ปาฐกถา “เจ้าหาญ ยองห้วย” เมียนมาร์ต้องเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการเมืองเพื่อร่วมพัฒนาประเทศ

เจ้าหาญ ยองห้วย ระบุความขัดแย้งทำให้เมียนมาร์ล้าหลังมาก ข้อท้าทายที่สำคัญของกระบวนการสันติภาพคือการสื่อสารทั้งระหว่างคู่ขัดแย้งและการสื่อสารภายในกลุ่มของตนเองและการเข้าสู่กระบวนการเจรจาไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาประเทศ

เมื่อวันที่  24 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา Harn Yawngwe หรือ หาญ ยองห้วย หรือรู้จักกันในนาม เจ้าหาญ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ Euro-Burma Office ประจำกรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยมซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปและมูลนิธิฟรีดิช อีแบร์ เพื่อช่วยเหลือเตรียมพร้อมขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าเพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลประชาธิปไตย ตั้งแต่ปี 1997 กล่าวปาฐกถาในหัวข้อเรื่อง ความท้าทายและบทเรียนของการเปลี่ยนจากความขัดแย้งด้วยอาวุธไปสู่การไม่ใช้ความรุนแรง ในงานประชุมวิชาการนานาชาติ “การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง การไม่ใช้ความรุนแรง และการสื่อสาร ในการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง” Political Transition, Non-violence and Communication in Conflict Transformation (PNC 2017) ที่คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ความขัดแย้งในเมียนมาร์ทำให้ประเทศล้าหลัง เจริญแค่ 1 ใน 10 ของไทย

เจ้าหาญ ยองห้วย  กล่าวเกริ่นนำถึงสถานการณ์ของประเทศเมียนมาร์ว่าจากสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาร์ตลอด 70 ปีที่ผ่านมาซึ่งยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทำให้เมียนมาร์ล้าหลังโดยมีความเจริญเพียง 1 ใน 10 เท่านั้นเมื่อเทียบกับประเทศไทย

ในส่วนสถานการณ์ทางการเมืองเมียนมาร์มีชนกลุ่มน้อย 100 กว่ากลุ่มและมีชนกลุ่มน้อยที่มีอาณาจักรของตังเอง 7 กลุ่ม ซึ่งเมื่อเมียนมาร์ได้รับเอกราชในปี 1947 และมีการทำสนธิสัญญาปางโหลงในปี 1948 รัฐบาลทหารพม่าทำการยึดอำนาจทำให้เกิดเป็นอาณานิคมภายในที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งมาตลอด 50 ปีที่ผ่านมาที่ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำตลอดมา ในขณะที่ในทางการเมืองเมียนมาร์มีพรรคการเมืองมากถึง 91 พรรคที่ทำให้การเมืองภายในเป็นเรื่องที่ยุ่งเหยิงเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม หลังการเลือกตั้งในปี 2008 รัฐบาลทหารของเมียนมาร์มีความพยายามที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนาประเทศสามประการคือ การจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้น การปฏิรูปด้านเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้น และการสร้างกระบวนการสันติภาพขึ้นในประเทศโดยตระหนักว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะไม่เกิดขึ้นหากไม่มีสันติภาพ

ผู้อำนวยการ Euro-Burma Office ประจำกรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม   กล่าวถึงข้อท้าทายสู่การเปลี่ยนจากความขัดแย้งด้วยอาวุธไปสู่การไม่ใช้ความรุนแรงนั้น ประการแรกคือต้องมีการสื่อสารข้อมูลและทำความเข้าใจร่วมกัน

การเข้าร่วมโต๊ะเจรจาไม่ได้หมายถึงการยอมแพ้

 “การที่ชนกลุ่มน้อยติดอาวุธยอมเข้าร่วมเวทีกระบวนการเจรจาสันติภาพไม่ได้เป็นเรื่องง่าย เพราะพวกเขาผ่านการต่อสู้มาอย่างหนักหน่วงและยาวนาน เกิดความสูญเสียมากมาย แน่นอนพวกเขาคงไม่ยอมออกจากสนามรบหรือวางอาวุธได้อย่างง่ายตราบใดที่ยังไม่สามารถเอาชนะหรือได้รับอิสรภาพ” เจ้าหาญกล่าว

