เปิดใจเยาวชน‘บ้านแยะ’รามัน ทำไมอยากเป็นนักพัฒนารุ่นใหม่

ใครว่าเยาวชนทำโครงการไม่ได้อาจคิดผิด เปิดใจเยาวชน‘บ้านแยะ’ รามัน ทำไมอยากเป็นนักพัฒนารุ่นใหม่ พร้อมเสนอโครงการครอบครัวแสนสุขห่วงใยเยาวชน ชี้โครงการ ช.ช.ต.มาเติมเต็มพลังเยาวชนที่มีอยู่แล้ว เผยหลายวิธีการดึงเยาวชนให้กลับใจ ไม่เคยใช้วิธีบังคับ แต่ใช้เพื่อนช่วยเพื่อน ชี้อนาคตยังไม่สายถ้าจะกลับใจ

มะซาฟรี มะเกะ-อับดุลการีม บือราเฮง- มูหามะบูรฮาม มาลี-ซอลาฮุดดิน เจ๊ะมะ

ใครว่าเยาวชนทำโครงการไม่ได้อาจคิดผิด

ใครที่คิดว่าเยาวชนไม่สามารถทำโครงการพัฒนาเป็นเรื่องเป็นราวได้นั้นอาจคิดผิด แต่ถ้าไม่เชื่อก็ต้องดูตัวอย่าง “กลุ่มเยาวชนบ้านแยะ” หมู่ที่ 2 ต.อาซ่อง อ.รามัน จ.ยะลา

เพราะเมื่อกี่วันมานี้ พวกเขาได้ร่วมเวทีพัฒนาข้อเสนอโครงการระดับชุมชน รอบที่ 3 ครั้งที่ 2 ของโครงการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นเพื่อฟื้นฟูชายแดนใต้ (ช.ช.ต.) ที่จัดโดยสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา หรือ LDI และธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 28-30 มกราคม 2560 ที่โรงแรมตันหยง อ.เมือง จ.นราธิวาส

ที่สำคัญโครงการที่พวกเขาเสนอผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซะด้วย คือ “โครงการครอบครัวแสนสุขห่วงใยเยาวชนบ้านแยะ” ที่มีเป้าหมายหลักในการดึงเยาวชนที่ยังหลงผิดหรือมีพฤติกรรมที่ไม่ดีให้กลับตัวกลับใจและได้เข้ามาร่วมกิจกรรมพัฒนาหมู่บ้านให้ชาวบ้านได้เห็นว่าพวกเขาก็มีศักยภาพ

ตลอดระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ที่เยาวชนในกลุ่มทั้ง 5 คนได้ร่วมกันพัฒนาโครงการตามขั้นตอนของกระบวนการการพัฒนาที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนเป็นหลัก (Community Driven Development : CDD) เช่นเดียวกับคณะทำงานชุมชนจาก 15 หมู่บ้าน ใน 6 ตำบลเป้าหมายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความคึกคักและเข้มข้นพอสมควร

มะซาฟรี มะเกะ กลุ่มเยาวชน “บ้านแยะ”

มะซาฟรี มะเกะ อายุ 22 ปี ตัวแทนเยาวชนบ้านแยะ หมู่ที่ 2 ต.อาซ่อง อ.รามัน จ.ยะลา ปัจจุบันเป็นนักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนมะอาหัดอิสลามียะห์บาลอ หรือปอเนาะบาลอ อ.รามัน จ.ยะลา

มะซาฟรี บอกว่า มานำเสนอโครงการครั้งนี้ เพราะต้องการจะฟื้นหมู่บ้านให้พัฒนามากขึ้น โดยเฉพาะต้องการให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาหมู่บ้าน เพื่อจะพิสูจน์ว่าเยาวชนก็ สามารถพัฒนาหมู่บ้านได้ เพื่อเปลี่ยนหมู่บ้านดีขึ้นและทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่บ้านขึ้นมา

“ปัญหาที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ตอนนี้ก็คือเยาวชนส่วนหนึ่งยังไม่กล้าที่จะออกมาร่วมกันพัฒนาหมู่บ้าน หลายคนยังยุ่งอยู่กับสิ่งอบายมุข ติดยาเสพติดและไม่เรียนหนังสือ เราไม่ต้องการทิ้งเยาวชนที่มีปัญหาให้ต้องอยู่ตามลำพัง แม้ว่าเขาจะไม่ดีในด้านใดก็ตาม เราต้องการให้มาร่วมพัฒนาหมู่บ้าน กับคณะทำงานที่ทำโครงการแล้ว อยู่กับอบายมุข” มะซาฟรี กล่าว

