รายงานพิเศษ : ‘กำนันไทยพุทธ’ หนึ่งเดียวในมาเลเซีย ‘สิทธิปกครอง’ และ ‘สวัสดิการ’ ที่ดีคือความไม่เป็นอื่น

AmanNews's picture

กลุ่มซูวารอปัตตานี
http://voicepeace.org

ที่นี่มาเลเซีย... 

ดินแดนแห่งความหลากหลายทางวิถีชีวิตและวัฒนธรรม และที่สำคัญคือการมีพรมแดนเชื่อมต่อกับ 3 จังหวัดชายแดนใต้อันเป็นพื้นที่ที่ความแตกต่างเป็นชนวนหนึ่งของความแตกแยก เราน่าจะลองมาดูกันว่าในมาเลเซียดินแดนด้านกลับทางศาสนาซึ่งคนไทยพุทธเป็นประชากรกลุ่มน้อยเสียยิ่งกว่าประชากรซาไก มาเลเซียมีวิธีการอย่างไรที่ทำให้ ‘คนไทยพุทธ’ ในมาเลเซียจึงไม่รู้สึกเป็นอื่น 

“คนไทยในมาเลเซียมีเกือบห้าหมื่นคน ส่วนซาไกมีเกือบแสนคน” บันเทิง โพธิ์แก้ว กำนันคนไทยพุทธคนเดียวในมาเลเซียกล่าวแสดงความเป็นชนกลุ่มน้อยมากในต่างแดนอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากอดีต แต่ถึงกระนั้นตำบลตาเซะที่เขาดูแลก็เคยได้เป็นตำบลดีเด่นปี 2000 จากสุลต่านแห่งมาเลเซียด้วย  

“ที่นี่เขายอมให้มีตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านและกำนันคนไทยดูแลกันเอง ปกติมาเลเซียจะไม่ให้ชาติอื่นเข้าดำรงตำแหน่งเหล่านี้เลย มีที่นี่ที่เดียว” กำนันย้ำถึงสิทธิพิเศษซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความแตกต่างไม่ขยายตัวกลายเป็นความขัดแย้งหรือความรุนแรง นอกจากนี้ยังช่วยอธิบายให้เห็นภาพโครงสร้างการปกครองทั่วไปของมาเลเซียว่า มลายูมุสลิมเท่านั้นจึงจะมีตำแหน่งผู้นำทางการได้ สำหรับชนชาติอื่นๆมากที่สุดคงเป็นได้แค่ตำแหน่งประธานคณะกรรมการหรือหัวหน้ากลุ่มเท่านั้น แต่สำหรับคนเชื้อสายไทยดูเหมือนจะได้รับการเปิดโอกาสที่มากกว่า ซึ่งที่ผ่านมายังเคยมีผู้ได้รับตำแหน่งวุฒิสภามาเลเซียถึง 4 สมัยด้วย  

“คงเพราะที่นี่มีคนไทยเยอะ” กำนันกล่าวถึงที่มาของสิทธิพิเศษ สำหรับชุมชนคนไทยบ้านตาเซะ ท่านเล่าย้อนไปว่า เมื่อก่อนในหมู่บ้านจะมีปนๆกันไปทั้งคนไทย จีน อิสลาม แต่คนไทยเลี้ยงหมู อิสลามเลยย้ายออกไป ต่อมาคนไทยมีถึง 300 - 400 หลังคาเรือน ส่วนคนจีนและอินเดียยังมีอยู่ในชุมชนบ้าง ด้านมุสลิมจะมีเฉพาะเจ้าหน้าที่เข้ามาเป็นครั้งคราว ในการจัดการความสัมพันธ์จะใช้การอยู่กันแบบเคารพไม่หมิ่นกัน ไม่ดูถูกศาสนากัน ภายในคนไทยเองก็ไม่ชิงตำแหน่งกัน  

“อยู่กันมาตั้งแต่รุ่นปู่ทวด ทวดผมมาจากธารโต ส่วนพ่อตาเป็นคนทุ่งลุง (หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา) คนไทยอยู่กันไปไกลถึงบ้านโป่ง ห่างจากที่นี่ไปอีก 13 กิโลเมตร ตรงนั้นมีคนไทยราว 20 หลังคาเรือนมีวัดเหมือนกัน แต่ค่อนข้างเป็นป่า ไม่รู้ทำไมไปอยู่กันตรงนั้น ชุมชนซาไกก็อยู่ที่นั่นด้วย” กำนันเล่าถึงครอบครัวตัวเอง ซึ่งความสัมพันธ์กับเครือญาติฝั่งไทยนั้นแกว่ายังไปมาหาสู่ตลอด โดยมากเป็นการบอกงาน เช่น แต่งงาน หรืองานตายซึ่งเมื่อไปก็ได้รับการต้อนรับกันดี  

