เมื่อการตายของอุสตาซ ทำให้หวนรำลึกคุณูปการอูลามะ “เชคดาวูด อัลฟาฎอนีย์”

เมื่อการตายของ“อุสตาซ”คนหนึ่ง ทำให้หวนรำลึกคุณูปการของ“อูลามะ”คนสำคัญที่มีต่อสังคมปาตานีและโลกมุสลิมอย่าง“เชคดาวูด อัลฟาฎอนีย์” เมื่อ 240 ปีที่แล้ว เหตุใดผลงานจึงหยั่งผลมาถึงปัจจุบัน เพราะการลงหลักปักฐานทางวิชาการที่แข็งแกร่ง หรือเพราะมีสถาบันที่ทำให้ตำรายาวียังมีชีวิต หรือเพราะการก่อเกิดเครือข่ายนักวิชาการและความหวังฟื้นฟูสังคมปาตานีหลังสงคราม ที่ยังคงสร้างแรงจูงใจให้ปาตานีเป็นเสมือนเปลที่โอบอุ้มการศึกษาอิสลามเอาไว้

การเสียชีวิตของ “อุสตาซ” หรือครูสอนศาสนาคนหนึ่งอย่าง “สะแปอิง บาซอ” อดีตครูใหญ่โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ อ.เมือง จ.ยะลา ที่ถูกกล่าวหาเป็นแกนนำระดับสูงของขบวนการบีอาร์เอ็น พลอยทำให้ต้องหวนรำลึกถึงคุณูปการมากมายของเหล่า“อูลามะ” (อูลามาอฺ) คือนักปราชญ์หรือผู้รู้ทางศาสนาอิสลามในอดีตที่มีต่อสังคมปาตานี หรือชายแดนใต้ปัจจุบัน หนึ่งในนั้นคือ “เชคดาวูด อัลฟาฎอนีย์”

เชคดาวูด อัลฟาฎอนีย์มีชื่อเต็ม คือ หะยีวันดาวุด บินวันอับดุลลอฮฺ บินวันอิดริส อัลยาวีย์ อัลฟาฏอนีย์อัลมลายูวีย์ เกิดวันที่ 1 มุฮัรรอม ฮ.ศ.1184 ตรงกับวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ.1769 หรือพ.ศ.2312 ณ บ้านปาเร็ต ปัจจุบันอยู่บริเวณ ต.บาราโหม อ.เมือง จ.ปัตตานี เสียชีวิตวันที่ 22 รอญับ ฮ.ศฺ 1263 ตรงกับวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ.1847 หรือพ.ศ.2390 รวมอายุ 78 ปี

ปัจจุบันการรำลึกเหล่าอูลามะนั้นมีขึ้นหลายครั้ง โดยเฉพาะผ่านงานวิชาการหรือเวทีสาธารณะ อย่างเช่น การจัดเสวนาเรื่องคุณูปการของ เชคดาวูด อัลฟาฎอนีย์ ต่อสังคมปาตานีและโลกมุสลิม เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 28 กันยายนปีที่แล้ว ที่จัดโดยชมรม SAUDARA มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) ณ หอประชุมสำนักอธิการบดี ม.อ.ปัตตานี ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง

คุณูปการ“เชคดาวูด อัลฟาฎอนีย์”

ในครั้งนั้น รศ.อับดุลเลาะ อับรู กรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี และอดีตนักวิชาการของวิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ.ปัตตานี ได้เปิดด้วยการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อเดียวกับชื่องาน ที่มีนักศึกษา ภาคประชาสังคม เจ้าหน้าที่รัฐและคนทั่วไปที่ทยอยเข้าฟังจนล้นห้องประชุม

รศ.อับดุลเลาะ กล่าวว่า ถ้าใครได้ศึกษาชีวิตของเชคดาวูดตั้งแต่เด็กจนช่วงท้ายของชีวิตจะพบอะไรที่น่าสนใจหลายอย่าง ที่น่าสนใจคือท่านเขียนตำราเยอะมากและหลายเล่มก็ยังถูกใช้สอนอยู่ในปัจจุบัน บางเล่มถูกใช้เป็นฐานงานวิจัยปริญญาโทและปริญญาเอกของหลายคน