การมาครั้งนี้ มะซาฟรีบอกว่าทางกลุ่ม ต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่า แม้คนที่ยังหลงผิดมีพฤติกรรมที่ไม่เหมือนคนอื่น แต่แต่ละคนก็มีความสามารถที่ไม่เหมือนกันซ่อนอยู่ เราจะดึงความสามารถที่เขามีมาร่วมกันทำให้เยาชนมีความเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อพัฒนาตัวเองด้วยและพัฒนาสังคมด้วย

เขาบอกว่า ในหมู่บ้านมีเยาวชนที่มีปัญหาอยู่ประมาณ 35% แม้มีจำนวนน้อยกว่าเยาวชนทั่วไป แต่เราก็จะดึงเขาให้มาเข้าร่วมทั้งหมด หวังที่จะไม่ให้มีเยาวชนที่มีปัญหาในหมู่บ้าน

“เราต้องการให้พวกมีความเข้มแข็ง และมีจุดยืนที่เข้มแข็งในทางที่ถูกต้องที่เราจะแนะนำเขาต่อไป”

ช.ช.ต.มาเติมเต็มพลังเยาวชน

มะซาฟรี บอกว่า จุดเริ่มต้นที่เข้ามาทำงานนี้ได้ก็คือ ตอนแรกๆ มีคนแนะนำโครงการ ช.ช.ต.ก่อน ก็คือกะพะห์ หรือนางสาวซารีปะห์ มิ่งสกุล ซึ่งเป็นคณะทำงานระดับตำบลหรือ TIC ที่ทำโครงการของ LDI นี้อยู่แล้ว

“กะพะห์อยากให้พวกเราได้ลองทำโครงการเผื่อว่าเราทำได้ แต่เราก็ไม่เคยทำโครงการมาก่อน เพียงแต่เคยทำงานพัฒนาชุมชนแล้วนิดหน่อย แต่ยังไม่เป็นระบบมากนัก กะพะห์จึงดึงพวกเรามาเพื่อเรียนรู้การทำงานที่เป็นระบบมากขึ้น คิดเป็นมากขึ้น เพราะสิ่งที่เราทำแล้วก็คือการดึงเยาวชนให้มาทำดีช่วยเหลือสังคมอยู่ก่อนแล้ว”

มะซาฟรี บอกว่า LDI มาเติมเต็มในสิ่งที่พวกเราจะทำอยู่แล้ว มาให้ทั้งวิธีการและงบ ซึ่งแน่นอนว่าเราหางบประมาณจำนวนมากมาไม่ได้แน่นอน แต่ถ้าไม่มีงบประมาณเลยก็ไม่ได้ เพราะจะทำให้เราเริ่มต้นไม่ได้เต็มที เริ่มทำโครงการจากงบประมาณที่ได้ก่อน แม้ไม่มากนัก แต่เราก็สามารถที่จะค่อยๆพัฒนาให้ใหญ่ขึ้นต่อไปได้

อย่ากลัว อย่าทำเล่น อย่าอาย

“ผมเคยฟังอุสตาซ(ครูสอนศาสนา)คนหนึ่งบอกว่า ถ้าจะทำงานใหญ่ต้องมี 3 อย่า คือ อย่ากลัว หมายถึงอย่ากลัวที่จะสร้างความดี อย่าล้อเล่นหรืออย่าทำเล่นๆกับเรื่องที่จริงจัง และอย่าอายที่จะริเริ่ม ถ้าเรามี 3 อย่านี้ได้เราจะพัฒนาตัวเอง พัฒนาชีวิตและสังคมได้ เพราะฉะนั้นเราต้องเริ่มต้นตัวเราก่อนโดยต้องมี 2 อย่านี้” มะซาฟรี กล่าว

ถามว่าถ้าไม่ทำงานนี้ เยาวชนในหมู่บ้านของเราจะเป็นอย่างไร มะซอฟรี บอกว่า หมู่บ้านเราก็จะมีปัญหามากขึ้น เช่น มีเด็กติดยาเสพติดมากขึ้นและจะมีเด็กที่ไม่เรียนหนังสือมากขึ้น เพราะไม่มีคนคอยชักชวนและชี้แนวทางที่ถูกต้องให้พวกเขาได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเพื่อนๆ

