Peace Survey #3 ประชาชนและผู้นำหนุนการพูดคุยสันติภาพ อยากเห็นกรรมการกลางสอบเหตุรุนแรง

โพลโดย 15 สถาบันวิชาการและองค์กรเครือข่าย ระบุประชาชนและผู้นำความคิดเห็นในจังหวัดชายแดนใต้ส่วนใหญ่หนุนใช้การพูดคุยเพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้งและรุนแรง แม้ยังกังวลว่าการพูดคุยอาจจะไม่สามารถยุติความรุนแรงได้จริง อีกทั้งคู่ขัดแย้งก็อาจไม่ทำตามที่ตกลงกัน เร่งให้สร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน หลีกเลี่ยงเป้าหมายอ่อน และให้ตั้งกรรมการที่เป็นกลางในการตรวจสอบเหตุรุนแรง ขณะที่รัฐบาลสอบผ่านอย่างฉิวเฉียดในบทบาทแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน ที่มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ได้มีการแถลงข่าวผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey) ครั้งที่ 3 โดยพลเอกเอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่าการสำรวจความคิดเห็นครั้งนี้เป็นการดำเนินการต่อเนื่องมาจากการสำรวจครั้งที่ 1 ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2559  และการสำรวจครั้งที่ 2 เก็บข้อมูลในระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคมถึง 22 สิงหาคม 2559 โดยมีสถาบันวิชาการและองค์กรเครือข่ายทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 15 องค์กร ร่วมกันดำเนินการ

พลเอกเอกชัยกล่าวถึงเป้าหมายของการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เป็นการทำงานร่วมกันขององค์กรที่มีเป้าหมายร่วมกันในการเสริมสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นระบบให้รัฐบาล ผู้เกี่ยวข้อง และสังคมโดยรวม ได้รับรู้ความต้องการของประชาชนที่แท้จริงเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพ และคาดหมายว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของประชาชนต่อไป

สำหรับผลการสำรวจในประเด็นที่สำคัญในทั้ง 2 กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนทั่วไปและผู้นำทางความคิดพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้นำทางความคิดส่วนใหญ่ จำนวนร้อยละ 72.7 และประชาชนจำนวนร้อยละ 56.9 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด สนับสนุนให้ใช้การพูดคุยเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา อีกทั้งส่วนใหญ่เห็นว่าการพูดคุยจะทำให้บรรยากาศดีขึ้น มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่สนับสนุนและไม่แน่ใจในการใช้กระบวนการพูดคุย

อย่างไรก็ตาม แม้ทั้งสองกลุ่มจะสนับสนุนให้ใช้การพูดคุยแต่ก็ยังมีประเด็นข้อกังวลต่าง ๆ เช่น การที่การพูดคุยไม่สามารถยุติความรุนแรงได้จริง หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ทำตามที่ตกลงกันและไม่รับฟังความต้องการของอีกฝ่าย

การสำรวจความคิดเห็นดังกล่าวยังระบุอีกว่า ข้อเสนอของกลุ่มตัวอย่างต่อมาตรการที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน การหลีกเลี่ยงการก่อเหตุกับเป้าหมายอ่อน รวมทั้งข้อเสนอในการตั้งคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่ายในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ ในขณะเดียวกันก็มีเรื่องที่จำเป็นต้องทำหากจะต้องแก้ปัญหาระยะยาวได้แก่ การส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ การแก้ปัญหายาเสพติด และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม  

นอกจากนี้ ผลการสำรวจความคิดเห็นยังได้ระบุประเด็นอื่น ๆ ที่น่าสนใจเช่น เห็นพ้องกันว่ากลุ่มบุคคลที่มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้คือ ผู้นำศาสนา และหน่วยงานรัฐที่ประชาชนทราบบทบาทในการแก้ปัญหามากที่สุดคือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ในขณะที่การให้คะแนนต่อการบริหารงานของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น ในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นประชาชนทั่วไปให้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 5.31 และในกลุ่มผู้นำทางความคิดเท่ากับ 5.7 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในครั้งนี้มีกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ จังหวัดสงขลาในอำเภอเทพา จะนะ สะบ้าย้อย และนาทวี ประกอบด้วยประชาชนทั่วไปจำนวน 1,583 คน ผู้นำทางความคิดจำนวน 257 คน โดยนับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 79.2 การกำหนดกลุ่มตัวอย่างของประชาชนทั่วไปใช้หลักวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ (systematic sampling) เพื่อประกันว่าทุกคนทุกหน่วยในประชากรที่มีโอกาสถูกสุ่มเป็นตัวแทนอย่างเท่าเทียมกัน และในส่วนของกลุ่มผู้นำความคิดนั้น จะคัดเลือกในระดับพื้นที่ จากกลุ่มผู้นำ 4 กลุ่มในพื้นที่ ได้แก่ ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และผู้นำสตรี