Politicisation ของขบวนการในชายแดนใต้/ปาตานีเป็นปัญหาหรือการหาทางออก?

อะไรคือการต่อสู้ทางการเมืองหรือ Politicisation ดร.นอร์เบิร์ต โรเปอส์ ยก 2 ตัวอย่างเปรียบเทียบกรณีตัดต้นไม้กับปัญหาใหญ่ใน EU ชี้การเมืองกับความขัดแย้งของคู่กัน ทว่าการต่อสู้ของขบวนการในชายแดนใต้/ปาตานีเป็นปัญหาหรือการหาทางออก? เสนอแนะ 6 ข้อที่จะทำให้กระบวนการสันติภาพยั่งยืนและเป็นธรรม ยกบทเรียนอย่าสู้ด้วยการเมืองฝ่ายเดียว การเมือง 2 ฝ่ายต้องสร้างสมดุลระหว่างสิ่งที่จะให้กับสิ่งที่จะได้รับ

โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้(DSJ) ถอดปาฐกถาพิเศษ ดร.นอร์เบิร์ต โรเปอส์ ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรสันติภาพ (PRC) หัวข้อ Politicisation of Conflicts: Part of the Problem or Part of the Solution? (การต่อสู้ทางการเมืองในความขัดแย้ง: จะเสริมปัญหาหรือจะสร้างทางออก?) ภายในงานสมัชชาสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี 2017 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2560 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา อ.เมือง จ.ยะลา ล่ามแปลโดยนางสาวจุฬารัตน์ ดำรงวิถีธรรม โดยมีเนื้อหาดังนี้

อะไรคือการต่อสู้ทางการเมือง (Politicisation)

“ผมจะพูดความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้/ปาตานีในฐานะคนนอกที่มาอยู่ในพื้นที่ โดยเป็นข้อคิดและบทเรียนจากพื้นที่ความขัดแย้งในพื้นที่อื่นๆ

บางคนบอกว่า การต่อสู้ทางการเมืองหรือการใช้แนวทางการเมืองนั้น อาจจะเกิดปัญหา เกิดความขัดแย้งหรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้ง บางคนบอกว่าการต่อสู้ทางการเมืองเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

2 ตัวอย่างในเรื่องการต่อสู้ทางการเมือง

ผมขอยก 2 ตัวอย่างในเรื่องการต่อสู้ทางการเมือง (Politicisation) คือพร้อมกับอธิบายความหมายการต่อสู้ทางการเมืองคืออะไร

ตัวอย่างที่ 1.อาทิตย์ที่ผ่านมา มีคนกรุงเทพมหานครคนหนึ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครที่ต้องการตัดต้นไม้หน้าบ้านบนถนนซอยสุขุมวิท 28 เขาบอกเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครว่า ต้องรักษาต้นไม้เหล่านี้ แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าพูดแบบนี้ได้อย่างไร เพราะตนพยายามที่จะไม่เกิดอุบัติเหตุบนถนน

ทำให้กลายเป็นเรื่องสาธารณะ

เขาบอกว่า ต้นไม้มีอายุร้อยปีและเพื่อนบ้านก็เห็นด้วยที่จะไม่ให้ตัด เขาจึงเชิญชวนเพื่อนบ้านมาเดินขบวนเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครตัดต้นไม้ ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องสาธารณะ จนทำให้เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครเห็นด้วยที่จะไม่ตัดต้นไม้

องค์ประกอบอย่างหนึ่งที่จะให้เป็นเรื่องการเมืองคือ การทำให้เป็นเรื่องสาธารณะหรือทำให้คนได้พูดออกมา ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการที่จะให้เป็นเรื่องการต่อสู้ทางการเมือง

การเรียกร้องหรือแสดงความไม่พอใจเป็นส่วนหนึ่งของ Politicisation

ตัวอย่างที่ 2.ปัญหาสภาพยุโรปซึ่งมีปัญหาหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการออกจากการเป็นสมาชิกสภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร เป็นปัญหาที่คนยุโรปไม่ค่อยสบายใจ ตอนนี้คำที่Hot มากที่สุดในสหภาพยุโรป คือคำว่า Politicisation หรือการต่อสู้ทางการเมืองของคนยุโรป