“แต่เด็กๆไม่ค่อยไป หนักเข้าก็เริ่มเลือนๆกัน ลูกผมก็พยายามพาไป แต่คงเป็นเรื่องของแต่ละครอบครัว” รอยยิ้มของกำนันดูจางลง เราไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ดูเหมือนอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นกำลังผลักความคุ้นเคยที่เป็นมาให้แยกห่างออกจากกันไปเรื่อยๆ เราจึงเปลี่ยนเรื่องไปถามถึงซาไกซึ่งเป็นอีกชาติพันธุ์หนึ่งในมาเลเซีย แต่มีส่วนหนึ่งอพยพมาจากฝั่งไทย กำนันอธิบายว่า รัฐบาลมีวิธีการดูแลที่แตกต่างออกไปจากคนไทย คือ จะมีองค์กรของรัฐโดยเฉพาะมาดูแลสวัสดิการของซาไก เช่น จัดสรรรายได้ให้ มีการสงวนเขตป่าให้อยู่ เพราะซาไกอยู่บ้านไม่ค่อยได้ คือ ถ้ารัฐให้บ้านเขาก็ไปนอนใต้ถุน จึงต้องให้อยู่กับป่า แต่รัฐบาลก็พยายามส่งเสริมให้เรียน มีอุซตาซไปสอนศาสนาและพยายามให้รับอิสลาม แต่เขาก็ยังไม่นับถือ ยังมีความเชื่อของตัวเอง หลังๆอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้าง จึงเห็นบางคนที่เรียนสูงๆได้รับราชการ ส่วนมากเป็นทหารและมีชื่อเสียงมากด้านความตงฉิน  

เมื่อถามถึงสถานการณ์ทางฝั่งไทย  กำนันตอบว่า เหตุการณ์ความรุนแรงต่างที่เกิดขึ้นนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะสาเหตุใด แต่ถ้าให้พูดเรื่องสิทธิในการดูแลตนเองของคนมลายูมุสลิมในประเทศไทยแล้วดูเหมือนจะได้รับมากกว่ามาเลเซียเสียอีก 

“บางคนว่ารัฐ (ไทย) ไม่เข้าถึงประชาชนตามบ้าน แต่คนไทยที่นี่ (มาเลเซีย) ฟังแล้วคนอิสลามในไทยทำได้ทุกอย่าง นายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ก็ให้มุสลิมเป็นได้ แต่ที่นี่ห้ามต่างชาติดำรงตำแหน่งเลย มีเฉพาะที่นี่ (บ้านตาเซะ) เป็นข้อยกเว้น”  

เราลองขอความเห็นให้ตรงจุดลงไปที่ข้อเสนอเขตปกครองพิเศษอย่าง ‘นครปัตตานี’ ตามแนวคิดของ พล.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่เป็นข่าวคึกโครมในไทยก่อนหน้านี้ กำนันตอบว่า “มันก็หมือนจะให้พิเศษอยู่แล้ว เลือกตั้ง อบต. ก็เหมือนเขตพิเศษ มุสลิมได้รับเลือกตั้งเข้ามาก็เยอะ ก็ให้มุสลิมดูแลกันเองแล้วจะเอาอะไรอีก แต่ที่นี่ไม่ได้เลย จะสร้างวัดยังต้องเขียนโครงการว่าสร้างที่อยู่ของคนไทย และต้องเก็บเงินสร้างกันเอง และใช้คำว่าวัดไม่ได้ จึงใช้คำว่า “สภาสงกรานต์” 

อย่างไรก็ตาม  กำนันบอกว่า สิ่งทดแทนที่ทำให้คนไทยพุทธในมาเลเซียรู้สึกสบายและทำให้ไม่มีปัญหาความขัดแย้งคือเรื่อง ‘สวัสดิการ’ เช่น การศึกษา ซึ่งนอกจากนักเรียนจะได้โรงเรียนสายสามัญแล้ว การที่ไปเรียนเสริมที่วัดทำให้อ่าน เขียนไทยได้ จึงทำให้เด็กได้ 2 ภาษา ซึ่งถือว่าได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ เพราะเวลาออกไปทำงานจะมีเงินพิเศษตรงนี้ให้ นอกจากนี้ ศักดิ์ศรีของการปกครองส่วนท้องถิ่นก็ถือว่ามีมาก อย่างกำนันก็ถือว่ามีตำแหน่งเทียบเท่ากับรองปลัดอำเภอ นอกจากมีอำนาจตัดสินใจในชุมชนแล้ว เงินเดือนขั้นต่ำยังสูงถึงคือ 13,000 บาท แต่สำหรับกำนันบันเทิงซึ่งดำรงตำแหน่งนานเงินเดือนจึงขึ้นไปเกือบถึง 25,000 บาท ซึ่งการขึ้นเงินเดือนปกติจะขึ้นราวปีละ 500 – 600 บาท มีบ้านพักและมีสำนักงานประจำตำแหน่งให้ ทั้งนี้ ตำแหน่งกำนันมาจากการแต่งตั้งภายใต้อำนาจเลขาธิการรัฐ ผู้ที่จบอนุปริญญา (ประมาณ ม.5) ก็สามารถสมัครได้  

