PNC2017“ถึงเวลาเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งด้วยการเมือง” ระดมงานวิชาการจากทั่วโลกสะท้อนปัญหาปาตานี

ฝ่ายวิชาการงานประชุมวิชาการนานาชาติ PNC 2017 แจงเตรียมนำเสนอบทความ 28 ชิ้นจากทั่วโลกและจากคนในของ MARA Patani เผยมีงานวิจัยโดดเด่นที่สะท้อนต่อพื้นที่ชายแดนใต้ในระยะเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งสู่การสร้างสันติภาพและบทความสะท้อนบทบาทประชาชนรากหญ้าในการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยมีเจ้าหาญจากเมียนมาร์เป็นองค์ปาฐกคนสำคัญ

การประชุมวิชาการนานาชาติหัวข้อ “การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง การไม่ใช้ความรุนแรง และการสื่อสาร ในการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง” Political Transition, Non-violence and Communication in Conflict Transformation (PNC 2017) ในวันที่ 24-26 มกราคม 2560 นี้ที่คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยการปาฐกถาในช่วงเช้าและเวทีเสวนาช่วงบ่ายของวันแรก (24 มกราคม 2560) จะเป็นการเปิดโลกทัศน์ต่อสถานะความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านจากความขัดแย้งไปสู่หนทางทางการเมืองจากกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากหลายประเทศ

เป็นการเปิดมุมมองว่าเหตุใดประเทศที่ยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้งจำเป็นต้องหันเข้าสู่แนวทางทางการเมือง และการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองด้วยการใช้สันติวิธีมีความหมายอย่างไร ที่สำคัญผู้ที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งจะสื่อสารกันอย่างไรเพื่อให้การแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งนั้นเป็นไปอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด หลังจากศึกษาบริบทจากพื้นที่อื่นแล้ว

เวทีสัมมนาบ่ายวันที่สอง (25 มกราคม 2560) จะหันกลับมาวิเคราะห์หนทางการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของจังหวัดชายแดนใต้/ปาตานีผ่านความพยายามการทำงานด้านความรู้ว่าเป็นอย่างไรและความพยายามเหล่านั้นส่งผลพลวัตรของกระบวนการสันติภาพและส่งต่อหน้าตาของจังหวัดชายแดนใต้ในอนาคตอย่างไร โดยทั้ง 2 วัน จะมีการนำเสนอบทความที่ผ่านการพิจารณา 28 ชิ้น มี 10 กลุ่มประเด็น โดยห้องที่ 1-9 เป็นบทความวิชาการ ในขณะที่ห้องที่ 10 เป็นส่วนผสมของงานวิชาการและงานเชิงปฏิบัติการ

เมื่อประชาสังคมเป็นตัวป่วนกระบวนการสันติภาพ

นางสาวจุฬารัตน์ ดำรงวิถีธรรม ฝ่ายวิชาการการจัดประชุมเปิดเผยว่า ในจำนวนนี้มีบทความที่มีความน่าสนใจต่อพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เช่น “Understanding Grassroots Peacebuilding: Key Lessons from the Chittagong Hill Tracts” การศึกษาบทบาทของนักสร้างสันติภาพในระดับรากหญ้าหรือองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ความขัดแย้งในประเทศบังคลาเทศที่เรียกว่า Chittagong Hill Tracts (CHT) แม้นักสร้างสันติภาพในพื้นที่ได้เปิดช่องทางให้มีการสื่อสารระหว่างรัฐบาลบังคลาเทศกับกลุ่มต่อต้าน จนนำไปสู่การมีข้อตกลง CHT Accord โดยมีการตั้งคณะกรรมการการพูดคุย และคณะกรรมการประสานงานซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคู่ขัดแย้งโดยตรง

แต่งานวิจัยชิ้นนี้กลับชี้ให้เห็นว่า บทบาทภาคประชาสังคมเหล่านี้ก็ก่อปัญหาต่อกระบวนการสันติภาพ CHT ไม่น้อย พวกเขาได้ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบ คือ ทำให้สังคมและชาติพันธุ์กลุ่มต่างๆ แตกแยกมากขึ้น กฎระเบียบด้อยประสิทธิ์ภาพลง และเป็นตัวป่วนในกระบวนการสันติภาพเสียเอง

งานวิจัยชิ้นนี้ตั้งคำถามสำคัญว่า กลุ่มภาคประชาสังคมจะมีคุณูปการต่อการสร้างสันติภาพได้อย่างแท้จริงต้องทำภายใต้เงื่อนไขแบบใดและอย่างไร บทความวิชาการชิ้นนี้จะช่วยกระตุ้นเตือนให้คนที่ทำงานและเรียกตัวเองว่าเป็น นักสร้างสันติภาพ หันกลับมามองย้อนดูตัวเองว่า ถึงแม้บางครั้งจะมีเจตนาที่ดี แต่ผลลัพธ์ก็อาจจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามแบบที่งานชิ้นนี้ยกตัวอย่างจากกรณี CHT และหากต้องการไปถึงเป้าหมายเพื่อสร้างสันติภาพที่แท้จริง เราจำเป็นต้องพิจารณาเงื่อนไขและปัจจัยอะไรบ้าง

เสียงจาก MARA Patani จังหวะก้าวสู่ “พื้นที่ปลอดภัย”

พิญญ์ดาริกา มาลัยโรจน์ศิริ เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการอีกคนหนึ่ง กล่าวว่า บทความที่สอง “The Patani Peace Dialogue Process: From TOR(1) to SZ(2)” ที่เขียนโดยหนึ่งในสมาชิกของ MARA Patani ซึ่งถึงแม้งานเขียนชิ้นนี้ไม่ได้สะท้อนความคิดอย่างเป็นทางการของ MARA Patani แต่บทความนี้ก็สะท้อนมุมมองส่วนบุคคลของสมาชิกภายในซึ่งให้รายละเอียดข้อมูลระดับลึกเกี่ยวกับขั้นตอนของกระบวนการพูดคุยสันติภาพ รวมทั้งประเด็นสำคัญอย่างเช่นกรอบกติกาการพูดคุย (ToR) และพื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone) ระหว่างกลุ่ม MARA Patani และฝ่ายรัฐบาลทหารของไทย

งานเขียนชิ้นนี้ทำให้ผู้อ่านเห็นถึงพลวัตของการพุดคุย และมีความพิเศษเพราะเป็นการสะท้อนมุมมองของ “คนใน” ต่อกระบวนการเจรจา ต่อประเด็น และต่อคู่เจรจา/พูดคุย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอุปสรรคความท้าย ความมุ่งมั่นพยายาม ความหวังของ MARA Patani และของฝ่ายคู่เจรจาในบางส่วน และเงื่อนไขที่จะทำให้การเจรจาสามารถก้าวหน้าไปได้

“เมื่อผลประโยชน์มา อำนาจชอบธรรมก็หายไป” ศึกษากลุ่มติดอาวุธในมุมเศรษฐศาสตร์

บทความที่สาม “Between Commercialisation and Conflict in Myanmar's Borderlands” อธิบายถึงพลวัตรและความขัดแย้งภายในของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์สองกลุ่มสำคัญในประเทศเมียนมาร์ คือ การช่วงชิงภายในระหว่างกลุ่มกะเหรี่ยงและคะฉิ่น ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ในพื้นที่พรมแดน แต่ผลประโยชน์ของรัฐ ชนชั้นนำของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งสองและเครือข่ายธุรกิจจากภายนอก ได้กัดกร่อนอำนาจและความชอบธรรมของผู้นำกองกำลังทั้งสอง การเปลี่ยนศัตรูมาเป็นมิตรในทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดการช่วงชิง ความแตกแยก และการต่อต้านภายใน แม้จะมีการกระจายผลประโยชน์ในกลุ่ม แต่ก็ไม่อาจฟื้นคืนอำนาจที่ชอบธรรมขึ้นมาได้ เพราะสำหรับสมาชิกในกองกำลังนั้น อำนาจที่ชอบธรรมของผู้นำขึ้นอยู่กับว่า ผู้นำของพวกเขาได้เรียกร้องในสิ่งที่ควรจะเรียกร้องอย่างเหมาะสมหรือไม่มากกว่า

งานชิ้นนี้น่าสนใจเพราะ เป็นการวิเคราะห์พลวัตรความสัมพันธ์ทางอำนาจและความชอบธรรมของผู้นำของกลุ่มติดอาวุธจากมุมของเศรษฐศาสตร์การเมืองซึ่งยังมีคนที่ทำวิจัยจากแนวศึกษาเช่นนี้ไม่มากนักจึงยิ่งทำให้งานชิ้นนี้โดดเด่นขึ้นด้วย

