ทฤษฎีวิวัฒนาการกับอิสลาม

 

ทฤษฎีวิวัฒนาการกับอิสลาม

 

อาฎิล ศิริพัธนะ

 

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมทำการค้นคว้าอย่างจริงจังเกี่ยวกับข้อพิพาทในทฤษฎีวิวัฒนาการ ได้ข้อสรุปแบบไม่ต้องลงลึกเถียงกันที่ตัวทฤษฎีมาสามสี่อย่าง

1. คู่ปฏิปักษ์ของผู้ศึกษาวิวัฒนาการจริงๆแล้วเป็นกลุ่มครีเอชั่นนิสต์คริสเตียน ซึ่งในไบเบิลของพวกเขา มีเรื่องราวและการชี้ข้อมูลที่ขัดแย้งกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมาก พวกเขาจึงมีความจำเป็นต้องบิดการตีความหลักฐาน ให้ตรงกับข้อมูลที่เขาได้รับมาในไบเบิล

2. มุสลิมที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับการตอบโต้วิวัฒนาการ ไม่ได้สร้างแนวคิดใหม่ แต่ก๊อปไอเดียมาจากครีเอชั่นนิสต์ข้างต้น แล้วมาขยายความต่อในภาษาของตน ดังนั้นการเผยแพร่แนวคิดของเขา จึงไม่ได้มาจากความคิดที่เป็นอิสลาม ออกแนวสนองความถูกต้องของไบเบิล มากกว่าวิเคราะห์วิวัฒนาการจากหลักฐานของอิสลาม(อย่าลืมว่าอิสลามไม่เคยเคลมว่าโลกนี้มีอายุแค่หกพันปี มีน้ำท่วมทั้งโลก โลกแบน ดวงอาทิตย์โคจรรอบโลก จักรวาลไม่มีต้นกำเนิด อะไรพวกๆนี้ ไม่มีในอิสลาม)

3. วิวัฒนาการไม่สามารถขัดกับอิสลามได้ โดยหลักฐาน เพราะอิสลาม เป็นศาสนาที่ไม่เคยมีปัญหากับการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่เรื่องอายุของโลก การมีมาของสรรพสิ่งก่อนมีมนุษย์ และเรื่องการกำเนิดจักรวาล ทั้งหมดนี้ ไม่มีส่วนไหนของอิสลามที่นำเสนอในสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

4. มีคนเอาวิวัฒนาการไปใช้ผิดๆจริง แต่หมายถึงเอาแค่ชื่อไปใช้ ไม่ใช่เพราะวิวัฒนาการในฐานะทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์นั้นผิด เขาเอาชื่อดาร์วินไปใช้ แล้วใส่ไอเดียทางความเชื่อของตัวเองลงไป จนกลายเป็น social movements ที่ต่อมาทำให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสังคมมนุษย์ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนไม่ดี เอาสิ่งที่ดีไปใช้เป็นเครื่องมือ ไม่ต่างกับที่ ISIS ใช้ชื่ออิสลามในการสนอง idealology ของตนในการฆ่าล้างผู้อื่น เรื่องนี้นักชีววิทยาออกมาบอกเอง ว่าลัทธิโซเชียลดาวินนิสม์ ไม่มีอะไรที่เหมือนแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ของดาร์วินเลย นอกจากชื่อ ลิ้งค์นี้มีคำตอบ http://www.talkorigins.org/indexcc/CA/CA002_1.html

และข้อ 5 อันนี้เป็นข้อพิเศษ ในฐานะที่ผมมีพื้นฐานฟิสิกส์

5. วิวัฒนาการเป็นกฎในกรณีทั่วไป ที่ไม่นับเรื่อง probability ในควอนตัมฟิสิกส์ ที่ยอมรับความน่าจะเป็นที่สิ่งสิ่งหนึ่งจะก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่า(ภาษาทางศาสนาคือ การสร้างให้เกิดขึ้นโดยทันที ไม่ต้องวิวัฒน์จากสิ่งที่มีอยู่เดิม) ดังนั้น แม้วิวัฒนาการจะมีกรอบอยู่ในการวิเคราะห์การวิวัฒน์ของสิ่งมีชีวิต(ซึ่งเป็นกฎทั่วไป) วิทยาศาสตร์ทั้งหมด(รวมถึงวิวัฒนาการหากคนเอามาพูดไม่เคลมเกินขอบเขตของมัน) ไม่ได้ขัดกับอากีดะฮของอิสลาม

การศึกษาวิทยาศาสตร์ไปเรื่อยๆ จะไม่ทำให้คนหลงทาง โดยเฉพาะกับอิสลาม ด้วยสาเหตุที่ว่า คัมภีร์อัลกุรอ่านไม่ได้เคลมองค์ความรู้ที่ขัดกับหลักฐานประจักษ์เลยตลอดพันปีที่ผ่านมา มันย่อมทำให้อิสลามมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในฐานะของศาสนา(revelation) แทนที่ผมศึกษาวิวัฒนาการ แล้วต้องเลือกระหว่างวิทยาศาสตร์กับศาสนา กลับกลายเป็นว่าศึกษาแล้ว เข้าใจวิทยาศาสตร์มากขึ้น และศรัทธาในพระเจ้ามากขึ้น นั่นเพราะมันหาได้มีความขัดแย้งกันอย่างที่หลายๆคนเข้าใจไม่(ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ที่รวมตัวกันตอบโต้ความไม่มีเหตุผลของครีเอชั่นนิสสายคริสต์ ก็ออกมายอมรับกลายๆว่า ตนไม่ได้เป็นเอทีส ไม่ได้ปฏิเสธพลังเหนือธรรมชาติ แต่หลักฐานว่าไง ตรรกะเราก็ต้องว่าไปตามนั้น)

จริงๆแล้วการศึกษาทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ มันไม่ได้มีธรรมชาติที่ต่างกับการศึกษาศาสนศาสตร์แต่อย่างใดครับ กล่าวคือ ประสบการณ์ของผมสอนว่า ถ้าเราค้นคว้าอย่างเจาะลึกจริงๆในศาสนศาสตร์ ความขัดแย้งทางทรรศนะต่างๆซึ่งบรรดาคนขาดความรู้ถกเถียงกันจะคลี่คลาย วิทยาศาสตร์ก็เช่นกัน คนที่เรียนแค่ผิวเผินจะพบความขัดแย้งทางทรรศนะมากมาย แต่คนที่เรียนลึกจริงๆก็จะไม่เจอปัญหานั้น ศาสนาจะกลายเป็นเรื่องงมงายรุนแรง สำหรับคนที่เรียนผิวเผิน วิทยาศาสตร์ก็เช่นกัน

ถ้าคุณเชื่อว่าอิสลามคือสัจธรรม การเคลมของอิสลามจะต้องไม่มีที่ย้อนแย้งกับหลักฐานประจักษ์ ถ้ามั่นใจเช่นนั้น มีเหตุผลอะไรที่คุณจะกลัววิทยาศาสตร์ถึงขั้นต้องรีบออกมาตอบโต้วิทยาศาสตร์ก่อนที่ตนจะไปอ่าน ไปศึกษา และคิดให้จบครบกระบวนความด้วยตนเองก่อน?(หรือถ้าอยากพิสูจน์ทฤษฎีของตน ก็แค่ต้องมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ และทุ่มเทชีวิตเพื่อการหาคำตอบนั้น ไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่ไม่คิดพิสูจน์ ย่อมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้)

 

วัลลอฮุอะลัม