“สุวรา แก้วนุ้ย” Peace Survey คือกลไกที่คู่ขัดแย้งได้ทำงานร่วมกัน เชื่อใจกัน

สัมภาษณ์ น.ส.สุวรา แก้วนุ้ย อาจารย์นักวิจัยสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) ม.อ.ปัตตานี หนึ่งใน 15 องค์กรเครือข่ายที่ร่วมสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ Peace Survey ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนมุมมองของคนทำงานต่อสถานการณ์และความเป็นจริงของพื้นที่โดยเสียงสะท้อนสำคัญนอกจากกระบวนการสันติภาพแล้วประชาชนยังสะท้อนความต้องการด้านโครงสร้างการปกครองเฉพาะขอพื้นที่ด้วย

ทำไมต้องทำ Peace Survey หน่วยงานหรือองค์ใดเป็นผู้สำรวจ

ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีที่ผ่านมาของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งรัฐบาลและกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ รวมถึงองค์กรภาคประชาสังคม ต่างก็ทำงานเพื่อสะท้อนเสียงของประชาชน โดยยึดถือความต้องการของประชาชนเป็นหลักในการขับเคลื่อนสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานี ซึ่งประสบการณ์จากพื้นที่ขัดแย้งทั่วโลกแสดงให้เห็นชัดเจนว่า เสียงของประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดว่ากระบวนการสันติภาพจะดำเนินไปในทิศทางใด มีความต่อเนื่องหรือไม่ และข้อตกลงที่จะได้จะมีความยั่งยืนหรือไม่อย่างไร

ดังนั้น 15 องค์กรเครือข่าย จึงได้มีแนวคิดที่จะสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้กระบวนการสันติภาพดำเนินไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของประชาชนที่เกี่ยวข้องและอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง อันเป็นการใช้ข้อมูลความรู้มิใช่อารมณ์ความรู้สึกเป็นฐานในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ทั้งนั้น การสำรวจครั้งนี้จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันในรูปของเครือข่ายที่ครอบคลุมกลุ่มมีส่วนได้เสียทั้งจากภาครัฐและภาคประชาชนทุกกลุ่มวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดการยอมรับจากทุกฝ่ายและสามารถนำผลที่ได้ไปประกอบการตัดสินใจกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาในแต่ละห้วงเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Peace Survey ครั้งที่ 2 แตกต่างกับครั้งแรกอย่างไรบ้าง

การสำรวจความคิดเห็นของประชาชน กำหนดพื้นที่การศึกษาในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา ในส่วนของอำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ซึ่งทำการคัดเลือกผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-70 ปี เป็นผู้ตอบแบบสอบถาม ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่าง (sampling methods) คือการใช้หลักความน่าจะเป็นในทางสถิติ เพื่อประกันว่าทุกคนทุในพื้นที่ที่ศึกษามีโอกาสเท่ากันในการถูกเลือก มีความน่าเชื่อถือของความเป็นตัวแทน อันจะทำให้ผลการสำรวจ มีความคลาดเคลื่อนทางสถิติในระดับที่ยอมรับได้ 

ในการสำรวจ Peace Survey ครั้งที่1 ทำการสำรวจตัวอย่างจากพื้นที่ 195 หมู่บ้าน/ชุมชน 79 ตำบล 36 อำเภอ โดยสุ่มลือกครัวเรือนในหมู่บ้านหรือชุมชนๆ ละ 8 ครัวเรือน และทำการสุ่มเลือกสมาชิกในครัวเรือนจำนวน 1 คน ได้ตัวอย่างทั้งสิ้นจำนวน 1,560 ตัวอย่าง และการสำรวจ Peace Survey ครั้งที่ 2 ทำการสำรวจตัวอย่างจากพื้นที่ 131 หมู่บ้าน/ชุมชน 123 ตำบล 37 อำเภอ โดยสุ่มลือกครัวเรือนในหมู่บ้านหรือชุมชนๆ ละ 12 ครัวเรือน และทำการสุ่มเลือกสมาชิกในครัวเรือนจำนวน 1 คน ได้ตัวอย่างทั้งสิ้นจำนวน 1,572 ตัวอย่าง

ในการสำรวจทั้ง 2 ครั้ง ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบต่อหน้า โดยใช้แบบสอบถามบันทึกข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลทำโดยทีมเก็บข้อมูลภาคสนาม ที่ผ่านการอบรมการสัมภาษณ์มาแล้ว ซึ่งมีผู้ควบคุมงานภาคสนามคอยประสานงานกับพนักงานสัมภาษณ์ ช่วงเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งที่ 1 คือ เดือน กุมภาพันธ์ – มีนาคม 2559 และ การเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งที่ 2 คือ เดือน กรกฎาคม – สิงหาคม 2559 โดยเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถาม ที่ประกอบด้วย 4 ตอน ได้แก่ ส่วนที่ 1 คำถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปส่วนบุคคล ส่วนที่ 2 ทัศนคติต่อปัญหาและสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ส่วนที่ 3 ทัศนคติต่อกระบวนการสันติภาพ/สันติสุข และส่วนที่ 4 ทัศนคติต่อสิ่งที่ควรดำเนินการเพื่อการเปลี่ยนแปลงสู่สันติภาพ/สันติสุข

ผลของ Peace Survey ครั้งที่สองมีประเด็นอะไรที่แตกต่างจากครั้งแรกที่มีนัยยะสำคัญในมุมมองของผู้ทำการสำรวจ

ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั้ง 2 ครั้ง พบว่า ประเด็นคำตอบที่ได้ในเกือบทุกประเด็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งมุมมองต่อปัญหาและผลกระทบจากเหตุการณ์ในพื้นที่ มุมมองต่อคู่ขัดแย้งหลักในพื้นที่ คือขบวนการและรัฐบาล มุมมองต่อความรุนแรง  มุมมองต่อกระบวนการสันติภาพ/สันติสุข และข้อเสนอที่เป็นทางออกจากปัญหา

แต่การสำรวจความคิดเห็นในครั้งที่สอง ประชาชนมีการสะท้อนและเปิดเผยความคิดเห็นเพิ่มขึ้น เนื่องจากในการสำรวจความคิดเห็นครั้งที่ 1 มี “เสียงของความเงียบ” ปรากฏเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าการสำรวจความคิดเห็นในครั้งที่ 2 ซึ่งประชาชนเลือกที่จะ “ขอไม่ตอบ” หรือ “ตอบไม่รู้” อยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะในประเด็นที่ถือว่ามีความอ่อนไหว เช่น ข้อคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับขบวนการเคลื่อนไหวที่ต่อสู้กับรัฐ หรือข้อคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ทางการเมืองการปกครอง เป็นต้น

Peace Survey ที่ทำเป็นที่ยอมรับของคู่ขัดแย้งหรือไม่ จะสามารถนำไปสู่ข้อตกลงของคู่ขัดแย้งหรือไม่และมีความสำคัญกับประชาชนในพื้นที่อย่างไร

ประสบการณ์จากพื้นที่ขัดแย้งทั่วโลกแสดงให้เห็นชัดเจนว่า เสียงของประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดว่ากระบวนการสันติภาพจะดำเนินไปในทิศทางใด มีความต่อเนื่องหรือไม่ และข้อตกลงที่จะได้จะมีความยั่งยืนหรือไม่อย่างไร โดยเครื่องมือสำคัญที่สามารถนำเสียงของประชาชนเข้าสู่กระบวนการเจรจาได้ทางหนึ่ง คือ การทำโพลสันติภาพ ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเพื่อหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ ที่ต้องผ่านการยอมรับอย่างเป็นทางการจากคู่ขัดแย้งหลัก และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งทุกฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนในการร่วมร่างแบบสอบถามและมีความเห็นชอบกับทุกคำถามที่นำไปสอบถามประชาชน และการประมวลผลและการวิเคราะห์ข้อมูล จะต้องดำเนินการโดยคณะทำงานหรือนักวิชาการที่เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย และจะต้องเผยแพร่ผลการสำรวจสู่สาธารณะในวงกว้างต่อไป

หากพิจารณาการทำโพลเกี่ยวกับการพูดคุยสันติภาพในภาคใต้ที่ผ่านมา ยังเป็นเพียงการสำรวจความเห็นด้านสันติภาพ โดยเป็นการวิจัยที่เน้นการศึกษารวบรวมข้อมูลต่างๆ  เพื่อสอบถามความคิดเห็น ทัศนคติ ความรู้สึก ที่เป็นส่วนสนับสนุนในกระบวนการสันติภาพ รวมไปถึงความเห็นที่มีต่อสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรง อัตลักษณ์ วัฒนธรรมของคนในพื้นที่ ซึ่งเป็นการค้นหาข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติหากจะยกระดับให้การสำรวจความเห็นด้านสันติภาพ เป็นโพลสันติภาพนั้น จำเป็นต้องมีความเชื่อมโยงกับคุณลักษณะเฉพาะที่กล่าวไว้ข้างต้น 

ดังนั้น การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็นกระบวนการสันติภาพ ที่จะยกระดับไปสู่โพลสันติภาพ นั้น มีความจำเป็นที่เมื่อเริ่มทำการสำรวจแล้วจะต้องสร้างความต่อเนื่องและคุ้นเคยกับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงเป็นการเตรียมความพร้อมและสร้างความไว้วางใจให้กับคู่ขัดแย้งหลักด้วย เพราะในที่สุดการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำงานคล้ายกับตาข่ายนิรภัยที่โอบอุ้ม และ หนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ ผ่านการสร้างพื้นที่ร่วม การสร้างการมีส่วนร่วม การสร้างโอกาสให้คู่ขัดแย้งได้ทำงานร่วมกัน และ การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันได้