เจ้าหาญจึงอธิบายต่อว่า ปัญหาการยอมรับดังกล่าว ขึ้นอยู่กับการอธิบายและสื่อสารให้กลุ่มติดอาวุธเข้าใจให้ดีว่า การเข้าร่วมโต๊ะเจรจาสันติภาพไม่ได้หมายถึงให้  ‘วางอาวุธ’ ในทันที เพราะการวางอาวุธจะถูกเข้าใจว่าเป็น “การยอมแพ้” แต่มันคือการเปลี่ยนจากการต่อสู้ในสนามรบเป็นการต่อสู้ในสนามการสานเสวนาหรือการต่อสู้ทางการเมือง กล่าวอีกแง่หนึ่งคือ ไม่วางอาวุธเสียทีเดียว แต่เงื่อนไขคือให้มาคุยก็เป็นพอ

คู่กรณีทั้งสองฝ่ายต้องยอมอ่อนข้อต่อจุดยืนของตนบ้าง

เจ้าหาญ ยองห้วย  กล่าวถึงอุปสรรคอีกประการหนึ่งของกระบวนการเจรจาสันติภาพคือ กระบวนการพูดคุยสันติภาพจะไม่ประสบความสำเร็จ และเจรจากันไม่ได้หากคู่เจรจาสันติภาพไม่ยอมอ่อนข้อต่อจุดยืนของตนเอง เนื่องจากชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่มต่างมีจุดยืนเพื่ออิสรภาพและขับไล่ทหารเมียนมาร์ออกจากพื้นที่ของตนเอง แต่ปัญหาคือกลุ่มติดอาวุธส่วนใหญ่ไม่มีกำลังเพียงพอที่จะสู้รบหรือผลักกองกำลังทหารของเมียนมาร์ได้

เจ้าหาญได้ยกตัวอย่างกรณีของรัฐฉาน ซึ่งเป็นอดีตพื้นทีปกครองของพ่อของเขาว่า ชาวบ้านรัฐฉานหลายคนต้องอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย ทำให้ปัจจุบันรัฐฉานเต็มไปด้วยทหารเมียนมาร์และเสมือนว่ารัฐฉานต้องสูญเสียอาณาจักรให้แก่เมียนมาร์ไปแล้วและหากยังคงต่อสู้ต่อไปประชาชนก็ต้องประสบกับความเดือดร้อน ขาดการพัฒนาด้านต่างๆ และกลายเป็นประเทศล้าหลังและสูญเสียไปเรื่อยๆ

“จุดยืนที่รองลงมาจากการได้มาซึ่งอิสรภาพคือ การมีสมาพันธรัฐในเมียนมาร์ ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองที่ทำให้รัฐต่างๆ มีโอกาสในการปกครองตนเอง และพัฒนาประเทศไปด้วยกัน” เจ้าหาญกล่าว

อย่างไรก็ตามเจ้าหาญกล่าวต่อว่า การได้มาซึ่งสมาพันธรัฐก็ไม่ได้เป็นเรื่องง่าย เพราะต้องทำความเข้าใจกับประชาชน หรือต้องเปลี่ยนความคิดของคน และต่างต้องยอมรับว่านี่คือ วิธีการที่ดีที่สุดที่จะมีต่อไป

ต้องคิดบวกไม่คิดลบ และทำงานกับอีกฝ่ายได้

ในขณะเดียวกันเจ้าหาญกล่าวอีกว่า รัฐบาลไม่สามารถรับรู้เกี่ยวกับความต้องการที่แท้จริงของชนกลุ่มน้อย จึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของชนกลุ่มน้อยได้ ดังนั้นก็ต้องรวบรวมเสียงของประชาชนและส่งเสียงให้รัฐบาลได้รับรู้ โดยต้องเริ่มต้นด้วยการคิดบวก ไม่คิดลบ กลุ่มติดอาวุธอาจจะทำงานด้านการพัฒนาและฟื้นฟูต่างๆ โดยไม่ต้องรอรัฐบาล

เจ้าหาญกล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยต้องสื่อสารกับประชาชนของตนเองให้เข้าใจถึงกระบวนการต่างๆ ที่กำลังทำเพราะหากเกิดความสับสนก็จะถูกกล่าวหาว่าทำงานกับรัฐบาลหรือกำลังทำงานกับศัตรู อีกทั้งยังต้องสื่อสารให้รัฐบาลทราบถึงความต้องการของประชาชน เพราะรัฐบาลไม่สามารถทราบได้ถึงความต้องการของชนกลุ่มน้อยทั้งหมด

ทุกกลุ่มต้องพูดคุยเพื่อให้ได้ความต้องการและวิสัยทัศน์ร่วมกัน

ผู้อำนวยการ Euro-Burma Office ประจำกรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยมกล่าวถึงความยากของกระบวนการเจรจาสันติภาพในเมียนมาร์ อีกประการคือ ชนกลุ่มน้อยในเมียนมาร์มีหลายกลุ่มต่างก็มีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นความขัดแย้งใหญ่คือ วิสัยทัศน์ที่ต่างกันของแต่ละกลุ่ม ดังนั้นเป้าหมายสำคัญของการพูดคุยในอนาคตคือ การมีวิสัยทัศน์ร่วมที่เป็นวิสัยทัศน์ของประเทศซึ่งจะต้องคุยกันจนกว่าจะได้มา

