ดร.เอมม่า เลสลี่ย์“เจรจาฝ่ายตัวเองยากกว่า แต่รักษาความเป็นหนึ่งจำเป็นในกระบวนการสันติภาพ”

ดร.เอมม่า เลสลี่ย์ เผย 3 คำแนะของ MILF ต่อ KNU ในพม่า ชี้เจรจาฝ่ายตัวเองยากกว่า แต่รักษาความเป็นหนึ่งจำเป็นในกระบวนการสันติภาพ สร้างสันติภาพในเอเชียมีความท้าทาย แต่เห็นความหวัง ย้ำเจตจำนงทางการเมืองเป็นสิ่งสำคัญ แต่หากประชาชนไม่เอาด้วยกระบวนการจะไม่มั่นคง - ถอดปาฐกถาพิเศษของเธอในงาน PNC 2017

ดร.เอมม่า เลสลี่ย์ (Dr.Emma Leslie) สตรี 1 ใน 1,000 คนที่เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ในปี 2005 กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ภาวะผู้นำ เจตนารมณ์ทางการเมือง และ EQ - ความรู้ของกลุ่มติดอาวุธในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง (Centre for Peace & Conflict Studies) ประเทศกัมพูชา ในงานประชุมวิชาการนานาชาติ “การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง การไม่ใช้ความรุนแรง และการสื่อสาร ในการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง” Political Transition, Non-violence and Communication in Conflict Transformation (PNC 2017) เมื่อ 24 มกราคม 2560 ที่คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

MILF แนะนำ 3 ประเด็นให้ KNU

ดร.เอมม่า กล่าวว่า หัวหน้าโต๊ะเจรจาของกลุ่ม MILF (ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์) เคยพูดคุยแลกเปลี่ยนกับกลุ่ม KNU (กองกำลังกะเหรี่ยงที่ต่อต้านรัฐบาลในพม่า) ในสิ่งที่น่าสนใจใน 3 ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นแรก คือ เวลาเราคิดว่าเราพร้อมแล้ว ให้คิดไปว่าเรายังไม่พร้อมแน่นอน จึงให้เตรียมความพร้อมเพิ่มอีกหน่อย สิ่งที่สำคัญคือการจะพูดคุยกับฝ่ายตรงข้ามจะต้องศึกษาเรียนรู้และฝึกอบรม พัฒนา สร้างกลยุทธ์ เพิ่มทักษะ และจะต้องเตรียมพร้อมให้มากกว่าที่เคยทำมา

ประเด็นที่สอง คือ จะต้องรักษาวินัยของกองทัพให้เกิดขึ้น ยิ่งเมื่อลงนามหยุดยิงแล้ว จะต้องรักษาวินัยภายในกองทัพ โดยเฉพาะผู้นำจะต้องดูแลลูกน้องให้ดี การหยุดยิงไม่ได้หมายความว่ายอมแพ้ หากแต่เป็นการสร้างความมั่นใจว่าการพูดคุยจะไปต่อได้ ที่สำคัญคือ เวลาลงนามแล้วจะต้องมั่นใจว่าประชาชนจะเอาด้วยกับคุณ

เจรจาฝ่ายตัวเองยากกว่า-รักษาความเป็นหนึ่งจำเป็นในกระบวนการสันติภาพ

ประเด็นที่สาม คือ การเจรจากับฝ่ายตรงข้ามถือว่ายากแล้ว แต่การเจรจากับกองกำลังของตัวเองถือว่ายากกว่า แต่การรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็เป็นสิ่งที่จำเป็นในกระบวนการสันติภาพ

หลังจากนั้น KNU เองก็รับแนวคิดนี้มาใช้ โดยพยายามสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เตรียมความพร้อม พยายามรักษาวินัยกองทัพ และไม่มีแนวคิดว่าการพูดคุยจะเป็นพิษเป็นภัยแต่อย่างใด การเรียนรู้จากพื้นที่ขัดแย้งหนึ่งในที่นี้ก็สามารถแลกเปลี่ยนให้กับอีกพื้นที่ได้