“ความคิดของท่านโดยเฉพาะทางด้านการเมืองการปกครอง ปัจจุบันก็ยังถูกอ้างถึง ยังถูกตีความหรือนำไปวิเคราะห์ต่างๆ ซึ่งเมื่อ 240 กว่าปีที่แล้ว ในสมัยนั้นท่านแต่งตำราขึ้นมา ซึ่งยากกว่าการเขียนหนังสือในปัจจุบัน”

“สถาบันปอเนาะ”ทำให้ตำรายาวียังมีชีวิต

รศ.อับดุลเลาะ ตั้งคำถามว่า คือทำไม ผ่านมากว่า 240 ปีมาแล้วตำราของเชคดาวูดจึงยังคงเป็นที่นิยมในนูซันตารา(ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ฝั่งทะเล) และที่น่าสนใจกว่าก็คือ ท่านเขียนตำราด้วยภาษามลายูตัวอักษรยาวี ซึ่งครบถ้วนทั้งเนื้อหา ระเบียบวิธีการ ไวยากรณ์

รศ.อับดุลเลาะ อธิบายว่า สิ่งที่ทำให้ตำราของท่านยังมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันก็คือ“สถาบันปอเนาะ”ต่างๆที่ยังใช้หนังสือของท่านอยู่นั่นเอง ซึ่งมีหลายประเด็นทั้งเรื่องครอบครัว กฎหมายอิสลาม การจัดระเบียบสังคม การเมืองการปกครอง เป็นต้น

ก่อนหน้านั้น ตำราภาษามลายูอักษรยาวียังไม่มี แต่มีภาษามลายูอักษรสันสกฤตซึ่งตนก็ยังไม่เคยเห็น แต่หลังจากศาสนาอิสลามได้เข้ามาในภูมิภาคแห่งนี้ ก็เริ่มมีภาษามลายูเขียนด้วยตัวอักษรอาหรับ ต่อมาเรียกว่าภาษามลายูอักษรยาวี ดังนั้นคุณูปการอย่างหนึ่งของเชคดาวูด อัลฟาฎอนี คือการแต่งตำราด้วยภาษามลายูอักษรยาวีนั่นเอง

การปักหลักในทางวิชาการที่แข็งแกร่ง

รศ.อับดุลเลาะ อธิบายต่อไปว่า ตำราภาษามลายูอักษรยาวีของเชคดาวูดและอูลามะท่านอื่นๆ สามารถอ่านได้เข้าใจในโลกมลายูเพราะเป็นภาษามาตรฐาน และผลงานของอูลามะหลายๆท่านถือเป็นการปักหลักในทางวิชาการที่แข็งแกร่ง ถือเป็นมรดกที่ล้ำค่าของประเทศ

“ถ้ามัวแต่คิดในเรื่องความมั่นคง เราจะเสียมรดกอันล้ำค่านี้”

รศ.อับดุลเลาะ ย้ำอีกว่า ตำราของบรรดาอูลามะในอดีต ถือเป็นความเข้มแข็งในทางวิชาการ ไม่มีใครสามารถผลักให้ตกขอบได้ แต่พร้อมที่จะยืนหยัดและท้าทายนักวิชาการรุ่นใหม่

หลากหลายบทบาท ที่ไม่ใช่แค่ครูสอนศาสนา

รศ.อับดุลเลาะ บอกว่า ในช่วงที่ปาตานีแพ้สงครามให้สยามครั้งที่ 5 ในช่วงนั้นอูลามะเสียชีวิตเยอะมาก เชคดาวูดก็ร่วมรบกับสยามด้วย เรื่องนี้ก็ปรากฏในงานวิจัยหลายต่อหลายชิ้น และเพื่อนสนิทของท่านชื่อเชคอับดุลซอมัด อัลปาเลมบานีก็ร่วมรบและเสียชีวิตแถวๆ อ.จะนะ จ.สงขลา ปัจจุบันหลุมฝังศพก็ยังมีอยู่

“เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าเชคดาวูดไม่ได้เป็นแค่ครูสอนหนังสืออย่างเดียว แต่เป็นนักรบด้วย หลังจากสหายของท่านเสียชีวิตท่านก็ลี้ภัยไปสอนหนังสือยังเมืองมักกะฮ์(ซาอุดิอาระเบีย)”

รศ.อับดุลเลาะ ทิ้งท้ายว่า บทบาทของท่านที่มักกะฮฺภายใต้การปกครองของอาณาจักรออตโตมันหรืออุษมานียะห์ ท่านรับหน้าที่หลายอย่าง แม้กระทั่งเมื่อเกิดข้อขัดแย้งในทางวิชาการที่อียิปต์ท่านก็ถูกเชิญให้ไปช่วยแก้ปัญหาด้วย

เปิดวงเสวนาคุณูปการต่อสังคมปาตานีและโลกมุสลิม

เสร็จปาฐกถาก็เป็นวงเสวนามี ดร.อับดุลรอเซะ หะมิแย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชคดาวูด อัลฟาฎอนี (Jamiah Islam Shiekh Daud Al-Fatoni: JISDA) จ.ยะลา นายมูฮำหมัดอาลาดี เด็งนิ ประธานมูลนิธินูซันตาราสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา และนางสาวภักดิ์กมล ศิริวัฒน์ นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ เป็นวิทยากร ดำเนินรายการโดย นายบูคอรี กามาเซะ ประธานชมรม SAUDARA ม.อ.ปัตตานี

ภักดิ์กมล ศิริวัฒน์ : เข้าใจอูลามะก็จะเข้าใจสังคมปาตานี

นางสาวภักดิ์กมล ศิริวัฒน์ นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ comprar viagra ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า เรื่องราวของเชคดาวุดน่าสนใจมาก เราอาจไม่สามารถเข้าใจสังคมปาตานีได้หากไม่เข้าใจผู้ที่วางโครงสร้างสังคมที่เป็นอยู่

นางสาวภักดิ์กมล กล่าวว่า นักวิชาการโลกตะวันตกมีมุมมองอย่างไรเกี่ยวกับเชคดาวุด ปาตานีในอดีตหลังจากผ่านสงคราม 5 ครั้ง กลายเป็นสังคมที่ถูกทำลาย มีผู้คนอพยพมากมาย และคนที่อพยพเหล่านี้ทำอย่างไรต่อ การทำความเข้าใจในประเด็นนี้สำคัญต่อความเข้าใจสังคมปาตานี

เผยผลงานเชคดาวูดขยายไปไกลถึงแอฟริกาตอนใต้

นางสาวภักดิ์กมล กล่าวว่า ในโลกตะวันตกมีคนที่ศึกษาเชคดาวุดในระดับหนึ่ง ซึ่งงานบางชิ้นก็ละเอียดมาก ตามไปดูกีตาบของเชคดาวุด รวมถึงอิทธิพลของงานต่างๆ ซึ่งขยายไปสู่พื้นที่แอฟริกาตอนใต้

“การศึกษาไม่สามารถแยกออกจากชีวิตได้ เฉกเช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างชาติพันธุ์ ศาสนา มาตุภูมิของชาวมลายูปาตานีซึ่งแยกตัวออกจากกันยากมาก ประเด็นเหล่านี้ต้องทำความเข้าใจกับมัน” นางสาวภักดิ์กมล กล่าว