ผลการสำรวจครั้งที่สองที่สำคัญมีอะไรบ้างที่เป็นนัยยะสำคัญ

ผลการสำรวจครั้งนี้จะมีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนมกราคม ในที่นี้จะขอหยิบยกมาบางส่วน เช่น การสนับสนุนกระบวนการพูดคุย พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 56.1 สนับสนุนที่จะใช้การพูดคุยเจรจาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา ในส่วนของผู้นำความคิดร้อยละ 80.9 ก็ให้การสนับสนุนเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจสะท้อนว่ามีประชาชนทั่วไปร้อยละ 26.7 ผู้นำความคิดร้อยละ 12.7 ที่ไม่แน่ใจว่าการพูดคุยเจรจาจะเป็นแนวทางแก้ปัญหาซึ่งคนกลุ่มนี้อาจจะกำลังรอดูท่าทีของทั้งสองฝ่ายในการพูดคุยว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ก่อนที่จะตัดสินใจว่าสนับสนุนหรือไม่ก็เป็นได้

ในคำถามเรื่องความหวังว่าจะเกิดข้อตกลงสันติภาพในอีก 5 ปีข้างหน้า แม้จะมีข้อกังวลและความรู้สึกไม่เชื่อมั่นอยู่บ้าง แต่ทั้งประชาชนทั่วไปร้อยละ 44.6 และผู้นำความคิด  60.9 ยังมีความหวังว่า ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพกันลได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้ที่รู้สึกไม่มีความหวังอยู่ด้วยจำนวนหนึ่งเช่นกันคือ ร้อยละ 31.8 ในส่วนประชาชนทั่วไป และร้อยละ 32.7 ในส่วนผู้นำความคิด     

คิดว่าการสำรวจทั้งสองครั้งที่ผ่านมาสะท้อนการรับรู้หรือความเข้าใจของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพอย่างไรบ้าง

จากการสำรวจพบว่าผู้คนส่วนใหญ่ยังมีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพที่ค่อนข้างจำกัด เกือบครึ่งหนึ่งไม่ได้รับข้อมูลและไม่ได้ติดตามข่าว และเกือบทั้งหมดยังไม่ทราบว่าหัวหน้าคณะพูดคุยของทั้งรัฐบาลและขบวนการคือใคร ซึ่งสะท้อนว่าทุกฝ่ายจำเป็นต้องสื่อสารถึงชุมชนให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ หากต้องการให้สังคมมีส่วนร่วมสนับสนุนและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง แต่ไม่ว่าจะได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกระบวนการพูดคุยมากน้อยเพียงใดก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนที่จะใช้การพูดคุยเจรจาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา

โดยในมุมของประชาชนจากการสำรวจทั้ง 2 ครั้ง เมื่อถามว่ารู้สึกเชื่อมั่นหรือไม่ว่าการพูดคุยที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จนั้น พบว่าประชาชนทั่วไปที่รู้สึก “เฉยๆ” กับ “ไม่เชื่อมั่น” จะมีสัดส่วนอยู่สูงกว่าผู้ที่รู้สึก “เชื่อมั่น” อยู่เล็กน้อย และยังมีข้อกังวลต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุขที่กำลังดำเนินอยู่ว่า กระบวนการพูดคุยไม่สามารถหยุดความรุนแรงได้จริง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ทำตามที่ตกลงกัน และสถานการณ์รุนแรงขึ้นกว่าเดิม

แม้จะมีข้อกังวลและความรู้สึกไม่เชื่อมั่นอยู่บ้าง แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความหวังว่า ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพกันได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า

ประชาชนที่อยากมีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพ เขาอยากมีส่วนร่วมด้านไหนบ้าง

ในแง่ของรูปแบบการมีส่วนร่วมที่ประชาชนทั่วไปมองว่าจำเป็นมากที่สุด คือ การรวมตัวกันขององค์กรภาคประชาสังคมเพื่อนำเสนอความต้องการของประชาชนต่อรัฐบาลและขบวนการบนโต๊ะพูดคุย ซึ่งการจะให้การพูดคุยประสบความสำเร็จได้นั้น นอกจากการทำงานร่วมกันของรัฐบาลและขบวนการแล้ว ควรเปิดโอกาสให้ผู้นำศาสนาอิสลาม อุสตาซ องค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ และนักการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

ซึ่งประเด็นที่คิดว่าทั้งสองฝ่ายควรจะคุยกันในการสำรวจ 2 ครั้งนี้ คือ การพัฒนาเศรษฐกิจชีวิตความเป็นอยู่ ประเด็นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การแก้ไขปัญหายาเสพติด และการศึกษา ส่วนมาตรการเร่งด่วนที่อยากให้รีบดำเนินการคือ การแก้ไขปัญหายาเสพติด การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน และการปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และการเยียวยาให้มีความเป็นธรรม

นอกจากเรื่องเฉพาะหน้าเหล่านี้แล้ว หากต้องการจะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนนั้น คนส่วนใหญ่เห็นว่าจำเป็นต้องคุยกันถึงเรื่องรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมกับพื้นที่ด้วย โดยสิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดคือ การกระจายอำนาจมากขึ้นด้วยโครงสร้างการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่นี้ภายใต้กฎหมายของประเทศไทย