มีคนจำนวนมากรู้ว่าการที่ยุโรปมีปัญหาเยอะเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าคนสามัญชนธรรมดาสามารถที่จะออกมาพูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ หรือแสดงความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับที่คนชนชั้นนำเคยทำมาก่อน หรือการรวมตัวของสภาพยุโรปโดยชนชั้นนำยุโรปนั้น ถูกตั้งคำถามมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นการออกมาเรียกร้องหรือแสดงความไม่พอใจนั้น อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมืองของคนยุโรป

คำว่า Politicisation ในทางปฏิบัติในกรณีของสภาพยุโรป คือ คนออกมาเรียกร้องในสิ่งที่ตัวเองต้องการมากยิ่งขึ้น ออกมาแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนว่า เอาหรือไม่เอาอะไร เลือกข้างมากยิ่งขึ้น เอาผู้อพยพหรือไม่เอา เอาเงินสกุลยูโรหรือไม่เอา ทั้งหมดเหล่านี้มันเป็น Politicisation ในยุโรป ซึ่งมันมีแนวโน้มคือ แนวความคิดที่แตกต่างกันก็จะออกห่างมากขึ้นเรื่อยๆ เราจะเห็นคนที่เปิดประตูรับผู้อพยพ บางคนปิดประตูไม่รับผู้อพยพ

การเมืองกับความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ดำรงคู่กัน

ทั้ง 2 ตัวอย่างนี้เกี่ยวข้องกับการเมืองและความขัดแย้ง ในท้ายที่สุดคือ การเมืองคืออะไร การเมืองคือคำถามว่า ใครได้อะไร ได้เมื่อไรและได้อย่างไร ใครที่ตัดสินใจสิ่งเหล่านั้น ชอบหรือไม่ชอบ การเมืองเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง การเมืองกับความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ดำรงคู่กัน ไม่สามารถที่จะหลีกหนีไปได้

Politicisation ในชายแดนใต้/ปาตานี

คำว่า การทำให้เป็นการเมืองหรือการต่อสู้ทางการเมืองปรากฏมากขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานี ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่า ควรจะยุติด้วยการพยายามเอาชนะความเข้าใจผิด จัดการด้วยนิติรัฐ ปรับปรุงระบบการศึกษา รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ในขณะที่อีกฝ่ายบอกว่า ต้องกลับไปดูว่า อะไรคือบุคลิกภาพของความขัดแย้งในพื้นที่ ประเด็นความชอบธรรม รวมถึงการมีส่วนร่วมในการเจรจาเพื่อปฏิรูปทางการเมือง และหาทางเลือกในการจัดสรรอำนาจ หรือแม้กระทั้งการแบ่งแยกดินแดน

การต่อสู้ของขบวนการเป็นปัญหาหรือการหาทางออก?

คำถามที่อยากถามในวันนี้คือ ขบวนการทั้งหลายที่กำลังเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมืองในชายแดนใต้/ปาตานี เป็นปัญหาหรือเป็นส่วนหนึ่งของการหาทางออก เพื่อที่จะตอบคำถามอันนี้ขออนุญาตเสนอทางออก 6 ประการ

การทำให้เป็นการเมืองเป็นกระแสโลก

1.เมื่อเรามองไปยังทั่วโลก การทำให้เป็นเรื่องการเมืองกำลังเป็นกระแส โดยเฉพาะในสังคมสมัยใหม่ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบแต่มันเกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถที่จะตัดมันทิ้งออกไป หมายถึง องค์กรเยาวชน กลุ่มผู้หญิง ภาคประชาสังคม คนหนุ่มสาว สื่อมวลชน ผู้นำศาสนา เริ่มมีการถกเถียงประเด็นของการพูดคุยมากยิ่งขึ้น แนวโน้มตรงนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆไม่สามารถที่หยุดได้

ถ้าเรามองในทางบวก การต่อสู้ทางเมืองจะให้พื้นที่หรือให้ทิศทางแก่คนมากยิ่งขึ้น มีคนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นและหลากหลายขึ้น บางคนมองในทางลบ คือ ทำให้แนวโน้มคนคิดเห็นต่างกันเยอะขึ้นหรือเปล่า มีการแบ่งพวกกันมากขึ้นหรือเปล่า