บทความทั้งสามชิ้นจึงน่าสนใจเพราะ สะท้อนการศึกษาฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งจากหลากหลายระดับ/มุมมอง ตั้งแต่บทเรียนและบทบาทด้านกลับของภาคประชาสังคม พัฒนาการและมุมมองของขบวนการเคลื่อนไหวที่นั่งอยู่บนโต๊ะการพูดคุย ตลอดจนความแตกแยกภายใน ความชอบธรรมที่ถูกทำลายของผู้นำกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่มีสาเหตุมาจากการยอมให้รัฐและกลุ่มทุนจากภายนอกเข้ามามีผลประโยชน์ร่วมในทรัพยากรของตนเอง

เปรียบเทียบพื้นที่ขัดแย้งในเอเชีย ยุโรป อาฟรีกา

สำหรับกลุ่มบทความที่จะนำเสนอมีประเด็นที่มีคุณค่าแตกต่างกันไปและมีความหลากหลายในเชิงพื้นที่ โดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ภายในเอเชีย โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียใต้ เช่น อินเดีย เนปาล บังคลาเทศ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และจังหวัดชายแดนใต้  

อย่างไรก็ตามงานประชุมไม่ได้ผูกขาดแค่สำหรับเนื้อหาประเด็นของภูมิภาคเอเชียเท่านั้น แต่บทความจากประเทศในแถบยุโรป (ไอร์แลน์เหนือ) และอาฟรีกา (ซูดานใต้) ซึ่งจะช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กว้างไกลขึ้นนอกจากนี้ยังมีบทความที่นำเสนอเปรียบเทียบพื้นที่ที่มีบริบทความขัดแย้งรุนแรงทั้งในเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ สิ่งที่ทำให้งานประชุมนี้มีลักษณะเฉพาะตัว/และมีคุณูปการต่อปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

ในเชิงประเด็น บทความที่เสนอในงานก็มีความหลากหลาย บางชิ้นเน้นไปที่การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในระดับบนหรือ Track-1 ทั้งที่เป็นฝ่ายรัฐและขบวนการเคลื่อนไหวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพูดคุยหรือการเจรจาสันติภาพ กระบวนการสันติภาพ การนิยามเสรีภาพ/อิสรภาพ โครงสร้างรองรับกระบวนการสันติภาพ เช่น กรณีของเนปาล ตลอดจนกระบวนการประชาธิปไตยซึ่งมาจากความพยายามของฝ่ายนำของประเทศ

บทบาทของประชาชนรากหญ้า และสังคมพหุวัฒนธรรม

ในขณะที่มีอีกหลายชิ้นที่ให้ความสำคัญหรือเน้นไปที่หน่วยการวิเคราะห์จากระดับล่าง (track-3) ขึ้นบน โดยเน้นไปที่ปฏิบัติการของกลุ่มประชาชนระดับรากหญ้าหรือองค์กรภาคประชาสังคม เช่น ในบังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ หรือ ปาปัว ต่อความเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนผ่านจากความขัดแย้งรุนแรงไปสู่หนทางทางการเมืองด้วยสันติวิธี การสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมือง ตลอดจนการจัดการกับสังคมหลังความขัดแย้งโดยเฉพาะประเด็นสังคมพหุวัฒนธรรม การศึกษาสันติภาพ ชนกลุ่มน้อยและปัญหาความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน แต่ละกรณีก็มีบริบทเฉพาะตัว มีประเด็นศึกษาที่แตกต่างกันไป

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนองานที่มีลักษณะลูกผสม ระหว่างความเป็นวิชาการและการปฏิบัติที่เรียกว่า hybrid paper โดยฝ่ายวิชาการได้รับบทความที่เขียนโดยฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายขบวนการเคลื่อนไหวซึ่งมีส่วนสำคัญในกระบวนการพูดคุยสันติภาพในขณะนี้ ข้อมูลที่ได้จึงเป็นข้อมูลเชิงลึกจากคนในกระบวนการเองและจะทำให้ผู้เข้าร่วมงานมีโอกาสร่วมแลกเปลี่ยนและวิเคราะห์กับผู้นำเสนออีกด้วย

ดูรายละเอียดได้ที่ https://www.pnc2017.com/th

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

PNC2017: เปิดประวัติไม่ธรรมดา 2 องค์ปาฐกสันติภาพ “เจ้าหาญ ยองห้วย-เอมม่า เลสลี่”

PNC2017 : ม.อ.ปัตตานีจัดเวทีใหญ่รับปี 60 หวังร่วมเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งสู่สันติภาพ