เครือข่ายนักวิชาการและความหวังฟื้นฟูสังคมปาตานีหลังสงคราม

นางสาวภักดิ์กมล กล่าวว่า ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา สยามตีปาตานีสำเร็จในปี ค.ศ.1786 สภาพสังคมเวลานั้นไม่เหลืออะไรเลย เป็นช่วงการลี้ภัยครั้งใหญ่ของคนในพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้เกิดเครือข่ายนักวิชาการหรือนักปราชญ์ชาวปาตานีที่มีความตั้งใจว่า จะกลับมาบ้านเกิดและมองว่าต้องใช้ระบบปอเนาะที่ต้องเริ่มต้นกันใหม่ ฟื้นฟู ตลอดจนจัดระเบียบสังคมใหม่

“สิ่งที่น่าสนใจในมิตินี้คือ เป้าหมายของเชคดาวุดและเครือข่ายซึ่งออกจากพื้นที่ไปเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ในที่ที่เป็นหัวใจของอิสลาม คือ มักกะห์และตั้งใจว่าจะกลับมาตุภูมิเพื่อปฏิรูปบ้านเกิดตัวเอง” นางสาวภักดิ์กมล กล่าว

นางสาวภักดิ์กมล กล่าวว่า จากบันทึกของฟรานซิส ไลท์ ซึ่งทำงานให้กับ East India Company ผู้ซึ่งมีบันทึกมากมายเกี่ยวกับสภาพสังคมความเป็นปาตานีที่หลงเหลือหลังสงคราม ระบุว่า ปาตานีถูกทำลายโดยสยาม ประชากรกระเจิดกระเจิง การอพยพของคนส่วนใหญ่ มีราวๆพันคนที่เสนอให้ East India Company ช่วยเหลือ ขอใช้ท่าเรือเพื่อไปสู่อาระเบีย และมักกะห์ก็กลายเป็นบ้านใหม่ของคนกลุ่มนี้

แรงจูงใจให้ผู้พลัดถิ่นยังคงอัตลักษณ์และวัฒนธรรม

นางสาวภักดิ์กมล กล่าวว่า นักวิชาการคนหนึ่งชื่อ ฟรานซิส แบรดลี่ (Dr. Francis Bradley) ตั้งคำถามใหญ่ๆ ว่า อะไรที่เป็นแรงจูงใจให้ผู้พลัดถิ่นหรือผู้ที่โดนเนรเทศออกไปยังคงซึ่งอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของตัวเองไว้ทั้งๆ ที่อยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย คำตอบที่ออกมาก็คือ เป็นเพราะความทรงจำของมาตุภูมิ

“นักวิจัยก็ถามเพิ่มเติมว่า ในกลุ่มผู้พลัดถิ่นมีความทรงจำอะไรบ้างเกี่ยวกับปาตานีและถ่ายทอดความทรงจำเหล่านี้ได้อย่างไร ซึ่งได้ผลมาว่าใช้หนังสือ” นางสาวภักดิ์กมล กล่าว

ผู้กุมประวัติศาสตร์จากสุลต่านกระจายไปสู่มวลชน

นางสาวภักดิ์กมล กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 1830 เป็นต้นมา หนังสือเล่มหนึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วนูซันตารอ คือ ฮิกายัตปาตานี มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรุ่งเรืองของปาตานีในช่วงศตวรรษที่ 16-17 สิ่งที่น่าสนใจคือ การเข้าถึงหนังสือเล่มนี้ของกลุ่มผู้ผลัดถิ่น จากเดิมที่สุลต่านเป็นคนเก็บหนังสือเล่มนี้ไว้ จากนั้นก็มีการกระจายออกไปมากขึ้น

“อาจกล่าวได้ว่า เดิมผู้ดูแลประวัติศาสตร์ปาตานีอยู่ในมือสุลต่าน ก็กลายเป็นคนปาตานีหลายๆคนที่สามารถเข้าถึงหนังสือประวัติศาสตร์นี้”

นางสาวภักดิ์กมล กล่าวว่า เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้สร้างแรงบันดาลใจและจุดร่วมของคนปาตานีในเวลานั้น ซึ่งส่งผลให้คิดว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ รวมถึงด้านระบอบการเมืองการปกครอง นักคิดผู้พลัดถิ่นหันมาเอาอิสลามเป็นเสาหลักในการจัดระเบียบสังคม