ซอลาฮุดดิน เจ๊ะมะ “เราอยากช่วยเยาวชนหลงผิดอยู่แล้ว”

นายซอลาฮุดดิน เจ๊ะมะ อายุ 23 ปี หรือที่เพื่อนๆน้องๆในหมู่บ้านเรียกว่า เจ๊ะฆูดิง เพราะเขาเป็นแกนนำหลักคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ดึงเยาวชนให้เข้ามาอยู่ในกรอบของศาสนาอิสลามและเป็นครูตาดีกาด้วย

เจ๊ะฆูดิง กำลังเรียนศาสนาอยู่ที่ JISDA หรือวิทยาลัยเชคดาวูดอัลฟาฏอนีย์ อ.เมือง จ.ยะลา บอกว่า เราต้องการจะช่วยเยาวชนกลุ่มนี้อยู่แล้ว เราจึงพยายามดึงเยาวชนที่มีปัญหาเข้ามา เพราะที่ผ่านมาเคยจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดงานสืบสานวัฒนธรรมที่มีการดึงทั้งเด็กและผู้ใหญ่มาเล่นด้วยกัน เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์กันในหมู่บ้าน เช่นเดียวกับงานอื่นๆ เช่น การพัฒนามัสยิด

“ทางผู้ใหญ่เองก็พยายามคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะให้กลุ่มเยาวชนที่มีปัญหาต่างๆเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น กลางกลุ่มเยาวชนจึงคิดว่าต้องใช้กีฬาที่เน้นให้คนมาเล่นร่วมกันได้ โดยเฉพาะกีฬาพื้นบ้าน ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมากกับการจัดงานครั้งแรก ชาวบ้านก็อยากให้จัดอีก” เจ๊ะฆูดิง กล่าว

หลายวิธีการดึงเยาวชนให้กลับใจ

เจ๊ะฆูดิง ยกตัวอย่างหลายวิธีการในการดึงเยาวชนที่เคยหลงผิดสามารถกลับใจมาเป็นคนดีได้ คนที่ไม่เรียนหนังสือก็อยากเข้ามาเรียนด้วย เช่น ในกลุ่มเยาวชนมีการเก็บเงินเพื่อจัดเลี้ยงอาหารทุกคืนที่มัสยิด มีการสังสรรค์กันเป็นประจำ เยาวชนที่ยังหลงผิดแต่ยังไม่กล้าเข้ามา แต่พอเห็นเพื่อนฉลองกันทุกคืนก็รู้สึกอยากจะมาร่วมด้วย เมื่อมีคนไปกระซิบบอกเขาก็มา

“หลายคนอยากมาอีกก็เพราะมีอาหารเลี้ยงนี่แหละ”

“จากนั้นเราก็ค่อยๆ ชี้แนะชี้ทางที่ถูกต้องให้เขา ต้องค่อยๆสอนไป พยายามใช้จิตวิทยาในการชักชวนเข้ามาด้วย เช่น ถ้าชวนแล้วไม่มา เราก็บอกว่าไม่อยากเป็นเพื่อนกันแล้วหรือ ถ้าไม่มีคนชวนเข้ามา พวกเขาก็จะใช้ชีวิตอย่างล้มเหลวแน่นอน”

เจ๊ะฆูดิง เล่าต่อไปว่า เมื่อเขาเข้าร่วมกลุ่มกับเราแล้ว เราใช้ความรู้ที่มีอยู่ไปสอนเขา เช่น สอนการอ่านคัมภีร์อัลกุรอ่านบ้าง สอนการเขียนบ้าง ซึ่งเพิ่งเริ่มสอนแค่ไป 2-3 สัปดาห์ เราสอนเหมือนสอนนักเรียนตาดีกาในช่วงหลังละหมาดอีชา(ประมาณ 2 ทุ่ม)

ตอนนี้มีการสอนกันทุกคืนยกเว้นคืนวันพฤหัส บางคืนก็สอนหลังละหมาดมัฆริบ(ประมาณ 6 โมงครึ่ง) สำหรับเด็กที่ไม่ไปเรียนอัลกุรอ่านแบบกีรออาตี บางคืนก็มีผู้ใหญ่มาเรียนด้วย ผู้ใหญ่ก็ชอบมาร่วมด้วย

ไม่เคยใช้วิธีบังคับ

เจ๊ะฆูดิง บอกว่า พอเราสอนพวกเขาไปได้ซักระยะ เขาก็บอกว่าการเรียนนี่ก็สนุกดีเหมือนกัน ทำให้อยากเรียนหนังสือมากขึ้น

