“รอซีดี เลิศอริยะพงษ์กุล” เลขาธิการสภาประชาสังคมชายแดนใต้กับพันธกิจหนุนเสริมประชาสังคมเข้มแข็ง

สัมภาษณ์พิเศษนายรอซีดี เลิศอริยะพงษ์กุล เลขาธิการสภาประชาสังคมชายแดนใต้ จากยุคเริ่มต้นก่อตั้งที่หลายประเด็นขับเคลื่อนที่ไม่เป็นผล สู่แนวทางการพัฒนาเครือข่ายองค์กรประชาสังคมให้เข้มแข็งทั้งงานขับเคลื่อน งานวิชาการ การหนุนเสริมองค์กรท่ามกลางข้อท้าทายของกระบวนการสันติภาพ

จุดเริ่มต้นของสภาประชาสังคมชายแดนใต้

รอชิดีกล่าวถึงการก่อเกิดของสภาประชาสังคมว่ามีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการทำงานขององค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งขึ้นในปี 2554 โดยองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่กลุ่มหนึ่งได้จัดเวทีหนึ่งขึ้นมาโดยคุณโซรยา จามจุรี เป็นผู้ประสานงานในการจัดเวทีซึ่งได้รับทุนจาก LDI

หลังจากเสร็จกิจกรรมเวทีครั้งนั้น มีการพูดคุยให้องค์กรประชาสังคมที่มาพูดคุยกันได้ตั้งสภาประชาสังคมชายแดนใต้ขึ้น โดยคุณโซรยา จามจุรี และคุณเตะหาวอ สาและ จากเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้เป็นผู้ประสานงาน หลังจากนั้นได้มีการประชุมกัน 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายคือประชุมที่ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และมีการก่อตั้งสภาประชาสังคมขึ้นมาโดยมีอาจารย์ประสิทธิ เมฆสุวรรณ เป็นประธาน และรอซีดีได้รับตำแหน่งเลขาธิการ

สภาประชาสังคมชายแดนใต้มีการเปิดตัวต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2554 ที่โรงแรมซีเอส ปัตตานี รอซีดีซึ่งขณะนั้นทำงานในตำแหน่งประธานคณะกรรมการโรคเอดส์ภาคใต้จึงได้ลาออกจากการ เพื่อเข้ามาทำงานให้กับสภาประชาสังคมอย่างเต็มตัว

เริ่มแรกด้วยการเชื่อมเครือข่าย ผลักดันประเด็นประชาธิปไตย

รอซีดี กล่าวถึงงานยุคแรกของสภาประชาสังคมชายแดนใต้ว่ามุ่งทำงานใน 4 เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องแรกคือ การเชื่อมเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ทำงานสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ ประเด็นร่วมขององค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ ส่วนเป้าหมายของแต่ละองค์กรก็ว่ากันไป จึงเกิดการขับเคลื่อนเรื่องประชาธิปไตยในชุมชนหรือการบริหารการจัดการตนเอง ซึ่งเป็นแนวความคิดของสถาบันพระปกเกล้า โดยสภาประชาสังคมมองว่าการที่จะแก้ปัญหาในพื้นที่ต้องแก้ด้วยประชาธิปไตย โดยคนเคารพซึ่งกันและกัน

การทำงานในประเด็นประชาธิปไตยในตอนนั้นมีสมัชชาปฏิรูปของอาจารย์ อ.วรรณี ปิ่นประทีป ภรรยาของนายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป เป็นเครือข่ายนำโดยเป็นแนวคิดที่มาจากนายแพทย์ ประเวศ วะสี มีธนาคารโลก (World Bank) สนับสนุนสภาประชาสังคมโดยผ่าน LDI มีการจัดงานใหญ่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา ใช้ชื่องานว่า “ชายแดนใต้ ไม่ทอดทิ้งกัน” ระหว่างวันที่ 4 – 5 มกราคม 2555 ภายในงานมีข้อเรียกร้องหลายข้อ แต่ข้อที่สำคัญคือ เอาทหารออกจากพื้นที่กับยกเลิกกฎอัยการศึก เป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่แต่ไม่ผลสำเร็จ