เชคดาวุดเป็นผู้นำจิตวิญาณในฟื้นฟูปาตานี

นางสาวภักดิ์กมล กล่าวว่า ฟรานซิส แบรดลี่ นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องราวของเชคดาวุด ได้ศึกษากีตาบและลงพื้นที่ต่างๆแล้วได้ข้อสรุปมาว่า กลุ่มที่ลี้ภัยไป เชคดาวุดกลายเป็นผู้นำ ได้ขับเคลื่อนกลุ่มคนด้วยความสามารถทางปัญญา ทักษะในการเข้าถึงจิตใจคน และวิสัยทัศน์ในการโน้มน้าวที่ทำให้รู้สึกว่าจะเห็นการฟื้นฟูใหม่ของปาตานี

“ความทรงจำเกี่ยวกับมาตุภูมิเป็นแรงขับเคลื่อนให้กลุ่มที่ลี้ภัยกลับมาฟื้นฟูบ้านเกิดตนเอง เมื่อนักปราชญ์ปาตานีกลับมาในช่วงศตวรรษที่ 19 ก็เริ่มนำร่องการเปลี่ยนแปลง ฟื้นฟูวัฒนธรรมต่างๆ พิธีกรรมและปฏิรูปศาสนาอิสลามด้วย” นางสาวภักดิ์กมล กล่าว

นางสาวภักดิ์กมล กล่าวด้วยว่า ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจหนึ่งคือคำสอนที่อยู่ในตำราที่มีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนสิ่งต่างๆในเวลานั้น อิทธิพลแรก คือ การต่อสู้เพื่อเรียกร้องอิสรภาพทางวัฒนธรรม ซึ่งเชคดาวุดและเครือข่ายเห็นว่ามีความต่างจากสยาม จึงใช้ปอเนาะเป็นพื้นที่ผลิตวัฒนธรรม สร้างอัตลักษณ์

ปาตานีในอดีตเสมือนเปลที่โอบอุ้มการศึกษาอิสลาม 

นางสาวภักดิ์กมล กล่าวว่า ในช่วงปี 1870 เป็นต้นมา ระบบโครงสร้างปอเนาะก็ขยายตัว เครือข่ายที่เชคดาวูดและนักปราชญ์ท่านอื่นๆ ร่วมสร้างก็ขยายตัวออกไปยังที่ต่างๆ เครือข่ายนี้ก็ให้ปาตานีเป็นศูนย์กลางของการศึกษาและการสร้างความรู้เกี่ยวกับอิสลาม

“ในงานศึกษาของนักวิชาการตะวันตกเปรียบเทียบปาตานีในอดีตว่า เป็นเสมือนเปลที่โอบอุ้มการศึกษาอิสลาม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเชิดชูที่กลุ่มนักวิชาการเหล่านี้ได้ฟื้นฟูสังคมที่ได้รับผลกระทบจากสงครามให้ฟื้นกลับมาได้” นางสาวภักดิ์กมล กล่าว

นางสาวภักดิ์กมล กล่าวว่า โดยรวมแล้ว งานของตะวันตกจะเน้นพูดถึงอิทธิพลของเครือข่าย หลังจากนำความรู้เกี่ยวกับอิสลามด้วยอักขระยาวีสู่โลกมาเลย์ ซึ่งมีวัฒนธรรมที่หลากหลายแต่ความคิดของอุลามะปาตานีก็ยังไปถึงคนเหล่านี้ได้

“สิ่งที่ขับเคลื่อนประกอบคือการขับเคลื่อนอิสลามในหลายๆ พื้นที่ ตลอดจนการขับเคลื่อนทางการเมืองที่ต่อต้านรัฐอาณานิคมต่างๆ ก็มาจากคำสอนในตำราด้วย” นางสาวภักดิ์กมล กล่าว

4 ช่วงเวลาสำคัญของชุดความคิดงานเขียนเชคดาวูด

นางสาวภักดิ์กมล กล่าวว่า ชุดความคิดของการสอนต่างๆ นักวิชาการต่างชาติได้แบ่งออกเป็นสี่ช่วงเวลา ช่วงแรกคือปี 1812 มีการแปลข้อกฎหมายในแบบชาฟีอี(สำนักคิดหนึ่งของอิสลาม)ออกมา ไม่ว่าจะว่าด้วยการแต่งงาน มรดก กฎหมายเชิงพาณิชย์

ช่วงปี 1812-1817 ก็เขียนถึงวิถีปฏิบัติของมุสลิมในชีวิตประจำวัน การละหมาดวันศุกร์ การสร้างมัสยิดและประเด็นต่างๆ รวมถึงการไปประกอบพิธีฮัจญ์ นอกจากนั้นก็เขียนถึงวัฒนธรรมที่หลากหลายระหว่างกลุ่มคนมุสลิมทั่วไป

สยามกับปาตานีเริ่มมีปัญหาก็เริ่มมองผ่านสายตาชุมชนและสังคม

ในช่วงปี 1817-1834 ท่านได้ผลิตงานเกี่ยวกับซูฟีออกมา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ทั้งหมดนี้ใช้การเขียนด้วยอักขระยาวีผสมอาหรับ

ในช่วงปี 1832 เริ่มมีปัญหาระหว่างสยามกับปาตานี เห็นได้ชัดว่าในเวลานั้นงานของเชคดาวุด เปลี่ยนจากมุมมองของปัจเจกบุคคลให้หันไปมองผ่านสายตาของชุมชนและสังคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่ท่านเขียนเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ท่านอยู่

หนังสือที่เชคดาวุดเขียนหลงเหลือยู่ 900 เล่ม

นางสาวภักดิ์กมล กล่าวว่า งานเขียนของเครือข่ายนักวิชาการปาตานี มีตำราที่หลงเหลืออยู่ประมาณ 1,300 เล่มในปัจจุบัน จากเดิมที่อาจมากกว่านี้ ในจำนวนนี้ประมาณ 800-900 เล่มที่เขียนโดยเชคดาวูด

นางสาวภักดิ์กมล กล่าวทิ้งท้ายว่า บทบาทของโรงพิมพ์ก็มีมาก เมื่อเริ่มมีการพิมพ์ หนังสือของเชคดาวูดก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้น ประมาณปี 1930 เริ่มตีพิมพ์ในปาตานี และทำให้เห็นงานเขียนของเชคดาวูดได้ในพื้นที่จนถึงปัจจุบัน

ดร.อับดุลรอเซะ หะมิแย สถาบัน Islam Shiekh Daud Al-Fatoni (JISDA)

ดร.อับดุลรอเซะ หะมิแย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชคดาวูด อัลฟาฎอนี (Jamiah Islam Shiekh Daud Al-Fatoni: JISDA) จ.ยะลา กล่าวว่า ชื่อของเชคดาวูดไม่ใช่เฉพาะคนปาตานีเท่านั้นที่กล่าวถึง แต่ในพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลกก็เป็นที่รู้จักด้วย

ดร.อับดุลรอเซะ เล่าว่า หลังจากตนจบปริญญาเอกที่ประเทศอียิปต์ ได้กลับมาในช่วงที่ชาวบ้านเรียกโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ จ.ยะลาว่ากำลังเผชิญกับซึนามิครั้งใหญ่ ผู้บริหารชุดใหม่ของโรงเรียนได้เลือกตนให้มาดูแลในส่วนของ Diploma (การศึกษาระดับอนุปริญญาของโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ) ที่มีชื่อว่า JISDA ภาษาไทยเรียกว่าสถาบันชั้นสูงกวดวิชาเพื่อเตรียมนักศึกษาไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ

หวังยกระดับเป็นมหาวิทยาลัย แต่ยังติดปัญหา

ดร.อับดุลรอเซะ กล่าวว่า เราเคยส่งหนังสือไปยังกระทรวงศึกษาธิการอย่างเป็นทางการเพื่อขออนุญาตเปลี่ยนจากสถาบันกวดวิชาดังกล่าวเพื่อจัดตั้งเป็นวิทยาลัยเชคดาวูดฯ เพื่อรองรับนักศึกษาที่ต้องการเรียนต่อแต่ไม่ประสงค์จะไปเรียนต่างประเทศ และไม่มีเงินมากพอจะจ่ายค่าเทอมเหมือนมหาวิทยาลัยอื่นๆ

ดร.อับดุลรอเซะ กล่าวว่า เหตุผลที่ใช้ชื่อเชคดาวูดเป็นชื่อสถาบันก็เพื่อให้เกียรติแก่อูลามะในอดีตและเพื่อความบารอกัต(สิริมงคล)ด้วย แต่ติดปัญหาทางกฎหมายที่ระบุว่าจะจดทะเบียนวิทยาลัยได้จะต้องมีพื้นที่อย่างน้อย 10 ไร่ แต่พื้นที่ของ JISDA ตอนนี้มีเพียง 7 ไร่

“การเรียนการสอนของเราในปัจจุบัน ไม่ได้เน้นการวัดผลด้วยคะแนน แต่เรียนเอาความรู้จริงๆ” ดร.อับดุลรอเซะ กล่าว

คนรุ่นใหม่ต้องให้ความสำคัญกับอูลามะในอดีต

ดร.อับดุลรอเซะ กล่าวว่า บทบาทของเชคดาวูดที่ทำให้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จัก เพราะมีงานเขียนหลายร้อยเล่ม แต่น่าเสียดายคือในพื้นที่ตอนนี้มีเพียงไม่กี่เล่มที่ยังมีขาย

ดร.อับดุลรอเซะ กล่าวอีกว่า สิ่งที่น่าเสียใจคือ มีคนจำนวนหนึ่งไปดูถูกหนังสือที่ท่านเขียนว่ากีตาบเหลือง ทั้งที่คนจำนวนไม่น้อยสนใจศึกษาอย่างละเอียด และให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้นสำหรับคนรุ่นใหม่ในพื้นที่นี้มีของดีอยู่จึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

ดร.อับดุลรอเซะ กล่าวด้วยว่า ที่น่าสนใจคือ ในสมัยที่ท่านยังเรียนอยู่ที่มักกะฮฺ ท่านก็สอนไปด้วยจนคนรู้จักท่านจำนวนมาก ตนไปหลายพื้นที่โดยเฉพาะในอาเซียนต่างก็รู้จักเชคดาวูดทั้งนั้น และแน่นอนว่าหนังสือของท่านหลายๆ เล่มในปัจจุบันยังถูกใช้ในการเรียนการสอนในหลายๆปอเนาะในหลายๆพื้นที่

“สิ่งที่เชคดาวูดทำเป็นตัวอย่างให้พวกเราก็คือ หลังจากที่ท่านกลับมาจากมักกะฮฺท่านก็ดะวะห์หรือเผยแพร่ความรู้ศาสนาเพื่อให้คนในพื้นที่เข้าใจและมีความมั่นคงในศาสนาอิสลาม” ดร.อับดุลรอเซะ กล่าว

มูฮำหมัดอาลาดี เด็งนิ : ไม่รู้ประวัติอูลามะในพื้นที่ก็กลายเป็นคนไร้รากฐาน

นายมูฮำหมัดอาลาดี เด็งนิ ประธานมูลนิธินูซันตาราสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา กล่าวว่า ตนรู้จักเชคดาวูดมากขึ้นก็ตอนเดินทางไปกัมพูชาเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว คนมารับพูดภาษามลายูจึงถามว่าเคยไปปาตานีหรือมาเลเซียหรือไม่ เขาตอบว่าไม่เคย แต่อาศัยการเรียนกีตาบ(ตำรา)ของเชคดาวูด เมื่อไปที่กัมปงจามก็พบว่าที่นั่นมีการเรียนการสอนโดยใช้กีตาบของเชคดาวูด

