“น.อ.จักรพงษ์ อภิมหาธรรม” CSO คือผู้นำการเปลี่ยนแปลง นำชายแดนใต้สู่สันติภาพ

สัมภาษณ์พิเศษนาวาเอกจักรพงษ์ อภิมหาธรรม หัวหน้าสำนักงานเลขานุการคณะประสานงานระดับพื้นที่ (สล.3) คณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ ที่ฉายภาพภารกิจของคณะ สล.3 ในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขและความคาดหวังต่ออนาคตของกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อองค์กรประชาสังคมในพืนที่

ความเป็นมาและองค์ประกอบคณะประสานงานระดับพื้นที่ (สล.3)

นาวาเอกจักรพงษ์ กล่าวถึงคณะ สล.3 ว่าเป็นการขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 230 ในส่วนระดับพื้นที่ที่มีแม่ทัพเป็นหัวหน้าคณะ ได้ออกคำสั่งจัดตั้งคณะทำงานระดับพื้นที่ที่มีกรรมการจำนวน 37 คน ที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากทุกภาคส่วนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร นักวิชาการจาก 5 มหาวิทยาลัยในพื้นที่  ภาคประชาชน ตัวแทนจากองค์กรประชาสังคมหรือ CSO ซึ่งมาจาก 3 ฝ่าย คือ จากสภาประชาสังคมชายแดนใต้ จากเครือข่ายประชาสังคมเพื่อสันติภาพ หรือ คปส. และอีกส่วนหนึ่งคือประชาสังคมที่ทำงานในเชิงประเด็นต่างๆ ที่เรียกได้ว่ามาจากทุกกลุ่มที่มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่

เสน่ห์ของคณะทำงานนี้คือเป็นการรวมความหลากหลายและที่แตกต่างกัน ทั้งภาคประชาสังคมที่ทำงานทั้งเชิงประเด็น ทำงานเชิงพื้นที่ ทั้งเครือข่ายชาวพุทธ และมีฝ่ายที่จะเป็นผู้ให้ความรู้ก็คือ ผู้แทนจากนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยในพื้นที่ 5 แห่งมาเป็นฝ่ายหนุนเสริมด้านวิชาการ

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมชุดนี้

คณะกรรมการนี้จะมีอำนาจหน้าที่ 4 ประการคือ  ประการแรกเพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการพูดคุยเพื่อสันติสุข ประการที่สองจะเป็นผู้ประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เป็นฝ่ายสร้างและอำนวยความสะดวกในระดับพื้นที่ ประการที่สามคณะกรรมการชุดนี้จะต้องเป็นฝ่ายประเมินความเสี่ยงต่างๆ ที่จะต้องสะท้อนจากทุกด้านจากการพูดคุยที่คณะ 2 ไปดำเนินการ และประการสุดท้ายคือจะต้องนำประเด็นจากพื้นที่ไปสู่โต๊ะการถกเถียงให้กับคณะพูดคุยเพื่อให้ไปสู่โต๊ะเจรจา

สำหรับการทำงานที่ผ่านมา นาวาเอกจักรพงษ์ กล่าวว่าหลังการจัดตั้งคณะทำงานเมื่อต้นเดือนตุลาคม ในไตรมาสแรกแม่ทัพได้มีคำสั่งให้เชิญประชุมไปแล้ว 2 ครั้งซึ่งก็เป็นการแนะนำตัว การแสดงทัศนะความคิดเห็นซึ่งการประชุมคณะใหญ่มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ และทั้งหมดเห็นด้วยว่าการพูดคุยจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ส่วนการทำงานของคณะกรรมการคณะใหญ่เนื่องจากมีจำนวนมาก ดังนั้นจะมีการจัดเป็นกลุ่มย่อยๆ ที่จะหารือและทำงานในเชิงประเด็นต่อไป

4 ภารกิจหลัก เปิดพื้นที่ หนุนเสริม CSO สร้างองค์ความรู้

ในส่วนงานที่คณะประสานงานระดับพื้นที่ (สล.3) จะต้องทำที่จะเป็นภารกิจสำคัญมี 4 ประการ งานแรกคือการเปิดพื้นที่สาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็น สร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งนี้ในการทำงานฝ่ายรัฐจะไม่ทำเอง แต่จะบุคคลที่สามเป็นผู้ดำเนินการ เพราต้องการให้เป็นกลางที่สุด อาจจะเป็นองค์กรประชาสังคม สถาบันอุดมศึกษา ซึ่งขณะนี้ได้กระทำในกลุ่มย่อยๆ ระดับหน่วย ฉก.ในพื้นที่ โดยในช่วง 3 เดือนแรกได้จัดกิจกรรมสัปดาห์ละครั้งตลอดสามเดือนที่ผ่านมา

