“...เส้นขอบฟ้าที่เอื้อมไม่ถึง...”

โดย..........อิมรอน   โสะสัน

                                             (ภาพจาก https://f.ptcdn.info/409/003/000/1363961876-sky2-o.jpg)

          เครื่องบินกำลังยกตัวขึ้นทะยานสู่น่านฟ้า ขณะผู้โดยสารกำลังนั่งตัวตรงตามคำสั่งของหัวหน้าแอร์บนเครื่อง ไม่นานนักไฟสัญญาณเตือนให้ระวังก็ดับลง ได้เวลาที่พนักงานบนเครื่องจะบริการอาหาร เครื่องดื่ม เป็นเวลาที่ทุกคนรอคอย เพราะน่าจะเป็นช่วงที่ผ่อนคลายที่สุดช่วงหนึ่งของการโดยสารเครื่องบิน

          การเดินทางเกือบตลอดทั้งเดือน ส่วนใหญ่อาศัยเครื่องบินเป็นพาหนะ ชายหนุ่มวัยย่างเข้าเลขสี่จำต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เขาต้องเรียนรู้การเจอเพื่อนใหม่ตลอดเส้นทาง ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เขาคิดว่า “ทำไมมนุษย์ถึงได้หลากหลายเช่นนี้ ทั้งผิวพันธุ์ หน้าตา รูปลักษณ์ อาชีพการงาน ความคิด ความอ่าน ความสนใจ อื่นๆ จิปาถะ”

         บางครั้งเขาสับสนที่จะสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ที่อาศัยเส้นทางเดียวกัน มุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางเดียวกัน ทุกครั้งหลังจากเครื่องจอดสนิท ณ สถานีปลายทาง ผู้โดยสารส่วนใหญ่จะรีบลุกอย่างกุลีกุจอ เพื่อลงจากเครื่อง บางทีก็มีคำถามในใจว่า “ทำไมพวกเขาถึงรีบร้อนขนาดนี้” พอเดินออกตัวอาคารผู้โดยสาร ทำให้ความคิดที่คลุมเครือกระจ่างขึ้นมา “มีคนที่รักมายืนรอพวกเขามากมาย พ่อได้เจอหน้าลูกชายลูกสาว สามีเดินมาสวมกอดภรรยาสุดที่รัก คุณยายนั่งรอหลานสาวตัวน้อยบนรถเข็น บางคนมีญาติยกโขยงมารอพร้อมพวงมาลัยต้อนรับดูอบอุ่น หลายคนเมื่อสัมผัสมือ สอมกอดคนที่รอคอยพรางน้ำตาซึมออกมา ไม่น้อยที่ร้องให้ด้วยความดีใจเมื่อคนรักมายืนตรงหน้า”อารมณ์แบบนี้นับเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางของชายหนุ่ม ผู้ซึ่งได้แต่ยืนมองดูด้วยความฉงน แต่ก็สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมพวกเขาจึงต้องแสดงออกแบบนั้นอย่างไม่เขินอาย

        “บางทีการรอคอย และได้เห็นคนรักของเราคือความสุขที่อาจแทนค่าด้วยสิ่งของใดๆไม่ได้เลย” ชายหนุ่มคนเดิมดูเหมือนจะเข้าใจความหมายที่ซ้อนเร้นอยู่ไม่น้อย

          เกือบทุกครั้งที่เขาต้องเจอเพื่อนใหม่ระหว่างทาง “การทักทาย” “การยิ้ม” เป็นเสมือนประตูบานแรกของการรู้จักเพื่อนใหม่ๆ อย่างน้อยก็ทำให้คนที่ไม่เคยรู้จักกันรู้สึกผ่อนคลายที่จะทักทาย ยิ้มตอบ ซึ่งเขาเองก็หวังได้สิ่งนั้นจากเพื่อนร่วมทางคนอื่นๆเช่นกัน

           ช่วงระหว่างรอเปลี่ยนเครื่อง............ชายหนุ่มแหงนมองดูท้องฟ้า ก้อนเมฆก้อนใหญ่ๆกำลังจับตัว ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีจากครามเป็นดำทะมึน ส่งสัญญาณว่าฝนกำลังจะตกหนัก ส่งผลให้เครื่องบินต้องล่าช้าออกไปอีกหลายนาทีเป็นอย่างน้อย ไม่นานฝนก็เทราวฟ้ารั่ว ทุกคน ณ ห้องพักผู้โดยสารนั่งจ้องมองท้องฟ้า บางคนออกไปยืนริมฝาผนังใสของตัวอาคาร บางคนหยิบกล้องถ่ายรูป โทรศัพท์มือถือยืนถ่ายรูปบรรยากาศนอกตัวอาคารผู้โดยสารขาออก เด็กน้อยเริ่มร้องให้เพราะตกใจ จนแม่ต้องรีบเข้าไปอุ้ม บางคนยังนั่งอ่านหนังสือ เล่นมือถือ ช่วงนั้นเองก็มีการประกาศให้ผู้โดยสารทราบว่า เครื่องบินต้องล่าช้าออกไปราวหนึ่งชั่วโมง แต่ดูเหมือนว่า ไม่มีผู้โดยสารคนใดจะมีท่าทีหงุดหงิด ร้อนรน เพราะทราบในใจกันอยู่แล้วว่ายังไงๆการเดินทางก็ต้องเลื่อนออกไปจนกว่าฝนตะหยุดตก

          จากนั้น...เกือบทุกคนก็เปลี่ยนอิริยาบถเป็นการหยิบโทรศัพท์มือถือติดต่อไปยังปลายทาง คุยกับคนปลายสาย อาจเป็นคนรัก ลูกชายวัยสองขวบ เจ้านาย พ่อแม่ หรือเพื่อนนักศึกษาด้วยกัน ฯ แจ้งให้กับคนที่กำลังรออยู่ปลายทางรู้ว่า พวกเขาต้องไปถึงที่นั้นช้าไปบ้าง

          ไม่นานนัก หลังจากฟ้าเริ่มสว่างอีกครั้ง ผู้โดยสารต่างทยอยเดินขึ้นเครื่องตามประกาศของพนักงานภาคพื้น ทุกคนเริ่มขยับตัว เข้าแถว และเดินเข้าตัวเครื่องอย่างสงบ พร้อมพนักงานต้อนรับยืนรอรับด้านในเมื่อผ่านประตูเครื่องบิน พร้อมยกมือไหว้ตามธรรมเนียมการต้อนรับแบบไทยๆ

 

Image result for เส้นขอบฟ้า

     (ภาพจาก https://storylog.co/story/56ad5113be7d89bc11846c03)

          เมื่อเครื่องบินเริ่มทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง ชายหนุ่มหยิบหนังสือพิมพ์ฝรั่งฉบับหนึ่งพริกดูหน้าแรกพาดหัวข่าวถึงเหตุการณ์อีกฟากหนึ่งของโลกว่า มีการทิ้งระเบิดทางเครื่องบินจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งซึ่งเป็นประเทศติดกัน มีเด็กน้อย ผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้องตกเป็นเหยื่อของการทิ้งระเบิดระลอกแล้วระลอกเล่า นอกนั้น ก็มีข่าวการสู้รบระหว่างคนในชาติเดียวกัน ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ คือ เด็ก สตรี คนชราที่ไม่สามารถอพยพหนีจากพื้นที่ความขัดแย้งเหล่านั้นได้ ตามด้วยข่าวคนอพยพ ทั้งเด็ก สตรี คนชรา คนวัยทำงาน คนจน คนชั้นกลาง และคนมีอันจะกิน จำนวนนับหมื่น นับแสน  ต้องร่อนเร่จากบ้านเกิดเมืองนอน หนีข้ามทะเล ข้ามพรมแดนเพื่อหวังว่าจะมีชีวิตรอดจากสงครามและภัยคุกคามที่พวกเขาก็ไม่แน่ใจนักว่า ใคร? กันแน่ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านั้น แต่..เขาคือผู้รับเคราะห์ สิ่งเดียวที่เขาเข้าใจได้....ฯลฯ

          เมื่อเครื่องลงจอดปลายทาง ทุกคนทยอยเดินเข้าสู่อาคารผู้โดยสารขาเข้า มีคนมากมายกำลังยืนรับพวกเขา ณ ประตูทางออก รอพวกเขากลับบ้านอย่างปลอดภัย แต่....อีฟากหนึ่งของโลกตอนนี้ไม่รู้ว่าครอบครัวของพวกเขาที่กำลังประสบกับสงคราม ความขัดแย้งจะเป็นอย่างไรบ้าง พวกเขาคงรอคอยคนรักของเขากลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยเช่นคนทางฟากนี้ของโลก พวกเขาคงมีความรู้สึกคล้ายๆกัน

          ใต้ฟ้าเดียวกัน ณ มุมหนึ่งของใต้ฟ้านี้กลับต้องเผชิญสงคราม การต่อสู้ ความขัดแย้ง ความรุนแรง มุมหนึ่งของใต้ฟ้านี้ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังหิวโหย อดยาก ยากไร้ ยังมีอีกฟากหนึ่งของใต้ฟ้านี้มีการบริโภคทรัพยากรอย่างเหลือเฟือ ทิ้งขว้างและไม่คิดเผื่อแผ่ ไม่สนใจแบ่งปัน ยิ่งกระหายที่จะได้มา และต้องการครอบครองไม่มีวันสิ้นสุด...

          ...เราอยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน แต่ไม่อาจจะ (คิด) เอื้อมมือถึงคนอีกฟากหนึ่ง ณ เส้นขอบฟ้ากว้างได้เลยกระนั้นหรือ?.....