มูฮำหมัดอาลาดี กล่าวว่า เคยเจอการนำใช้ชื่อเชคดาวูดเป็นชื่อสถานที่หรือสถาบันหรือห้องประชุม จึงค้นข้อมูลในภาษาไทย แต่ไม่พบเพราะในพื้นที่ไม่มีใครเขียนเรื่องราวของท่าน จึงต้องไปค้นหาในมาเลเซีย

“ทำไมเราถึงลำบากกว่าจะรู้ประวัติของอูลามะในพื้นที่ ไม่มีศูนย์รวบรวมข้อมูล ทำให้พวกเรากลายเป็นคนที่ไม่มีรากฐาน พอไม่มีรากฐานที่เข้มแข็งบางครั้งก็ทำให้เรากลัวไปหมด อย่างปัจจุบันเรากำลังกลัวกระแสของชีอะห์ แต่คนในอดีตไม่ได้กลัวเพราะเขามีรากฐานที่มั่นคงแข็งแรง” มูฮำหมัดอาลาดี กล่าว

ไม่ใช่ว่าในอดีตเราเคยรบกันตอนนี้ก็จะรบอีก

มูฮำหมัดอาลาดี กล่าวว่า มีตอนหนึ่งในเรื่องราวของเชคดาวูด ตอนที่ท่านล่าถอยจากการรบ ซึ่งท่านได้แต่งตำรา ในท้ายเล่มมีบทกวีที่มีใจความว่า ตราบใดที่ปาตานียังคงถูกยึดครองจากสยาม ตราบนั้นการญิฮาดเป็นสิ่งที่วายิบ(บังคับ)สำหรับมุสลิม ประวัติศาสตร์ในลักษณะดังกล่าวนี้มักจะถูกปิด แต่ยิ่งปิดคนก็จะยิ่งอยากรู้

“ดังนั้นเรื่องราวในประวัติศาสตร์จึงควรเผยแพร่ให้ได้เข้าใจกัน ไม่ใช่ว่าในอดีตเราเคยรบกันตอนนี้ก็จะรบอีก ตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว” มูฮำหมัดอาลาดี กล่าว

ปาตานีต้องการผู้นำจิตวิญญาณและสังคม

มูฮำหมัดอาลาดี กล่าวว่า ตนเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับขบวนการบีอาร์เอ็นที่เขียนโดย พล.อ.สำเร็จ ศรีหร่าย แต่ไม่มีสักหน้าที่เขียนว่าคนที่ต่อสู้อยู่ใช้บทกวีหรือแนวคิดของเชคดาวูด แล้วจะไปกลัวเรื่องราวการต่อสู้ของเชคดาวูดทำไม

“สิ่งที่คนปาตานีในปัจจุบันต้องการคือคนอย่างเชคดาวุด คนอย่างหะยีสุหลง กล่าวคือคนที่เป็นทั้งผู้นำศาสนาและผู้นำทางการเมือง หรือผู้นำทางจิตวิญญาณและผู้นำทางสังคมในเวลาเดียวกันได้” มูฮำหมัดอาลาดี กล่าว

อ่านข้อมูลและข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘อูลามะ ปอเนาะ กีตาบยาวี’ บทบาทยิ่งใหญ่ของปาตานีในโลกอิสลาม โดย อะหมัด ฟัตฮี

ชีวประวัติ ชัยค์ดาวูด อัลฟาตอนีย์ ยอดนักปราชญ์แห่งปัตตานีดารุสลาม

รำลึก 238 ปี ชัยคฺดาวุด อัลฟะฏอนีย์ : ปราชญ์ชายแดนใต้แห่งอาเซียน