จุดประกายกระบวนการพูดคุยสันติภาพ

ต่อมาเกิดกระบวนการพูดคุยสันติภาพที่นำโดย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 จริงๆ แล้วก่อนหน้านั้นสภาประชาสังคมชายแดนใต้ทำงานประเด็นการแก้ปัญหาในพื้นที่ด้วยการพูดคุยกันแล้ว โดยมีกิจกรรมเวที กระบวนการสันติภาพปาตานีในบริบทของอาเซียน เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2555 ที่หอประชุมนานาชาติ หาดใหญ่ มีการจัดเวิร์กช็อปวง IPP (Insider Peace Platform) โดยบุคคลในพื้นที่ที่เน้นหนักในเรื่องการเรียนรู้กระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่

ยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาและแก้ปัญหายาเสพติด ขับเคลื่อนแต่ไม่เป็นผล

เรื่องที่ 2 ที่เป็นยุทธศาสตร์สภาประชาสังคมชายแดนใต้คือ  เรื่องการศึกษา ตอนนั้นมีทีมงานของสภาประชาสังคมฯ ที่ขับเคลื่อนงานด้านการศึกษา เพื่อให้การศึกษาในพื้นที่มีความสอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ โดยมีการพิมพ์หนังสือขึ้นมา 1 เล่ม แต่ยังไม่มีการเผยแพร่ เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายแต่ก็ไม่มีการผลักดันอย่างเป็นระบบ จึงทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จ  แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีองค์กรอื่นๆที่นำประเด็นการศึกษาไปผลักดันต่อไป จึงทำให้เรื่องการศึกษาในพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก

เรื่องที่สามของสภาประชาสังคมฯ คือ มีข้อเสนอเชิงนโยบายในการจัดการแก้ปัญหายาเสพติดโดยชุมชน แต่ไม่สามารถผลักดันได้เพราะอยู่ในช่วงสิ้นสุดโครงการ ประกอบทีมงานธนาคารโลกมาประเมินงานของสภาประชาสังคมฯ ว่าผลงานของสภาประชาสังคมฯ ไม่สามารถสร้างผลสะเทือนต่อพื้นที่ได้ ประกอบสภาประชาสังคมฯ ทำงานเชิงพื้นที่ที่ทับซ้อนกับธนาคารโลกที่ทำงานเชิงพื้นที่อยู่แล้วด้วย

ปรับทิศทางสู่งานวิจัย ถอดบทเรียนภาคประชาสังคมสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย

การสนับสนุนในระยะที่ 2 ธนาคารโลกได้ให้สภาประชาสังคมฯ ได้ทำวิจัยเชิงวิชาการเรื่อง “11 ปี การขับเคลื่อนภาคประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยใช้เวลาในการวิจัย 6 เดือน โดยมี ศ.ดร.สุริชัย หวันแก้ว เป็นหัวหน้าโครงการ หลังจากการวิจัยเสร็จได้มีเวที “ถอดบทเรียน 11 ปี ของการพัฒนาการและการขับเคลื่อนภาคประชาสังคมกับการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”

การถอดบทเรียนครั้งนั้นได้ข้อสรุปว่าออกมา คือสภาประชาสังคมชายแดนใต้จะต้องทำงานที่เกี่ยวกับการสร้างพื้นที่กลาง สร้างประเด็นร่วมและเชื่อมเครือข่ายองค์กรประชาสังคมในพื้นที่เพื่อนำไปสู่การมีข้อเสนอเชิงนโยบาย และผลิตนโยบายเพื่อไปสู่สาธารณะ

การทำงานในช่วงนั้นดึงงบประมาณของ อ.วรรณี ปิ่นประทีป มาทำ Mapping เพื่อค้นหาประเด็นในการขับเคลื่อน ต่อด้วยการคัดเลือกประเด็นและเลือกกลุ่มเพื่อนำมาขับเคลื่อนกันต่อไป โดยนำประเด็นเหล่านี้ขับเคลื่อนไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย

เข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน มุ่งพัฒนาเครือข่ายให้เข้มแข็ง

ต่อมามีการเปลี่ยนประธานสภาประชาสังคมฯ จากอาจารย์ประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ มาเป็นคุณมูฮำมัดอายุบ ปาทาน และที่สำคัญคือมีงบประมาณจากแหล่งทุนมาพอดี ทำให้สามารถขับเคลื่อนงานได้ดี ตอนนี้ก็มีแหล่งทุนที่ให้การสนับสนุน คือ สหภาพยุโรป โดยทำในเรื่องการพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ให้มีความเข้มแข็ง โดยให้มีการพบปะองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ 75 กลุ่ม สิ่งที่เน้นคือทุกภาคีเครือข่ายมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้