การแข่งขันสันติภาพของนักไกล่เกลี่ยใหญ่ๆในโลก

ดร.เอมม่า กล่าวถึงทิศทางและข้อท้าทายต่างๆ ในกระบวนการสันติภาพทั่วโลกว่า กระบวนการสันติภาพที่เกิดขึ้นมักมีการไกล่เกลี่ยโดยกลุ่มประเทศใหญ่ๆ ขณะเดียวกันก็มักจะมีการแข่งขันขององค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ทั้งระดับโลกและระดับภูมิภาคในการทำหน้าที่เป็น broker (นายหน้า)

ดร.เอมม่า กล่าวต่อไปว่า นอกจากนั้นแล้วยังมีการแข่งขันกันของกลุ่ม NGO (องค์กรพัฒนาเอกชน)ต่างๆ รวมถึงการคาดหวังถึงการจัดการความขัดแย้งให้เกิดในระยะสั้น การเน้นใช้รูปแบบเดิมซึ่งมีเพียงสองฝ่ายและตัวกลางเดียวในการจัดการความขัดแย้ง และกระบวนการสันติภาพที่อยู่บนฐานแรงผลักของอีโก้ส่วนตนหรือผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตน

ในเอเชียมีความท้าทาย แต่เห็นความหวัง

“แต่สำหรับบางที่ในเอเชียเห็นอะไรที่ต่างออกไป มีการปรับเปลี่ยนของทั้งฝ่ายรัฐและกลุ่มติดอาวุธ มีการสนับสนุนของทั้งสองฝ่าย รวมไปถึงการสร้างกลไกกระบวนการสันติภาพที่ครอบคลุม และมีความยืดหยุ่นที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และการมีผู้ไกล่เกลี่ยจากภายในเอง ซึ่งในแง่นี้ก็จะส่งผลเชิงบวกต่อกระบวนการสันติภาพ ในเอเชียจึงนับได้ว่าเป็นพื้นที่ที่แม้มีความท้าทายแต่ยังเห็นพื้นที่ของความหวัง” ดร.เอมม่า กล่าว

เจตจำนงทางการเมืองเป็นสิ่งที่สำคัญ

ดร.เอมม่า เน้นว่า เจตจำนงทางการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญเมื่อใช้วิถีทางการเมือง หลายครั้งที่กระบวนการนี้ส่งผลต่อความเชื่อใจและนำไปสู่การเจรจาตกลงได้ในที่สุด แต่ความท้าทายจะอยู่ที่ว่าจะรักษาเจตจำนงทางการเมืองนี้ไว้ได้อย่างไร

“ในกระบวนการนี้การรักษาไว้ซึ่งสายบังคับบัญชาในทางการทหารก็ยังคงสำคัญในมิติของผู้นำของทั้งสองฝ่าย ในด้านการทหารเองจำเป็นที่จะต้องทำตามข้อตกลงทั้งสองฝ่าย เพื่อไม่ให้กระทบต่อกระบวนการสันติภาพ เช่น ในช่วงหนึ่งที่กรณีของรัฐบาลฟิลิปปินส์และ MILF ได้เคยประสบช่วงหนึ่งหลังจากละเมิดข้อตกลงหยุดยิง” ดร.เอมม่า กล่าว

หากประชาชนไม่เอาด้วยกระบวนการจะไม่มั่นคง

เธอมองว่าประชาชนต้องควบคุมกระบวนการให้ได้ เช่นเดียวกับข้อตกลงที่อยู่บนโต๊ะเองก็ต้องเป็นไปเพื่อประชาชน หากประชาชนไม่เอาด้วยแล้ว กระบวนการก็จะไม่มั่นคงและไม่มีผลใดๆ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดในเวลาหนึ่งของกรณีโคลอมเบีย

ตัวอย่างกรณี MILF ในมินดาเนา

ดร.เอมม่ายกตัวอย่างกรณี MILF ในมินดาเนา(ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์)ว่า ประสบผลเชิงบวกในกรณีการครองใจประชาชน อีกประการหนึ่งซึ่งเป็นการริเริ่มที่สร้างสรรค์ในกรณีมินดาเนา ที่มีสถาบันการเป็นผู้นำและการจัดการของบังซาโมโร ซึ่งตั้งมา 5 ปีก่อนการลงนามในข้อตกลงเพื่อช่วยให้ MILF สามารถที่จะเดินต่อไปในอนาคต