งานส่วนที่สองเป็นการเปิดพื้นที่กลางหรือ Common Space ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ที่ Party A กับ Party B ได้คุยกัน เช่นประเด็นการเปิดพื้นที่ปลอดภัยหรือ Safety Zone ประเด็นเรื่องสิทธิในการกำหนดใจตนเอง Right to Self Determination (RSD) ประเด็นเรื่องการอำนวยความยุติธรรม การคุ้มครองความปลอดภัยให้ Party B เมื่อเวลาที่จะมาดำเนินงานเรื่องพื้นที่ปลอดภัย หรือแม้แต่ประเด็นของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาด้วยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพูดคุย ซึ่งรูปแบบการดำเนินงานจะเป็น 2 ส่วนคือ การเปิดพื้นที่แบบเสวนาวงเล็กที่มาจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหลักที่ต้องอิงด้วยหลักวิชาการและจะมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย 5 แห่งที่จะมาเกื้อหนุนที่จะเป็นเวทีถกถียงหลากหลายประเด็น

นาวาเอกจักรพงษ์ กล่าวด้วยว่าเรื่องการเปิดพื้นที่กลางนี้ได้วางโครงไว้โดยในทางปฏิบัติจะทำอยู่สองเรื่อง คือเรื่องแรกเรื่อง Right to Self Determination (RSD) ก่อนซึ่งในฝ่ายรัฐแล้วถือเป็นเรื่องใหม่ที่หลายคนเป็นกังวล โดยจะดำเนินการในสามขั้น คือ ขั้นแรกเชิญวิทยากรจากกระทรวงการต่างประเทศมาให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เพื่อให้เกิดความรู้ ขั้นที่สองก็จะเปิดเป็นพื้นที่กลางเพื่อมาถกแถลงกับภาคประชาสังคมในบางองค์กรที่เคลื่อนไหวในเรื่องนี้อยู่เพื่อแลกเปลี่ยนกัน ขั้นที่สามฝ่ายความมั่นคงจะจัดทำเป็นคู่มือชุดความคิดเพื่อตอบคำถามต่างๆ ในพื้นที่เมื่อเวลามีคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้

งานส่วนที่สามคือ จะสนับสนุนส่งเสริม CSO เข้ามามีบทบาท มีส่วนร่วมในการพูดคุยเพิ่มขึ้น เพราะเล็งเห็นแล้วว่าในการสร้าง Safety Zone ซึ่งเป็นเป้าหมายของการพูดคุยระหว่าง Party A กับ Party B ที่มีความคืบหน้ามามากพอสมควรแล้ว พอถึงกลไกในอนาคตที่จะต้องมี 4 ฝ่ายที่จะไปดูแลหรือ Monitoring ที่จะต้องมี Party A Party B ตัวแทนภาคประชาชน ภาคประชาสังคมซึ่งเห็นว่าภาคประชาสังคมเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง จึงพยายามส่งเสริมและสนับสนุน ให้ประชาสังคมมีบทบาทในส่วนนี้เพิ่มขึ้น

นาวาเอกจักรพงษ์ กล่าวว่าการส่งเสริมสนับสนุนนี้จะมีรูปแบบที่เป็นตัวโครงการเป็นสื่อกลาง คือ CSO แต่ละองค์กรมีการขับเคลื่อนเป็นวาระของเขาเองอยู่แล้ว ต้องไม่ทำให้เขาเสียจุดยืน แต่หากว่าองค์กรประชาสังคมองค์กรใดที่ทำโครงการแล้วตอบสนองต่องานของทางสำนักงาน ทางคณะ สล.3 ก็จะเข้าไปร่วมด้วย อาจจะเป็นการสนับสนุนงบประมาณเพื่อเป็นการต่อยอด หรือในบางโครงการที่เป็นงานของคณะ สล.3 จะทำเอง แต่เห็นว่าทำเองแล้วไม่ถึงแทร็ก 3 ไม่ถึงประชาชน และเห็นว่ามีองค์กรประชาสังคมที่สามารถทำได้ดีกว่าก็ให้องค์กรนั้นทำเลยโดยใช้งบประมาณของ สล.3 ซึ่งอันนี้เป็นรูปแบบการทำโครงการเป็นสื่อกลางความร่วมมือกัน

งานส่วนที่สี่เรียกว่าการสร้างองค์ความรู้ด้านสันติวิธีและกระบวนการสันติภาพสากลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นหน่วยงานความมั่นคงซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งหลัก ซึ่งค่อนข้างมีความรู้เรื่องนี้อย่างจำกัดและไม่ใช่เรื่องที่คุ้นเคย เป็นเรื่องใหม่ เป็นองค์ความรู้ที่กำลังจะยึดโยงการแก้ปัญหาตามแนวทางสันติวิธี นอกจากนี้แล้วอาจจะสนับสนุนองค์ความรู้นี้ให้กับ CSO ในบางองค์กรหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือ Stakeholder ในบางกลุ่มหรือประชาชนบางส่วนด้วยแต่ก็เป็นส่วนรองลงมา โดยจะให้ความสำคัญกับเจ้าหน้าที่รัฐก่อน