แต่อย่างไรก็ตาม สภาประชาสังคมฯก็มีช่วงวิกฤตเหมือนกัน โดยเฉพาะช่วงรอยต่อโครงการ เราเองพยายามที่จะให้มีการพูดคุยกันให้ได้ โดยอย่างน้อยๆ ก็มีการประชุมสภาประชาสังคม  2 เดือนครั้ง โดยรอซีดีทำหน้าที่แทนประธานในการของบประมาณจากแหล่งทุนต่างๆ เพื่อให้มีประเด็นในการประชุม

การเชื่อมกับองค์กรภายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับทิศทางใหม่ของสภาประชาสังคมชายแดนใต้ที่มุ่งเรื่องการเชื่อมองค์กรเครือข่าย แบ่งออกเป็น 3 ส่วนที่ 1 เชื่อมกับครูในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โดยสภาประชาสังคมฯ ทำเวทีจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ "ความหวัง ความกังวล และการหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ" สำหรับครูผู้สอนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามใน 3 จังหวัดชายแดนใต้  12 เวทีโดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานการศึกษาเอกชน(สช.) กระทรวงศึกษาธิการ

ส่วนที่ 2. คือการเชื่อมกับเครือข่ายนักวิชาการ ซึ่งเกิดจากข้อค้นพบว่าภาคประชาสังคมไม่ได้ทำงานร่วมกับนักวิชาการ แต่ในข้อเท็จจริงคือ การขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะจำเป็นต้องมีองค์ความรู้มาประกอบด้วย หากไม่มีความรู้ก็กลายเป็นความรู้สึก ส่วนหนึ่งคือ จากการถอดบทเรียนทางผู้ศึกษาแนะนำว่าให้สภาประชาสังคมฯ ทำงานกับภาควิชาการด้วย เพราะก่อนหน้านี้ที่ผู้ศึกษาไม่เห็นสภาประชาสังคมทำงานกับภาควิชาการเลย

ดังนั้นโครงการในปีนี้สภาประชาสังคมฯ ต้องทำงานกับภาควิชาการด้วย โดยเตรียมการจะทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ 5 มหาวิทยาลัยในพื้นที่ด้วย เรื่องนี้มีการประชุมกับนักวิชาการในพื้นที่ไปแล้ว 2 ครั้ง และครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 งานวิชาการเหล่านี้เพื่อจะนำไปสู่งานสมัชชาสันติภาพที่จะมีขึ้นในวัน 18 มีนาคม 2560 เพราะงานสมัชชาสันติภาพต้องมีเอกสารเชิงวิชาการมาประกอบ และอาจจะมีการเซ็น MOU กับ 5 มหาวิทยาลัยในงานสมัชชาสันติภาพด้วย

ในส่วนของประเด็นทางวิชาการที่จะขับเคลื่อนกับนักวิชาการนั้นสภาประชาสังคมฯใช้วิธีการคือ เอาหัวข้อที่องค์กรภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนใน 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.ความมั่นคงทางอาหารและสิ่งแวดล้อม 2.พื้นทีสาธารณะ 3. เด็กและเยาวชน 4.ห้องเรียนสันติภาพ 5.การสื่อสาร มาให้นักวิชาการพูดว่า หากเราจะขับเคลื่อนใน 5 ประเด็นนี้ให้เป็นวิชาการต้องทำวิจัยในข้อหัวอะไรบ้าง

ส่วนที่ 3. คือการทำเวทีกลุ่มเฉพาะ เช่น กลุ่มเด็กและเยาวชน สี่เสาหลักในชุมชน เพื่อสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ ซึ่งงานทั้งหมดที่สภาประชาสังคมฯ ทำก็เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นสภาประชาสังคมฯ ติดตามดูว่า เมื่อหน่วยงานรับข้อเสนอเชิงนโยบายแล้วมีการขับเคลื่อนไปอย่างไรบ้าง แต่ทั้งนี้ข้อเสนอเชิงนโยบายจะไม่เสนอไปยังรัฐอย่างเดียว แต่จะมีการเสนอต่อผู้ที่มีความคิดเห็นต่างจากรัฐด้วยโดยผ่านคนกลางคือมาเลเซีย