เรียกร้องเพื่อทุกคนไม่เฉพาะโมโรมุสลิม

ดร.เอมม่า อธิบายว่า ในกรณีบังซาโมโรยังมีกลไกการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายที่เห็นชัดและมีการปรับเพื่อให้มีความครอบคลุม และไม่ใช้รูปแบบการมีผู้ไกล่เกลี่ยเพียงคนเดียว ขณะเดียวกันการทำงานก็มีการสนับสนุนจากชุมชนโดยรวม

“การเรียกร้องที่เกิดขึ้นก็เพื่อชาวบังซาโมโรทุกคนไม่ใช่เพียงเพื่อโมโรมุสลิมในพื้นที่เท่านั้น ซึ่งการขับเคลื่อนเช่นนี้ก็จะทำให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนที่ครอบคลุมมากขึ้น” ดร.เอมม่า กล่าว

จริงจังต่อประเด็นและยืดหยุ่นต่อประชาชน

ดร.เอมม่า กล่าวต่อไปว่า การสร้างความเชื่อใจเป็นสิ่งจำเป็นไม่ว่าจะระหว่างคู่ตรงข้ามหรือในฝ่ายเดียวกันก็ตาม แม้จะเป็นสิ่งที่ยากก็ตาม กระบวนการสันติภาพนี้ควรเป็นกระบวนการสันติภาพที่มีศูนย์กลางที่ประชาชน

เธอเน้นในเรื่องนี้ว่า “ควรจริงจังต่อประเด็นและยืดหยุ่นต่อประชาชน”

ดร.เอมม่า เสริมว่า ในกระบวนการสันติภาพผู้นำก็สำคัญ เช่นกรณีของ MILF และรัฐบาลฟิลิปปินส์ ที่มีตัวแทนจากมาเลเซียมาเป็นคนกลาง ด้วยความสามารถที่มีประกอบกับความฉลาดและปราศจากการทะนงตัวในฐานะของการเป็นคนกลางที่ซื่อตรง ก็มีส่วนช่วยให้กระบวนการก้าวต่อไปได้

เห็นความก้าวหน้าของกระบวนการสันติภาพในเอเชีย

ดร.เอมม่า ทิ้งทายไว้ว่าภูมิภาคเอเชียนี้นับได้ว่า เห็นความก้าวหน้าของกระบวนการสันติภาพในที่ต่างๆ แม้ว่ายังมีอีกหลายที่ที่ยังคงต้องก้าวต่อไป แต่เรายังมีสิ่งที่จำเป็นต้องเรียนรู้อีก นั่นคือ การนำข้อตกลงไปประยุกต์อย่างจริงจัง และการเห็นถึงความพยายามอย่างแท้จริงในการต่อสู้กับความรุนแรงเชิงโครงสร้างในภูมิภาคนี้ และพยายามดึงเอาทุกส่วนเข้ามาจัดการความขัดแย้งในวิถีทางการเมือง

ดร.เอมม่า จบด้วยบทกวีที่มีความหมายโดยสรุปว่า หากอยากได้สันติภาพ หากเชื่อมั่นในพระเจ้า หากเชื่อมั่นในผู้รับใช้พระเจ้า หากเราปราศจากอีโก้ และหากเราหันหน้ามาคุยกัน เราจะเห็นความหวังของสันติภาพได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

“เจ้าหาญ ยองห้วย” จะเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งสู่สันติภาพต้องมีวิสัยทัศน์ร่วม

PNC2017: ทูต 10 ประเทศร่วมเวทีเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งพรุ่งนี้ เปิด9ช่องชมสดทางออนไลน์-วิทยุ

PNC2017 : ม.อ.ปัตตานีจัดเวทีใหญ่รับปี 60 หวังร่วมเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งสู่สันติภาพ

PNC2017: เปิดประวัติไม่ธรรมดา 2 องค์ปาฐกสันติภาพ “เจ้าหาญ ยองห้วย-เอมม่า เลสลี่”

PNC2017“ถึงเวลาเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งด้วยการเมือง” ระดมงานวิชาการจากทั่วโลกสะท้อนปัญหาปาตานี

ม.อ.ปัตตานีระดมนักวิชาการจัดประชุมวิชาการนานาชาติ เปลี่ยนผ่านความขัดแย้งสู่สันติสุขด้วยสันติวิธี

PSU Pattani akan mengadakan persidangan akademik antarabangsa untuk peralihan konflik secara damai.