เจ้าหาญ ยองห้วย กล่าวว่า เราต้องต่อสู้กับแนวคิดที่มีอยู่อย่างหลากหลายเพื่อให้ได้ตามอุดมคติ คือ สมาพันธรัฐ ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องง่าย เพราะกลุ่มต่างๆ ก็ยังไม่ได้คิดว่าจะดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนี้ได้อย่างไร กลุ่มต่างๆ ก็ยังขาดยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้

การเจรจาสันติภาพเหมือนเล่มหมากรุก ต้องวางแผนล่วงหน้าเสมอ

เจ้าหาญได้เปรียบเทียบการเจรจาสันติภาพเหมือนการเล่นหมากรุก คือ ต้องคิดอะไรล่วงหน้า มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นฝ่ายแพ้ การเปลี่ยนผ่านจากสนามรบเป็นสนามการเมืองนั้น ต้องมีการเตรียมตัว และต้องเฉลียวฉลาด และต้องทำงานร่วมกับศัตรูเพื่อให้ได้คำตอบร่วมกัน

3 ความสำเร็จของรัฐบาลพม่าต่อกระบวนการสันติภาพ

นอกจากความท้าทายแล้ว เจ้าหาญ ยองห้วย ได้พูดถึงความสำเร็จของรัฐบาลต่อกระบวนการสันติภาพในเมียนมาร์อีกด้วย ซึ่งเป็นกรณีที่ประชาชนเมียนมาร์ไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดได้ขึ้นได้

ความสำเร็จประการแรกคือ ในปี 1962 นายพลเนวินทำการยึดอำนาจและรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียวภายใต้อำนาจระบอบทหาร แต่ในปี 2013 รัฐบาลทหารบอกว่าประเทศเมียนมาร์จะต้องเป็นสมาพันธรัฐเพื่อการพัฒนาประเทศ

ประการที่สอง ตลอดมารัฐบาลทหารบอกว่าการเจรจาสันติภาพจะเจรจากับกลุ่มติดอาวุธต่างๆ เป็นรายๆ ไป แต่ในปี 2013 กลุ่มติดอาวุธสามารถร่วมมือกันเพื่อมาเจรจากับรัฐบาล และประการที่สามที่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นในปี 2008 และใช้อยู่จนถึงปัจจุบันระบุผลการเจรจาสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญได้ซึ่งเจ้าหาญกล่าวว่าไม่ใช่เรื่องง่าย

“หลายปีที่ผ่านมาประเทศเมียนมาร์ต่างวาดฝันและทราบว่าการจะพัฒนาประเทศของเราได้นั้นก็ด้วยการมีสมาพันธรัฐ ซึ่งวันนี้เราก็ทำได้แล้ว วันนี้รัฐบาลเมียนมาร์สามารถนำชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่มมาร่วมเจรจาร่วมกันและประการสุดท้ายคือ อีกทั้งทหารบอกว่าหากจะมีการเจรจาให้เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญก็พร้อมจะเปลี่ยนแปลง ซึ่งวันนี้ทหารก็เปลี่ยนได้จริง”  เจ้าหาญกล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดร.เอมม่า เลสลี่ย์“เจรจาฝ่ายตัวเองยากกว่า แต่รักษาความเป็นหนึ่งจำเป็นในกระบวนการสันติภาพ

“เจ้าหาญ ยองห้วย” จะเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งสู่สันติภาพต้องมีวิสัยทัศน์ร่วม

PNC2017: ทูต 10 ประเทศร่วมเวทีเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งพรุ่งนี้ เปิด9ช่องชมสดทางออนไลน์-วิทยุ

PNC2017 : ม.อ.ปัตตานีจัดเวทีใหญ่รับปี 60 หวังร่วมเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งสู่สันติภาพ

PNC2017: เปิดประวัติไม่ธรรมดา 2 องค์ปาฐกสันติภาพ “เจ้าหาญ ยองห้วย-เอมม่า เลสลี่”

PNC2017“ถึงเวลาเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งด้วยการเมือง” ระดมงานวิชาการจากทั่วโลกสะท้อนปัญหาปาตานี

ม.อ.ปัตตานีระดมนักวิชาการจัดประชุมวิชาการนานาชาติ เปลี่ยนผ่านความขัดแย้งสู่สันติสุขด้วยสันติวิธี

PSU Pattani akan mengadakan persidangan akademik antarabangsa untuk peralihan konflik secara damai.