ประชาสังคมที่ไม่เห็นด้วยกับสภาประชาสังคม

รอซีดี กล่าวด้วยว่ามีองค์กรประชาสังคมที่ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการทำงานเครือข่ายที่อาจจะมีแนวทางที่ไม่สอดคล้องกันรวมทั้งกับแนวทางการพูดคุยสันติสุข แต่ตนก็บอกว่าองค์กรเครือข่ายสามารถมาขับเคลื่อนในประเด็นที่เป้าหมายร่วมกันได้ นั่นคืองานพัฒนาในพื้นที่ โดยเฉพาะการร่วมกันทำ Scenario วาดภาพอนาคตจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำไปขับเคลื่อน

รอซีดี บอกว่าการที่สภาประชาสังคมฯ มีเครื่องมือจำนวนมากในทำงาน ด้วยสาเหตุมาจากคนในสภาประชาสังคมฯ มีประสบการณ์สูง แต่บางอย่างต้องอาศัยประสบการณ์จากคนอื่น ด้วยเหตุผลนี้องค์กรต่างๆ ที่เข้าร่วมประชุมสภาประชาสังคมฯ รู้สึกมีความสุข เพราะมาประชุมแล้วจะได้ประเด็นใหม่ๆ และมาแล้วสามารถแสดงความคิดเห็นอีกด้วย อันนี้เป็นจุดเด่นของสภาประชาสังคมฯ จะเปิดรับแสดงความคิดเห็นขององค์การที่เข้าร่วมประชุม เพราะเขามาประชุมเขามีอะไรดีที่อยากจะบอกเรา

ขับเคลื่อนใต้ไม่ตรงกับความต้องการของคนปาตานี

เมื่อถามถึงการขับเคลื่อนของสภาพประชาสังคมที่ถูกมองว่าไม่ตรองกับความต้องการของคนในพื้นที่ รอซีดี กล่าวว่าอยู่ที่แต่ละคนมองอย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สภามีประเด็นขับเคลื่อนใน 14 ประเด็น ซึ่งมาจากการ Mapping ภาคประชาสังคม เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนงานของสภา ซึ่งก็มาจากประเด็นของคนในพื้นที่ทั้งหมด

ทั้ง 14 ประเด็น ประกอบด้วย 1.การหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ 2.พื้นที่สาธารณะปลอดภัย 3.วาระเด็กและเยาวชนชายแดนใต้ 4.การพัฒนาเครือข่ายสื่อสาธารณะ 5.การสร้างความตระหนักแก่ประชาชนในเรื่องสิทธิ 6.ห้องเรียนสันติภาพในชุมชนและการพัฒนาชุมชน 7.การจัดตั้งเครือข่ายประชาสังคม 8.การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ 9.การสร้างหลักสูตรในสถานศึกษาให้สอดคล้องกับผู้เรียน 10.ความมั่นคงทางอาหารบนฐานทรัพยากรธรรมชาติ 11.เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 12.สร้างทักษะชีวิตเพื่อสร้างสันติ 13.การส่งเสริมอาชีพให้กับเยาวชนและผู้ได้รับผลกระทบ และ 14.ประเด็นอื่นๆ

ทั้ง 14 ประเด็นนี้สภาไม่ได้คิดเองหรือทำเอง แต่มาจากการระดมของคนในพื้นที่ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ สภาก็ทำ คนที่ไม่เห็นด้วยกับสภา รวมทั้งคนที่เห็นต่างจากรัฐก็ทำ เพราะประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ให้ดีขึ้น

“สภาประชาสังคมฯ ก็มีข้อแข็ง คือ มีนักวิชาการ คือ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี Dr.Norbert Ropers ที่คอยให้คำแนะนำ ถามว่าคนที่มีความคิดเห็นต่างทำประเด็นเหล่านี้หรือเปล่า เขาทำเหมือนกัน ทำเรื่องเด็กกำพร้า เยียวยา สิทธิมนุษยชน ซึ่งประเด็นเหล่านี้สภาประชาสังคมฯ ก็ทำ เพราะประเด็นเหล่านี้คือทำให้คนในพื้นที่มีความสุขหรือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนใน”