'นักวิชาการไทยมุสลิม' ประณามปมคุกคามเสรีภาพสื่อกรณีสั่งปิด Al Jazeera

'นักวิชาการไทยมุสลิม' ประณามปมคุกคามเสรีภาพสื่อกรณีสั่งปิด Al Jazeera

เครือข่ายกลุ่มนักวิชาการไทยมุสลิม ออกแถลงการณ์ประณามการคุกคามสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพสื่อ กรณีซาอุดีอาระเบียและประเทศพันธมิตร สั่งปิดสำนักข่าว Al Jazeera จากเหตุการณ์ปิดล้อมกาตาร์ 

3 มิ.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายกลุ่มนักวิชาการไทยมุสลิม ออกแถลงการณ์ เรื่อง ประณามการคุกคามสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพสื่อด้วยการสั่งปิดสำนักข่าว Al Jazeera โดยแถลงการณ์ระบุว่า จากเหตุการณ์การปิดล้อมประเทศกาตาร์ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเลซึ่งนำโดยประเทศซาอุดีอาระเบียและประเทศพันธมิตรตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย. 2560 ส่งผลให้เกิดวิกฤติด้านมนุษยธรรม ระเบียบการเมืองในภูมิภาค และความมั่นคงด้านอาหารนั้น วิกฤติการณ์ดังกล่าวได้ดำเนินมาถึงอีกขึ้นหนึ่งของจุดต่ำสุดในการคุกคามสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพสื่อด้วยการยื่นข้อเสนอและคำสั่งปิดสำนักข่าว Al Jazeera ซึ่งได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนและนำเสนอข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางและโลกมุสลิมได้อย่างเป็นมืออาชีพจนได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกโดยทั่วไป การสั่งปิดสำนักข่าว Al Jazeera ไม่เพียงเป็นการคุกคามเสรีภาพของสื่อซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลเท่านั้น แต่ยังจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงสื่อการเรียนรู้รูปแบบใหม่อีกด้วย

พวกเรา เครือข่ายกลุ่มนักวิชาการไทยมุสลิม เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองในภูมิภาคอ่าวอาหรับซึ่งผูกติดอยู่กับผลประโยชน์ของเจ้าผู้ปกครองประเทศไม่กี่คนไม่ควรสร้างผลกระทบที่เสียหายให้กับสวัสดิภาพของประชาชนคนทั่วไปจำนวนมาก การบังคับไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ ให้ปิดสำนักข่าวหรือสื่อต่าง ๆ ในประเทศที่มีอธิปไตยเป็นของตนเองอย่างเช่น กาตาร์ ไม่เพียงเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังขัดแย้งกับผลประโยชน์ของอุมมะฮ์และหลักการเสรีภาพในอิสลามที่พวกเรายึดถือและเชื่อมั่นอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายฯ ขอเรียกร้องให้มุสลิมที่รักในความเป็นธรรม นักสิทธิมนุษยชน และองค์กรสื่อสารมวลชนทุกภาคส่วนร่วมกันประณามการกระทำดังกล่าว และยืนหยัดเป็นกระบอกเสียงในการปกป้องสิทธิมนุษยชนสากลขั้นพื้นฐาน เราขอสนับสนุนให้องค์การระหว่างประเทศ อาทิเช่น องค์การความร่วมมืออิสลาม หรือ สหประชาชาติเข้ามามีบทบาทนำเพื่อให้มีการไกล่เกลี่ยและการเจรจาที่เป็นธรรมภายใต้ธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างประเทศ

พวกเรามีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาและหวังว่าความขัดแย้งทางการเมืองในภูมิภาคดังกล่าวจะสามารถคลี่คลายได้ในเร็ว ๆ นี้ผ่านกลไกการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศด้วยสันติวิธี แต่เราไม่อาจนิ่งนอนใจได้เมื่อวิกฤติดังกล่าวได้เดินทางข้ามเส้นเพดานขั้นต่ำแห่งจริยธรรมอิสลามและกลายเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงมนุษย์และเสรีภาพสื่อที่เราต่างยึดมั่นในหลักการมาโดยตลอด

สำหรับ รายนามเครือข่ายกลุ่มนักวิชาการไทยมุสลิม ประกอบด้วย  

ผศ. ดร. มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ซะการีย์ยา อมตยา กวีซีไรท์ 2553

ผศ. ดร. สามารถ ทองเฝือ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  

ฮาฟิส สาและ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เอกรินทร์ ต่วนศิริ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  

สุไรนี สายนุ้ย  คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  

ผศ. เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ดร.อัมพร หมาดเด็น สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ผศ. ดร.บูฆอรี ยีหมะ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

อริศ หัสมา วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

นพ. มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ หน่วยระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  

และ อันวาร์ กอมะ นักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สถาบันสังคมศาสตร์ Dokuz Eylul University

 

ที่มา http://prachatai.org/journal/2017/07/72240