แม้เริ่มจากอำนาจแข็งก็ต้องเปลี่ยนมาใช้อำนาจอ่อน

2.แนวโน้มกลุ่มคนบางประเภทใช้เมืองฝ่ายเดียว ซึ่งจะมีบางคนบางกลุ่มจะใช้สาธารณะในการล็อบบี (LOBBY) หรือทำงานทางเมือง ใช้อำนาจอ่อนมากกว่าอำนาจแข็ง ยกตัวอย่าง ขบวนการต่อต้านในอดีตใช้กองกำลังในการต่อสู้ ใช้กองกำลังในการข่มขู่เพื่อที่จะได้ในสิ่งตัวต้องการหรือเรียกร้อง รัฐก็ใช้กองกำลังสู้กลับ แต่ถ้าเมื่อไหร่ขบวนการต่อสู้หันมาใช้แนวทางการเมืองมากขึ้น จากที่ใช้อำนาจแข็งมาเป็นอำนาจอ่อน และจะมีการนำเสนอข้อเรียกร้องต่างๆทางการเมืองมากขึ้น

ยกตัวอย่างกรณีของไอร์แลนด์ กลุ่ม IRA (Irish Republican Army :กองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์) ซึ่งเคยต่อสู้โดยการใช้กองกำลัง ต่อมาเมื่อมีกลุ่มซินเฟน (Sinn Fein) ตั้งเป็นพรรคการเมือง กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งในไอร์แลนด์เหนือ เพราะมีข้อเรียกร้องว่าในที่สุดแล้วจะยุติปัญหาอย่างสร้างสรรค์ได้อย่างไร

ขบวนการปลดปล่อย/ต่อต้านรัฐส่วนใหญ่ใช้ความรุนแรงในช่วงแรก ต่อมาใช้วิธีผสมระหว่างการใช้ความรุนแรงกับแนวทางการเมือง ในที่สุดกลายเป็นกลุ่มต่อสู้ทางการเมือง 100%

ยกตัวอย่างอีกคือ กลุ่ม AEC ในประเทศแอฟริกาใต้ กลุ่ม MILF (Moro Islamic Liberation Front : แนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร) ในประเทศฟิลิปปินส์ เริ่มต้นการต่อสู้ด้วยความรุนแรง เมื่อต่อสู้ไปสักพักเริ่มต่อสู้ทางการเมือง โดยรักษากองกำลังไว้ ยอมถอยในบางครั้งเมื่อเห็นโอกาสในการต่อสู้ทางการเมือง

ใช้แนวทางเมืองฝ่ายเดียว ไม่เคยสำเร็จมากนักในชายแดนใต้?

ในกรณีชายแดนใต้ก็มีกรณีที่มีการใช้แนวทางทางการเมืองฝ่ายเดียว คือ ข้อเสนอ 7 ข้อของหะยีสุหลง ข้อเสนอ 5 ข้อของขบวนการ BRN และข้อเสนอ 3 ข้อของกลุ่มมาราปาตานี (MARA PATANI) อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ความขัดแย้งอื่นๆ ถือว่าในพื้นที่ชายแดนใต้ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

ถ้าไม่เป็นอันหนึ่งเดียวกันการต่อสู้ทางเมืองเป็นเรื่องยากมาก

ในชายแดนใต้ สาเหตุที่ไม่สามารถขับเคลื่อนทางการเมืองได้มาก เพราะมาราปาตานีกับกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับมาราปาตานี ไม่สามารถที่จะลงรอยกันได้ คนที่เห็นด้วยหรือคนที่ไม่เห็นต่างก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ต่อกัน ถ้าจะทำให้การต่อสู้ทางการเมืองมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขบวนการเคลื่อนไหวจำเป็นที่จะต้องมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากกว่านี้ เพราะถ้าไม่เป็นอันหนึ่งเดียวกันการต่อสู้ทางเมืองเป็นเรื่องที่ยากมาก

การเมือง 2 ฝ่ายต้องสร้างสมดุลระหว่างสิ่งที่จะให้กับสิ่งที่จะได้รับ

3.การสู้ทางการเมืองทั้ง 2 ฝ่ายเป็นอย่างไร บางคนบอกว่า การที่มาราปาตานีที่กำลังเจราจรกับรัฐไทยอยู่นั้น โดยเฉพาะในประเด็นพื้นที่ปลอดภัย อาจจะเรียกว่าการต่อสู้ทางการเมือง 2 ฝ่าย การเจรจาในเรื่องพื้นที่ปลอดภัยถูกอธิบายว่าเป็นการใช้การเมือง 2 ฝ่าย เป็นมาตรการในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ แต่สิ่งนี้จะประสบความสำเร็จได้ถ้าคู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายสามารถที่จะสร้างสมดุลระหว่างสิ่งที่จะให้กับสิ่งที่จะได้รับ

อีกแนวทางหนึ่ง นอกเหนือจากการยุติการใช้กำลังเพื่อให้มีความรุนแรงน้อยลง จำเป็นที่จะต้องเพิ่มระดับที่จะให้ประชาชนในพื้นที่มีสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตัวเองในระดับท้องถิ่น มีบางคนตั้งข้อเกตว่าถ้าหากรัฐไทยกับมาราปาตานี สามารถกำหนดพื้นที่ปลอดภัยได้แล้ว อะไรคือสิ่งที่จะทำต่อไป

ให้รัฐและขบวนการหลายๆฝ่ายมีช่องทางระดมสมอง

คำถามคือว่า ถ้าจะดำเนินการให้ประสบความสำเร็จต้องทำอย่างไร คำตอบคือว่า ถ้าจะทำจริงๆนั้นจำเป็นที่จะต้องให้รัฐและขบวนการเคลื่อนไหวมาจากหลายๆฝ่าย ไม่ว่าเป็นคนที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับมาราปาตานี ได้มีช่องทางในการระดมสมองว่า ถ้าจะทำให้เกิดความสำเร็จและทำอย่างเป็นขั้นตอน รวมถึงต้องคิดว่า ถ้าหากไม่ประสบความสำเร็จจะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร

จะจัดการปัญหาภายในของแต่ละฝ่ายได้อย่างไร

4.การสู้กับการเมืองภายใน จากประสบการณ์ความขัดแย้งหรือกระบวนการสันติภาพทั่วโลกพบว่า ความขัดแย้งภายในกันเอง ความขัดแย้งภายในของรัฐ ความขัดแย้งภายในของขบวนการเคลื่อนไหว เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงในพื้นที่ชายแดนใต้/ปาตานีด้วย ซึ่งความขัดแย้งภายในนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญและน่าสนใจ คำถามคือว่า จะจัดการปัญหาภายในของแต่ละฝ่ายได้อย่างไร

จะสนับสนุนการต่อสู้ทางการเมืองได้อย่างไร

5.เราจะสนับสนุนการต่อสู้ด้วยแนวทางการเมืองได้อย่างไร หลายประเทศที่มีความขัดแย้ง ซึ่งมีการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยการทำโครงสร้างทางการเมืองขึ้นมาเพื่อรองรับการต่อสู้ทางการเมือง เช่น OPAPP (สำนักเลขานุการสันติภาพแห่งรัฐบาลฟิลิปปินส์) ของประเทศฟิลิปปินส์ ที่สร้างโครงสร้างขึ้นมาเพื่อหนุนการต่อสู้ทางการเมือง ให้สามารถเดินไปได้

อย่างไรก็ตามโครงสร้างเหล่านี้ต้องสร้างขึ้นมาจากทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อที่จะมีโอกาสการพูดคุยกัน สิ่งที่ประเทศอาหรับทำและความประสบความสำเร็จคือ การพูดคุยในระดับชาติ การพูดคุยแบบนี้เป็นการเอาคนหลายๆส่วนมาพูดคุยกัน ผู้ที่อยู่บนโต๊ะเจรจา คนระดับรากหญ้าและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม เป็นต้น เพื่อพูดคุยกันและร่วมกันแก้ปัญหา ตัวอย่างประเทศพม่า ที่มีการพูดคุยระดับชาติ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมทุกกลุ่มประมาณ 700 คน เป็นต้น

กรณีมาราปาตานีกับรัฐบาลไทยนั้น แม้ว่ามันอาจจะยังมีความไม่แน่นอนหลายอย่าง แต่บทเรียนที่สำคัญ คือ ได้เรียนรู้จากการกระบวนพูดคุยที่ผ่านมาว่า จำเป็นที่จะต้องลองหาแนวทางการใช้แนวทางการเมือง เพื่อที่จะแก้ปัญหาในระยะยาว

เชิญทุกฝ่ายมามีส่วนร่วมให้มากที่สุด

6.การใช้แนวทางการเมืองเพื่อรวบรวมทุกฝ่ายให้ได้มากที่สุด จากประสบการณ์กระบวนการสันติภาพทั่วโลกนั้น กระบวนการสันติภาพที่ยั่งยืนและมั่นคง จำเป็นที่จะต้องเชิญทุกฝ่ายให้มามีส่วนร่วมให้มากที่สุดในกระบวนการสันติภาพนั้นๆ คู่ขัดแย้ง ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการพูดคุย ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับกระบวนพูดคุยสันติภาพ

เรามาดูตอนนี้กระบวนการสันติภาพมีความครอบคลุมแค่ไหน ถึงแม้ว่าเราจะมีความสุขที่การพูดคุยระหว่างรัฐบาลกับมาราปาตานี แต่ยังขาดอีกหลายกลุ่มที่จะต้องเข้ามาร่วมกับกระบวนพูดคุยอันนี้ ทำอย่างไรที่จะเอาคนที่ไม่เห็นด้วยกับมาราปาตานี และนักการเมืองในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพ

คนอื่นๆก็ต้องการสร้างสันติภาพแม้รูปแบบการทำงานต่างกัน

กระบวนการสันติภาพใช้เวลานาน ลองกลับมาดูว่าจะทำอย่างไรที่จะให้กระบวนการสันติภาพเดินไปข้างหน้า คำถามคือว่า ตอนนี้ สื่อมวลชน นักธุรกิจ นักเคลื่อนไหว มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวหรือเปล่า ทำงานร่วมกันได้แค่ไหน 

เราจะทำอย่างไรที่จะให้คนเข้ามามีส่วนร่วนในกระบวนการสันติภาพ อันแรกคือ ความพยายามของนักสร้างสันติภาพนั้น ถ้ามองว่างานที่ตัวเองทำดีกว่าคนอื่นๆ คนอื่นๆทำไม่ดี แย่ มุมมองแบบนี้ทำให้กระบวนการสันติภาพเกิดขึ้นยาก เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรที่จะยอมรับว่าคนอื่นๆ ถึงแม้ว่าเขามีรูปแบบทำงานแตกต่างไปจากเรา ยอมรับว่าเขาก็มีเป้าหมายเช่นเดียวกับเรา คือการสร้างสันติภาพถึงแม้ว่ารูปแบบการทำงานแตกต่างไป

ขอให้นักสร้างสันติภาพมีความอดทน ยอมรับว่าแม้ว่าคนที่ทำงานต่างจากเราก็มีความตั้งใจดีในการสร้างสันติภาพ เพราะสิ่งนี้เป็นบทสอบของเรา

อะไรคือข้อสรุปการต่อสู้ทางการเมืองในความขัดแย้ง ก่อปัญหาหรือแก้ปัญหาให้กับเรา สิ่งที่กลัวคือว่า เกรงว่าการใช้แนวทางการเมืองนั้น จะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา โดยเฉพาะจากมุมของคนที่ต้องการรักษาสภาพความขัดแย้งแบบนี้ ในระยะยาวจำเป็นที่จะต้องเดินในเส้นทางนี้ แม้ว่าเส้นทางนี้มีความยากลำบากก็ตาม แต่หากเราสามารถรวมทุกฝ่ายได้ ก็จะนำไปสู่กระบวนการสันติภาพที่มีความยั่งยืนและเป็นกระบวนการที่เป็นธรรมได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ประชาสังคมประกาศปฏิญญาสันติภาพ เรียกร้อง 5 พื้นที่ทางการเมืองสร้างสังคมวุฒิภาวะ

สภาประชาสังคมฯเตรียมจัดสมัชชาสันติภาพ2017 ชู5ประเด็นขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม