคุยกันถึงกรอบกติกาการพูดคุย (Term of Reference, TOR) ทั้งสองฝ่ายมีการประชุมและสื่อสารกันหลายครั้งผ่านการอำนวยความสะดวกโดยทางการมาเลเซีย

วันที่ 10 มกรา 2559 เลขาธิการองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ดร.อิยาด อามีน มาดานี ได้พบปะอย่างไม่เป็นทางการกับผู้แทนของมาราปาตานีในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ดร.มาดานีอยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อทำภารกิจในภูมิภาคแห่งนี้ การพบปะพูดคุยเป็นไปในเชิงบวกและเป็นที่น่าพอใจ สิ่งที่จำเป็นต้องเน้นย้ำในที่นี้ คือ ประเด็นสถานะผู้สังเกตการณ์ของมาราปาตานีในโอไอซีซึ่งก่อนหน้านี้มีการพูดถึงทั่วไปและเป็นที่กังวลจากผู้คนบางส่วนนั้น ไม่ได้มีการนำมากล่าวถึงหรืออภิปรายกันในการพบปะครั้งนั้นแต่อย่างใด ประเด็นที่ว่านี้ไม่เคยเป็นวาระของมาราปาตานีมาตั้งแต่ต้น มีเพียงการสนับสนุนที่จริงจังและที่ต่อเนื่องของโอไอซีต่อกระบวนการสันติภาพก็เพียงพอแล้ว (กรุณาดู http://deepsouthwatch.org/node/8002 - MARA Patani met OIC)

คณะทำงานเชิงเทคนิคพบกันอีกครั้งช่วงระหว่างวันที่ 26-27 มกราคม 2559 เพื่อสานต่อการพุดคุยเกี่ยวกับทีโออาร์ ซึ่งโดยรวมค่อนข้างมีความก้าวหน้า แต่มีประเด็นที่ยุ่งยากและอ่อนไหวบางประเด็นที่ถูกนำขึ้นบนโต๊ะและมีข้อตกลงร่วมกันซึ่งก้าวหน้าไปกว่า 80-90% วันที่ 23 มีนาคม 2558 ทั้งสองทีมดำเนินการยกร่างทีโออาร์แล้วเสร็จและพร้อมที่จะขยับกระบวนการให้คืบหน้าไปสู่ขั้นต่อไป หัวหน้าคณะทำงานเชิงเทคนิคฝ่ายเอ พลโทนักรบ บุญบัวทอง ได้ส่งมอบเอกสารที่เกี่ยวกับประเด็น “พื้นที่ปลอดภัย” ไปยังฝ่ายบีผ่านผู้อำนวยความสะดวก

ทีโออาร์ที่ตกลงร่วมกันได้กรุยทางไปสู่การทำให้กระบวนการมีความเป็นทางการมากขึ้น เนื่องจากข้อเสนอ 3 ข้อของมาราปาตานีได้ถูกรวมเข้าไว้ในทีโออาร์ดังกล่าว (ดูรายละเอียดข้อเสนอของมาราปาตานีใน http://www.deepsouthwatch.org/node/7833) ในการนี้คงต้องย้ำอีกครั้งว่าข้อเสนอทั้งสามนั้นไม่ใช้ข้อเรียกร้องแต่อย่างใด เมื่อกระบวนการมีความเป็นทางการ ประเด็นต่างๆ ที่มีความสำคัญจะสามารถนำมาถกเถียงอภิปรายได้ในขั้นตอนต่อไป ซึ่งรวมทั้งประเด็นพื้นที่ปลอดภัยด้วย คณะกรรมการอำนวยการของมาราปาตานีได้มีมติรับรองร่างสุดท้ายของทีโออาร์ในเดือนเมษายน 2559 เป็นที่เรียบร้อย

ในขณะนั้นที่อิสตันบูล ประเทศตุรกี ในการประชุมสุดยอดครั้งที่ 13 ขององค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) ได้มีคำแถลงการณ์ที่เกี่ยวกับความขัดแย้งในปาตานีในข้อที่ 94 และ 95 ดังนี้ 

 “ที่ประชุมของแสดงความยินดีต่อการก่อตั้งกลุ่มที่เป็นผู้แทนของชาวมุสลิมในภาคใต้และการตัดสินใจของรัฐบาลในการสานต่อการพูดคุยเพื่อสันติภาพกับกลุ่มดังกล่าวภายใต้การอำนวยความสะดวกของมาเลเซีย”

 “ที่ประชุมสนับสนุนให้รัฐบาลยอมรับสถานะของกลุ่มที่เป็นผู้แทนของประชาคมชาวมุสลิมในภาคใต้ตามที่พวกเขาเสนอและเรียกร้องให้รัฐบาลให้หลักประกันความปลอดภัยในการเดินทางเข้าและออกจากประเทศไทยแก่สมาชิกของคณะพูดคุยและให้การปกป้องจากการกักกันตัวและการฟ้องร้องดำเนินคดีระหว่างที่พวกเขาเข้าร่วมในกระบวนการสันติภาพ” (ดูรายละเอียดที่ http://www.oic-oci.org/upload/conferences/is/13/en/13_is_final_com_en.pdf)

อย่างน้อยที่สุด สิ่งนี้ก็แสดงว่าโอไอซีได้ตอบรับการก่อตัวของมาราปาตานี แสดงท่าทีสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ และยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยอมรับสถานะของมาราปาตานี รวมไปถึงการมอบความคุ้มกันทางกฎหมายให้กับสมาชิกของคณะพูดคุยของมาราปาตานีอีกด้วย

มีการประชุมคณะทำงานเต็มคณะของ JWG-PDP อีกครั้งเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2559 ซึ่งมีการคาดหลายกันว่าการประชุมครั้งนี้จะถือเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรก เพื่อที่จะรับรองทีโออาร์ที่ตกลงร่วมกันมาก่อนแล้วและจะมีการหยิบยกประเด็นการแถลงต่อสื่อมวลชนร่วมกัน อย่างไรก็ตาม หัวหน้าคณะพูดคุยของฝ่ายเอ พลเอกอักษรา เกิดผล ได้แถลงในที่ประชุมว่าทางการไทยยังไม่พร้อมที่จะรับรองทีโออาร์ เนื่องจากนายกรัฐมนตรียังไม่ได้ให้ความเห็นชอบ แต่เหตุผลที่แท้จริงนั้นยังไม่ได้มีการเปิดเผยแต่อย่างใด

เบื้องหลังของการตัดสินใจดังกล่าวที่ถูกเผยออกมาและเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากก็คือก่อนหน้านั้นไม่นานได้มีการโยกย้าย พล.ท.นักรบ บุญบัวทอง ออกจากคณะพูดคุยฝ่ายไทย เขาเป็น “เครื่องจักร” ตัวสำคัญของคณะพูดคุยฝ่ายไทยที่มีความเฉลียวฉลาดและรอบรู้ในกระบวนการสันติภาพ ขณะนั้นเขาเป็นหัวหน้าคณะทำงานเทคนิคของฝ่ายเอ ก่อนที่จะมีการโยกย้ายดังกล่าว เขายังคงมองในแง่ดีว่าฝ่ายเอจะให้กับรับรองทีโออาร์ การไม่มีเขาอยู่นั้นดูจะมีผลกระทบต่อกระบวนการสันติภาพเป็นอย่างมาก

วันต่อมาเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559 มาราปาตานีได้ออกแถลงการณ์ในชื่อ A brief update of 27/4/16 Meeting” (ผลการประชุมอย่างย่อเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2559) ซึ่งมีการเผยแพร่ไปยังสื่อมวลชน โดยระบุว่า “แม้ว่าเราจะผิดหวังต่อการตัดสินใจดังกล่าว แต่ก็เคารพการตัดสินใจนั้น ประเด็นพื้นที่ปลอดภัยจะยังไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาแต่อย่างใด” แถลงการณ์ระบุ (กรุณาดู http://www.deepsouthwatch.org/node/8600) มาราปาตานีจะให้เวลาฝ่ายเออย่างเพียงพอเพื่อที่จะทบทวนร่างทีโออาร์ที่ได้ตกลงกันไว้และแจ้งต่อผู้อำนวยความสะดวกตามความเหมาะสม

การตอบสนองของรัฐบาล(ทหาร) ไทยนั้นมีความแข็งกร้าวและฉับพลัน “ประเทศไทยเจรจากับผู้กระทำความผิดไม่ได้ เอากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมมาว่ากัน” พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าว “ทำไมเราต้องไปยอมรับกติกาในการให้เรียกชื่อ ไม่เห็นใครเขาจะสนใจ แล้วมีกี่กลุ่มรู้ไหม แล้วรู้ไหมทำไมต้องไปคุยที่ต่างประเทศ เพราะเจรจากับใครไม่ได้” เขากล่าวเสริม (ดูรายละเอียด http://www.thaivisa.com/forum/topic/913816-pm-shuns-peace-dialogue-with-... )

พล.อ.อักษรานั้นมีชั้นเชิงทางการทูตมากกว่า “การพูดคุยฯ ยังคงเดินหน้าอยู่ แต่การหยุดยิงแบบจำกัดจะต้องเกิดขึ้นก่อนที่ทางการไทยจะสามารถยอมรับเพื่อทำให้กระบวนสันติภาพเดินหน้าต่อไป” หัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา “"เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องยุติความรุนแรงในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งให้ได้ก่อน แล้วจึงมาร่วมกันจัดทำข้อตกลงให้ครอบคลุมการปฏิบัติในห้วงเวลาของระยะการสร้างความไว้วางใจ” เขากล่าวกับนักข่าวในกรุงเทพ (See : http://www.benarnews.org/english/news/thai/talks-folo-04292016135059.html.

เมื่อเดือนมิถุนายน 2559 ฝ่ายเอได้ส่งร่างทีโออาร์ฉบับปรับปรุงแก้ไขให้กับมาราปาตานีผ่านทางผู้อำนวยความสะดวก หลังจากการการพิจารณาอย่างอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว มาราปาตานีได้เสนอให้คณะทำงานเชิงเทคนิคของทั้งสองฝ่ายกลับสู่โต๊ะเพื่อพูดคุยกันต่อ

คณะทำงานเชิงเทคนิคร่วมของทั้งสองฝ่ายพบกันอีกครั้งในวันที่ 16 สิงหาคม  2559  ฝ่ายเอเสนอร่างทีโออาร์ฉบับปรับปรุงแก้ไขจากร่างที่ ‘ถูกปฏิเสธ’ ก่อนหน้านี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ซึ่งได้ตัดเฉือนเอาประเด็นสำคัญอย่างมากที่มีการตกลงกันก่อนหน้านี้ออกไป   ประเด็นที่ว่านี้คือ การยอมรับสถานะของชื่อเรียกขานของมาราปาตานีในฐานะที่เป็นคู่สนทนา พื้นที่ขัดแย้งในทางภูมิศาสตร์และประเด็นของเอกสิทธิ์คุ้มกัน (ทั้งในแง่การอำนวยการในด้านความมั่นคงและการปกป้องคุ้มครอง) ส่วนข้อเสนอที่ต้องการให้กระบวนการสันติภาพมีฐานะเป็น “วาระแห่งชาติ” นั้นได้รับการยอมรับแล้ว (กระบวนการสันติภาพในฐานะที่เป็นวาระแห่งชาตินั้นสะท้อนอย่างชัดเจนอยู่แล้วในนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2560-2562)

พล.ต.สิทธิ (หนึ่งในคณะทำงานเชิงเทคนิคและปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการคณะพูดคุยเพื่อสันติภาพในฝ่ายทางการไทย) ได้อธิบายเหตุผลและข้อสงวนของฝ่ายเอเกี่ยวกับทีโออาร์ฉบับแก้ไขปรับปรุงและเห็นด้วยว่าประเด็นที่มีความสำคัญนั้นยังไม่ถูกรวมให้อยู่ในเอกสาร แต่ว่าจะถูกบันทึกเอาไว้ในบันทึกการประชุม เขาระบุว่า “ในขณะที่ร่างทีโออาร์ที่เป็นที่ตกลงกันก่อนหน้านี้นั้นถือเป็นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งสะท้อนความคิดเห็นและมุ่งมาดปรารถนาของทั้งสองฝ่าย ส่วนฉบับนี้ที่มีการทำให้เรียบง่ายและแก้ไขทบทวนนั้นได้รับการเห็นชอบจากท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเปิดทางให้กระบวนการสันติภาพก้าวไปข้างหน้าต่อไปได้”

ณ จุดนี้ ฝ่ายบีหรือมาราปาตานีก็ยอมรับร่างทีโออาร์ดังกล่าวอย่างมีเงื่อนไขและนำพาประเด็นดังกล่าวไปข้างหน้าเพื่อที่จะให้มีการอภิปรายต่อไปในห้วงเวลาอันเหมาะสม การตัดสินใจของมาราปาตานีในครั้งนั้นสะท้อนทัศนคติที่มีความยืดหยุ่น การประนีประนอม และการโอนอ่อนผ่อนตามเพื่อที่จะปล่อยให้กระบวนการได้เคลื่อนตัวไปข้างหน้าต่อไป หลังจากนั้น คณะทำงานเชิงเทคนิคของทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องที่จะกำหนดการประชุมแบบเต็มคณะเพื่อจะรับรองทีโออาร์ต่อไป

เป็นดังที่คาดไว้ การประชุมหารือแบบเต็มคณะของ JWG-PDP มีขึ้นในวันที่ 2 กันยายน 2559 ท่ามกลางเหตุการณ์โจมตีด้วยการวางระเบิดและวางเพลิงในเขต 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน และบรรดาเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นที่เป็นผลตามมาของการลงประชามติ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ชายแดนใต้ พล.อ.อักษรา ได้สอบถามถึงเหตุการณ์เหล่านี้อย่างเป็นการเฉพาะ แต่มาราปาตานีได้กล่าวย้ำว่าตนเป็นเพียงพันธมติทางการเมืองและเข้าร่วมการพูดคุยเพื่อสันติภาพก็เพื่อที่จะคลี่คลายความขัดแย้งเท่านั้นเอง

คณะพูดคุยทุกฝ่ายได้เห็นชอบต่อทีโออาร์และนำมาใช้ โดยเห็นพ้องที่จะขับเคลื่อนให้กระบวนการไปสู่อีกระดับหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็รักษาสถานะของการประชุมเอาไว้ให้อยู่ในระดับที่ “ไม่เป็นทางการ” และก้าวเข้าสู่มาตรการสร้างความไว้วางใจต่อไป (Confidence Building Measures) ข้อแนะนำจากฝ่ายบีที่ต้องการให้ผู้อำนวยความสะดวกเผยแพร่ถ้อยแถลงต่อสื่อมวลชนภายหลังจากจบการประชุมนั้นถูกปฏิเสธโดยฝ่ายเอ แต่ก็เสนอต่อมาว่าทั้งสองฝ่ายไม่ว่าเป็นฝ่ายเอหรือฝ่ายบีสามารถนำเสนอถ้อยแถลงของตนแยกจากกันได้

ในบ่ายวันเดียวกันนั้นหลังจากประชุมแล้วเสร็จ อาบูฮาฟิซ อัลฮากีม โฆษกของมาราปาตานีก็แถลงต่อสื่อมวลชนเพื่อสรุปการประชุมครั้งดังกล่าว โดยมีสื่อมวลชนจากไทยทีวีสีช่องสาม ไทยพีบีเอส เบอนาร์นิวส์ และสำนักข่าวเบอร์นามาเข้าร่วม

 “ในการประชุมของ JWG-PDP วันนี้ ผู้แทนของมาราปาตานีและรัฐบาลไทยต่างเห็นพ้องในเรื่องต่อไปนี้:

1. ยอมรับร่างสุดท้ายของทีโออาร์

2. เห็นพ้องในหลักการที่จะมีการอภิปรายกันเกี่ยวกับพื้นที่ปลอดภัยในการประชุมครั้งต่อไป

3. ยอมรับข้อเสนอของคณะทำงานเครือข่ายผู้หญิงเพื่อสันติภาพ (PAW) เพื่อจะนำไปหารือต่อไป

4. การประชุม JWG-PDP จะดำเนินต่อไปอย่างไม่เป็นทางการ”

วาระการประชุมของการพูดคุยสันติภาพในรอบต่อไปคือพื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone, SZ) ถึงแม้ว่าประเด็นเฉพาะนี้จะเป็นหนึ่งในข้อเสนอโต้จากฝ่ายเอ แต่มาราปาตานีเห็นว่าสิ่งนี้จะสอดล้องและเป็นเรื่องสำคัญในการอภิปรายกันในขั้นตอนของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ในขณะที่เป้าประสงค์หลักของฝ่ายเอนั้นก็เพื่อทดสอบฝ่ายบีว่าจะสามารถระงับยับยั้งเหตุการณ์ความรุนแรงโดยการควบคุมหน่วยกำลังติดอาวุธในพื้นที่หรือโซนที่กำหนดไว้ได้หรือไม่ มาราปาตานีเองก็ต้องการที่จะประเมินความจริงใจและความจริงจังของรัฐบาลไทยในการหยิบยกบางประเด็นที่นำเสนอขึ้นมาบนโต๊ะด้วยเช่นกัน ที่จริงแล้ว การอภิปรายเรื่องพื้นที่ปลอดภัยนั้นก็คือการประเมินอย่างเป็นจริงเป็นจังเกี่ยวกับความไว้วางใจ ความจริงจัง และการประนีประนอมระหว่างกัน รวมไปถึงวิธีที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถทำงานร่วมกันเมื่อนำข้อตกลงในเรื่องนี้ไปสู่ภาคปฏิบัติ

พื้นที่ปลอดภัยยังเป็นเรื่องที่ถูกกล่าวถึงจากผู้คนหลากหลายกลุ่มและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มภาคประชาสังคม (CSOs) และองค์กรนอกภาครัฐ (NGOs) ท่ามกลางวงล้อมของห่ากระสุน ในความเป็นจริงแล้วพกวเขาเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งจากกลุ่มติดอาวุธและกองกำลังของรัฐบาล กระทั่งถึงตอนนี้มีเพียงข้อเสนอเดียวที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ปลอดภัยซึ่งนำเสนอต่อทั้งสองฝ่ายที่อยู่บนโต๊ะพูดคุย นั้นก็คือข้อเสนอจากคณะทำงานวาระผู้หญิงเพื่อสันติภาพ (PAW)

กลุ่มประชาสังคมและบรรดาองค์กรนอกภาครัฐต่างได้รับแรงหนุนเสริมในการผลักดันข้อเสนอและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นสำคัญต่างๆ ก็เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นวาระของประชาชน การรณรงค์และนักเคลื่อนไหวสันติภาพนั้นต้องการการเสริมสร้างพลังอำนาจเพื่อเปิดทางให้พวกเขาสามารถแสดงบทบาทในการหนุนเสริมกระบวนการได้อย่างมีประสิทธิผล รวมไปถึงช่วยขับเคลื่อนให้กระบวนการดังกล่าวเดินต่อไปข้างหน้า และในเวลาเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นตาข่ายนิรภัยที่พยุงให้กับกระบวนการสันติภาพอีกด้วย เราต่างกำลังคาดหวังถึงความพยายามมากขึ้นที่เป็นบวกและสร้างสรรค์ต่อกระบวนการจากพวกเขา

ในวันที่ 25 ตุลาคม 2559 ซึ่งเป็นวันครบรอบเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่ตากใบในปี 2547 โดยบังเอิญ การประชุมเต็มคณะของ JWG-PDP ก็มีขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ การประชุมเห็นพ้องในการจัดตั้งคณะทำงานเชิงเทคนิคร่วม (Joint-Technical Team, JTT) เพื่อให้มีการอภิปรายกันถึงพื้นที่ปลอดภัย การประชุม JTT นั้นเริ่มขึ้นในวันถัดมา (26 ตุลาคม 2559) และจบลงในวันที่ 27 ตุลาคม 2559 ระหว่างสองวันนั้น ทั้งสองฝ่ายได้นำเสนอมุมมองและแนวคิดเกี่ยวกับพื้นที่ปลอดภัยของแต่ละฝ่าย ซึ่งพบว่ามีบางอย่างที่เหมือนกัน แต่ก็มีบางสิ่งแตกต่างกันอยู่ ในการประชุมครั้งนี้นี่เองที่ได้ยกร่างเอกสารเกี่ยวกับกรอบแนวคิดทั่วไปเบื้องต้นว่าด้วยการจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัย  (General Framework on the Establishment of Safety Zone)

การประชุม JTT ครั้งที่สองในเรื่องพื้นที่ปลอดภัยเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 ทั้งสองฝายร่วมกันพินิจพิเคราะห์ลึกลงไปเกี่ยวกับนิยามความหมาย วัตถุประสงค์ และกลไกการทำงานของพื้นที่ปลอดภัย การอภิปรายในเรื่องนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดและการประณาม แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าในระหว่างการถกเถียงนี้แตกต่างไปจากการประชุมในเรื่องทีโออาร์ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างผ่อนคลายและอดทนอดกลั้นต่อทัศนะและข้อเสนอของอีกฝ่ายมากขึ้น บรรยากาศโดยรวมนั้นเป็นไปอย่างฉันมิตรและผ่อนคลายมากขึ้น สิ่งนี้เชื่อว่ามาจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ปรับตัวเข้าหากันไม่มากก็น้อยหลังจากที่ผู้แทนของทั้งสองฝ่ายร่วมงานกันในคณะทำงานเชิงเทคนิคในการยกร่างทีโออาร์ อย่างน้อยๆ ก็แสดงว่าหลังจากพูดคุยกันมาสองปี ดัชนีชี้วัดการสร้างความไว้วางใจระหว่างสองฝ่ายได้เริ่มสัมฤทธิผลแล้ว แต่กระนั้น หนทางสู่ความร่วมมือและความเข้าใจอย่างเต็มรูปแบบนั้นยังคงอีกยาวไกล

ในที่ประชุม มาราปาตานียังได้ยื่นข้อเสนอแนะ 3 ประการให้กับฝ่ายเอพิจารณาเพื่อแสดงท่าทีในการสร้างความไว้วางใจก่อนที่พื้นที่ปลอดภัยจะแปรไปสู่การปฏิบัติ ดังนี้

1. มีหลักประกันความปลอดภัยและการปกป้องสำหรับผู้แทนมาราปาตานีในระดับท้องถิ่น

2. ปล่อยตัวนักโทษการเมืองบางคนที่จะสามารถช่วยเหลือในการจัดทำพื้นที่ปลอดภัย

3. พิจารณายุติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กำลังเป็นที่ถกเถียงอยู่ในขณะนั้น รวมไปถึงการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ในพื้นที่ชายแดนใต้

วันที่ 12-13 ธันวาคม 2559 มาราปาตานีได้จัดให้มีการประชุมใหญ่ครั้งที่สองโดยมีผู้เข้าร่วมทั้งชายและหญิงมากกว่า 60 คน ทั้งหมดเป็นสมาชิกขององค์กรที่อยู่ในมาราปาตานี ผู้เข้าร่วมเหล่านี้เดินทางมาจากทั้งในปาตานีและในต่างประเทศ รวมทั้งในยุโรป มีผู้นำขบวนการเคลื่อนไหวคนสำคัญหลายคนในระดับสูง อาทิเช่น เจ๊ะกูแม กูเต๊ะ กัสตูรี มะห์โกตา อุซตาสมะ ชูโว และอาวัง ญาบะ เป็นต้น ในที่ประชุมได้มีการนำเสนอเอกสารในหัวข้อที่หลากหลายจำนวน 10 ชุด เพื่อให้มีการอภิปรายกันเพื่อทบทวนกิจกรรมในอดีตของมาราปาตานีและเพื่อกำหนดทิศทางทางการเมืองในอนาคต ทั้งนี้ ยังได้มีการร่างข้อมติของที่ประชุมในตอนท้าย และในถ้อยแถลงที่มีต่อสื่อมวลชนซึ่งเผยแพร่หลังจากที่มีการประชุม มาราปาตานีได้กล่าวเน้นย้ำอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นจริงจังในการคลี่คลายความขัดแย้งปาตานีผ่านกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพกับทางการไทย (ดูรายละเอียดที่ http://www.deepsouthwatch.org/dsj/9946)

การประชุม JTT ครั้งที่สามเกี่ยวกับพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งถือเป็นครั้งสุดท้ายในปี 2559 นั้นจัดขึ้นในวันที่ 20 ธันวาคม 2559 เพื่อพินิจพิเคราะห์ถึงพื้นที่และกรอบเวลาที่จะนำมาจัดทำพื้นที่ปลอดภัย ข้อเสนอทั้งสามประการของมาราปาตานีก็ได้รับการหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงโดยคณะผู้แทนฝ่ายไทย แต่กระนั้น เรายังคงต้องรอการตอบสนองอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการอำนวยการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ของทางการไทย เนื่องจากบรรดาประเด็นเหล่านั้นเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการนำพื้นที่ปลอดภัยไปสู่การปฏิบัติ การประชุมจบลงด้วยการยกร่างกรอบแนวคิดเกี่ยวกับพื้นที่ปลอดภัยที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ ขาดเหลือเพียงประเด็นเล็กน้อยอีกไม่มากนัก ร่างเอกสารกรอบแนวคิดทั่วไปว่าด้วยพื้นที่ปลอดภัยที่เห็นชอบร่วมกันนี้จะนำเสนอต่อที่ประชุมชุดใหญ่ใน JWG-PDP เพื่อลงมติให้การรับรองในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 เป็นที่คาดหวังว่าภายในครึ่งปีแรกของปี 2560 พื้นที่ปลอดภัยจะเข้าที่เข้าทางในฐานะที่เป็นโครงการนำร่องในพื้นที่ซึ่งกำหนดไว้โดยที่ต่างฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบททดสอบของการสร้างความไว้วางใจระหว่างทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายเอและบี ที่จริงแล้ว นี่ถือเป็นก้าวย่างเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความท้าทายใหญ่หลวง ไม่เฉพาะต่อฝ่ายเอและฝ่ายบีเอท่านั้น หากแต่ยังเป็นความท้าทายต่อตัวแทนของกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรนอกภาครัฐอื่นๆ ตลอดจนผู้คนในพื้นที่ ผู้ซึ่งจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแปรพื้นที่ปลอดภัยไปสู่การปฏิบัตินั่นเอง

อาบูฮาฟิซ อัลฮากีม – จากนอกรั้วปาตานี

24 ธันวาคม 2559 / 24 รอบีอุลเอาวัล 1438