“แต่บางมีคนชวนมาหลายครั้งก็ยังรู้สึกอาย ไม่อยากมาร่วมแต่สุดท้ายก็มาแบบเลียบๆเคียงก่อน คือเริ่มมาละหมาดที่มัสยิดก่อน แม้แต่คนที่เกเรหนักๆ ขี้เกียจเรียนหนังสือ สุดท้ายก็มาถามวิธีการละหมาดก่อน จากนั้นก็ค่อยๆมามาขึ้น”

แม้เยาวชนที่มีปัญหามาก แต่เจะฆูดิง บอกว่า ก็ไม่เคยใช้วิธีบังคับให้พวกเขาเข้ามาเลย แรงจูงใจที่ทำให้เจ๊ะฆูดิงต้องการดึงเยาวชนกลุ่มนี้กลับมาอยู่ในกรอบศาสนา ก็เนื่องมาจากการที่เขาได้ไปเรียนศาสนา ทำให้คิดได้ว่าถ้าไม่ทำอะไรเลย เยาวชนที่หลงผิดกลุ่มนี้จะเป็นอย่างไร ถ้าไม่มีคนคอยดึงพวกเขาให้เข้ามาอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องตามหลักศาสนา

เพื่อนช่วยเพื่อน

“ถ้าเราไม่ไปเป็นเพื่อกับพวกเขาหรืออยู่คนละพวกกันกับพวกเขาก็ไม่มีใครช่วยเขาได้ เพราะฉะนั้นเราต้องไปเป็นเพื่อนเขา ไปคุยกับพวกเขาก่อน พอสนิทกันแล้วก็ค่อยๆชวนไปมัสยิด เมื่อพวกเขาได้ยินทุกวัน นานๆไปเขาก็ชวนเพื่อนมาได้อีกด้วย” เจะฆูดิง กล่าว

เจะฆูดิง บอกว่า การที่ได้มาเจอกับโครงการ ช.ช.ต.ก็เหมือนกับได้มาเจอกับสิ่งที่ตัวเขาใฝ่ฝันอยู่แล้ว และมีแรงพลังดันในการทำสิ่งดีๆให้หมู่บ้านและสังคมอยู่แล้ว

“ที่ผ่านมาเราเห็นเพื่อนๆที่มีปัญหาแล้วเรารู้สึกช้ำใจ ดังนั้นอะไรที่เราพอจะช่วยได้เราก็จะช่วย” เจะฆูดิง กล่าว

เพื่ออนาคตยังไม่สาย

เจะฆูดิง บอกว่า อยากจะบอกคนหนุ่มสาวคนที่ยังเกเรหรือหลงผิดอยู่ ยังไม่สายที่เราจะคิดถึงอนาคต ไม่อย่างนั้นเราจะสูญเสียเวลาที่เราจะอยู่กับครอบครัวและมีความสุขได้ ถ้าเราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นได้ตอนยังหนุ่มๆ เราก็จะมีความสุขมาก เพราะความหวังของประชาชนและประเทศชาติอยู่ที่เยาวชน

“ถ้าเยาวชนสามารถมาเติมเต็มงานพัฒนาได้ แม้จะเป็นส่วนเล็กๆก็ตาม แต่ถ้ามาร่วมกันแล้วมันจะค่อยใหญ่ขึ้น แต่คนที่จะชักชวนเยาวชนให้เข้ามาร่วมได้ ก็ต้องทำเป็นตัวอย่างก่อน”

แน่นอนว่าสิ่งที่พวกทำนั้นไม่มีคนต่อต้าน ทั้งโต๊ะอิหม่ามและคณะกรรมการมัสยิดก็สนับสนุน ซึ่งเจะฆูดิง บอกว่า ในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้จะมีการจัดงานมหกรรมตาดีกา พวกเขาก็จะนำวิธีการที่เรามาเรียนรู้จากเวที ช.ช.ต.นี้ไปปรับใช้ด้วย

“เราจะไปคุยกับผู้นำในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นนายก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โต๊ะอิหม่าม เพื่อขอความสนับสนุน ซึ่งที่ผ่านมาเรามีความร่วมมือไปบ้างแล้วกับทางผู้ใหญ่ๆแล้ว คิดว่าไม่ยากและตรงกับที่พวกต้องการอยู่แล้ว” เจะฆูดิง กล่าว