3 งานรณรงค์สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ที่กล่าวมาเป็น 4 งานเร่งด่วนที่จะต้องทำ และยังมีงานที่พยายามรณรงค์อีก 3 งาน คือ งานที่หนึ่งคือดูแลความปลอดภัยในทุกพื้นที่ของชายแดนใต้ เพื่อไม่ให้กลุ่มผู้เห็นต่างใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือต่อรองในการพูดคุย เพราะในองค์กรของ Party B ก็หลากหลายและมีการต่อรองอยู่ข้างในเช่นกัน

งานที่สองคือสร้างความเชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะในการปฏิบัติการทางทหารต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ได้กำหนดเป็นกฎเหล็ก เจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่สร้างเงื่อนไข การบังคับใช้กฎหมายต้องตามแนวทางสันติวิธี

งานที่สาม ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกเหตุการณ์ที่คนในพื้นที่สงสัยและต้องชี้แจงข้อสงสัยทันที อย่างเช่นกรณีโต๊ะชูดที่เกิดขึ้นแล้วต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงให้ประชาชนทราบทันที

ประเมินสภาพแวดล้อมรายงานประจำเดือนต่อคณะพูดคุย

นาวาเอกจักรพงษ์ ยังกล่าวด้วยว่างานสุดท้ายของคณะคือ จะต้องประเมินสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการพูดคุยทั้งในส่วนความคิดเห็นขององค์กร กลุ่มบุคคลในแทร็กสอง กลุ่มผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย 12 กลุ่ม และประชาชนในแทร๊กสามเพื่อเสนอต่อคณะพูดคุยเพื่อใช้เป็นข้อมูลบนโต๊ะพูดคุยได้ โดยจะต้องรายงานเป็นประจำเดือนๆ ละครั้ง ซึ่งก่อนที่คณะ 2 จะไปพูดคุยก็จะเชิญคณะ สล.3 ไปบรรยายสรุปก่อนว่าพื้นที่เป็นอย่างไร ประเมินสภาวะแวดล้อมทั้ง 12 กลุ่มว่าเป็นอย่างไร มีหัวข้อที่จะให้เสนเป็นประเด็นอะไรบ้าง

CSO คือผู้นำการเปลี่ยนแปลง

สำหรับการประเมินสถานการณ์ของพื้นที่ นาวาเอกจักรพงษ์เห็นว่า CSO มีความสำคัญที่เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง เรียกได้ว่าเป็น Change Agent ที่เป็นหลักของกระบวนการสันติภาพ ในอนาคตเมื่อมีการทำ Safety Zone พวกเขาต้องเข้ามามีบทบาทอยู่แล้ว

นาวาเอกจักรพงษ์ กล่าวว่าภาคประชาสังคมในพื้นที่มีอยู่ 521 องค์กร ซึ่งยังมีปัญหาในเรื่องของความเป็นเอกภาพ แต่ก็เห็นว่าพยายามที่จะรวมกันอยู่ในหลายๆ กลุ่ม ที่ตนอยากเห็นคือ ประชาสังคมอีกฝ่ายคือ เครือข่ายประชาสังคมเพื่อสันติภาพ หรือ คปส.รวมเป็นเอกภาพด้วยเช่นกัน และอยากให้ใช้เวทีของคณะ สล.3 นี้ด้วยซึ่งเป็นมิติใหม่เพราะ สล.3 ตั้งโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ยึดติดกับตัวบุคคล วางตัวเป็นกลางและพูดคุยได้กับทุกฝ่าย ที่ผ่านมาเวลาที่กองทัพภาค 4 ส่วนหน้าจัดการประชุมพบปะก็จะมีแต่ประชาสังคมหน้าเดิมๆ ที่เป็นฝ่ายหนุนรัฐ อยากจะเห็นอีกฝ่าย อย่างเช่น คปส. เข้ามาบนเวทีตรงนี้ด้วย แต่ก็เป็นนิมิตหมายที่ดีว่ามีบางคนมาร่วมเป็นคณะกรรมการใน สล.3 แล้ว

นาวาเอกจักรพงษ์ กล่าวว่าคณะ สล.3 เป็นพื้นที่กลางสำหรับทุกคน ไม่จำเป็นว่าต้องมีแนวคิดเดียวกัน มี 3 คนในคณะ สล.3 ที่อยู่ในคณะพูดคุยด้วย ดังนั้นประเด็นของภาคประชาสังคมจะถึงบนโต๊ะแน่นอน

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือในการขับเคลื่อนต้องมีเวทีให้ Party B เล่นด้วย จะให้ฝ่ายรัฐมาพูดอยู่ฝ่ายเดียวคงไม่ได้เพราะกระบวนการสันติภาพจะไปไม่ได้ ด้าน Party B เองก็มีข้อจำกัดอยู่มากและอยู่นอกพื้นที่ แต่ถ้ามีปัจจัยเอื้อในบางองค์กรประชาสังคมก็อาจจะใช้เวทีนี้ในการเชื่อมโยงซึ่งองค์กรประชาสังคมเองเชื่อมโยงทั้ง Party A และ Party B อยู่แล้ว ก็อยากให้ใช้โอกาสนี้เชื่อมโยงกับคณะสล.3 ด้วย