มูหามะบูรฮาม มาลี เมื่อคิดได้ก็กลับใจ

มูหามะบูรฮาม มาลี อายุ 17 ปี เป็นเยาวชนอีกคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ก็ไม่ได้ทำงานอะไร เล่าว่า เมื่อก่อนตนเองเกเรมาก แต่เมื่อแม่เสียก็เลยคิดได้ว่าเราต้องเปลี่ยนตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น ไม่อย่างนั้นเราจะเป็นกำลังหลักให้ครอบครัวไม่ได้

“เมื่อเข้าร่วมกลุ่มเยาวชนในหมู่บ้าน พ่อดีใจมาก ต่างจากเมื่อก่อนที่ชอบเที่ยวเตร่ ไม่กลับบ้านหลายวัน พ่อกับแม่ก็เที่ยวตามหาตลอดเพราะเป็นห่วง”

อับดุลการีม บือราเฮง “เพราะเราอยากมีเพื่อน”

อับดุลการิม บือราเฮง อายุ 19 ปี คือคนหนึ่งที่เพิ่งกลับตัวกลับใจเข้ามาร่วมกับกลุ่มเยาวชน เพราะเขาเคยเสพยาเสพติดอย่างหนักมาก่อนและไม่ได้เรียนหนังสือ

อับดุลการิม บอกว่า เห็นเจ๊ะฆูทำกิจกรรมตลอดและเห็นคนร่วมเยอะ เพราะบ้านตัวเองอยู่ใกล้มัสยิด เห็นเพื่อนๆเข้าไปร่วมกิจกรรมทุกวัน เห็นเพื่อนๆไปมัสยิดทุกวัน เราก็อยากไปร่วมด้วย

สุดท้ายผมก็สามารถหยุดเสพยาได้ ถือว่าโชคดีมาก ต้องขอขอบคุณอัลลลอฮที่ให้ผมหลุดมาจากวงจรนั้นได้ แต่ก็ยังมีเพื่อนๆอีกหลายคนที่ยังหลงผิดอยู่ แต่เหลือไม่มากแล้ว เพราะเริ่มทยอยเข้ามามากขึ้น

อับดุลการิม บอกว่า คนที่มาร่วมส่วนหนึ่งก็เพราะต้องการมาร่วมงานเลี้ยง แต่บางคนก็ตั้งใจจะเข้ามาจริงๆ โดยไม่ต้องมีคนชักชวน ตอนนี้งานสาธารณะต่างๆในหมู่บ้านมีความคึกคักมาก เพราะมีพวกวัยรุ่นมาช่วยกันทำทั้งนั้น ถึงเวลาไม่ต้องบอก พวกเขาก็จะมาเอง เช่น อาสาขุดกูโบร์(หลุมศพ) เมื่อมีคนตายในหมู่บ้าน

อับดุลการิมทิ้งท้ายว่า สำหรับคนที่ยังไม่กลับเนื้อกลับใจก็จะไม่เหลือเพื่อนให้คบแล้ว เพราะคนอื่นไปมัสยิดทุกวัน

“ขอให้หยุดทันที ตอนนี้คุณยังมีเวลา”

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

แนะคนทำงานชุมชนยุค 4.0 “ถ้าไม่ปรับตัวเอง คุณจะถูกปรับออก”

อีก 15 หมู่บ้านเสนอโครงการ ช.ช.ต.รอบ 3 ถึงคราวชาวบ้านเรียนรู้และต่อยอดงานพัฒนา

KK Park มีอะไรดีที่โคกเคียน ทำไมคนแห่ไปดูผลงานนักพัฒนาท้องถิ่นรุ่นใหม่ของ ช.ช.ต.

“บาตูฆอ กรงปินัง”ธรรมชาติมหัศจรรย์ สิ่งสวยงามที่อาจหายไป "ช.ช.ต."จะช่วยได้อย่างไร

สัมภาษณ์พิเศษ เลขาธิการ LDI “จะหนุนงานสันติภาพเดินคู่กับงานพัฒนาชายแดนใต้ต่อไป”

งานพัฒนาจะสร้างสันติภาพได้อย่างไร(1) รูปธรรมจากชุมชน-วัฒนธรรม-ตาดีกา-ประชาสังคม

งานพัฒนาจะสร้างสันติภาพได้อย่างไร(2) ดูผลสำเร็จใน 5 พื้นที่ขัดแย้ง-กองทุนสันติภาพในไทย