นอกจากนี้ ระบบการกระจายอำนาจของมาเลเซียยังรองรับด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้ท้องถิ่นสามารถเชื่อมโยงชี้แจงปัญหากับส่วนกลางได้แม้จะเป็นชุมชนห่างไกล โดยกำนันจะต้องมีหน้าที่ป้อนข้อมูลทางอินเตอร์เน็ทเกี่ยวกับชุมชนสม่ำเสมอ ทำให้รัฐส่วนกลางสามารถดูข้อมูลได้ทันที ข้อมูลหลักที่ต้องรายงานได้แก่ จำนวนประชากรหญิง/ชาย อายุ ที่ดินทำกิน ที่ดินรกร้าง การไฟฟ้า การประปา สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รายได้ของหัวหน้าครอบครัวซึ่งจะนำมาใช้ประมินความยากจน ถ้าเฉลี่ยแล้วมีรายได้หัวละ 1,000 บาทต่อเดือนจะถือว่าจนที่สุดต้องให้การช่วยเหลือ แต่คนที่นี่ส่วนมากไม่จน คือ ถ้าถูกประเมินว่าจน รัฐจะให้เงินอีกหัวละ 9,000 บาท นอกจากนี้จะตกแต่งบ้านและส่งเสียค่าเล่าเรียนให้ 

“ถ้ามีอย่างวงเวียนชีวิต รับรองว่ากำนันโดนเรียกสอบแน่” กำนันกล่าวติดตลกถึงรายการทีวีบ้านเราที่เสนอเรื่องราวรันทดของชีวิตมาเรียกน้ำตาได้ทุกวี่วันตลอดเป็นสิบปี แต่ถึงบัดนี้ก็ยังไม่เคยมีระบบที่ดีมารองรับผู้ด้อยโอกาสเพื่อแก้ปัญหาเสียที  

“คนที่นี่มีสวนยาง มีโฉนดที่ดินของตัวเอง ตรงนี้สบายกว่าซาไกเพราะไม่มีสิทธิรับโฉนด” กำนันบันเทิงกล่าว ส่วนเราเมื่อมองย้อนกลับไปที่บ้าน การปฏิรูปที่ดินยังคงเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงไม่ว่าจะมีการเรียกร้องกันมานานหลายสิบปีแล้ว 

อย่างไรก็ตาม กำนันยอมรับว่า มาเลเซียก็มีปัญหาเหมือนกัน อย่างในชุมชนของเขาก็มีเรื่องการเมืองเข้ามาแทรก เพราะมีหลายพรรค หลายหัว ทำให้ความคิดขัดแย้งกัน อาจมีบ้างที่เอาไปนินทากันตามร้านกาแฟ แต่เมื่อมีงานชุมชนก็ยังมาช่วยกัน ปัญหายาเสพติดก็มีบ้างแต่ไม่เยอะ ส่วนมากจะเป็นกัญชา ถ้าเด็กจบ ม. 5 มีงานรองรับ ที่ไม่ทำงาน เกาะพ่อแม่กินก็มีแต่ไม่มาก หากเรียนจบสามารถทำราชการ ทหาร ตำรวจได้ แต่ส่วนมากนิยมไปทำงานบริษัทเอกชนเพราะเงินเดือนสูงกว่า  

“ไม่รู้จะแก้อย่างไร ไม่มีความเห็น” กำนันตอบเมื่อเราถามถึงทัศนะในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในฝั่งไทย “เราก็ไม่รู้ว่าในหมู่บ้านฝั่งไทยเขาอยู่กันอย่างไร เคยไปปัตตานี หาดใหญ่ สงขลา เห็นคนลำบากเยอะแต่รัฐบาลไม่มีงบพิเศษช่วยเหลือ รวมทั้งอาจเป็นเรื่องของการชิงอำนาจทางการเมือง” เขาขยายความ  

“ถ้าไม่มีฝ่ายหนึ่งแพ้หรือหยุดก็คงยาว ขอยกตัวอย่างบ้านพ่อตาที่ย้ายมาจากทุ่งลุงสมัยก่อน ย้ายมาก็เพราะมีเรื่องกัน มีการแก้แค้นกันไปมากว่าสิบปี จนหลานคนหนึ่งก่อคดีแล้วหนีมาอยู่ที่นี่ 5-6 เดือน เขาคิดว่าไม่มีอะไรแล้วก็กลับไปจึงถูกอีกฝ่ายยิงเสียชีวิต หลานเป็นคนสุดท้าย จากนั้นจึงตกลงกันว่าจะหยุด เหตุการณ์จึงสงบ คำว่าหยุดคือหยุดสักฝ่ายหนึ่ง เมื่อก่อนผมเข้าไปที่ทุ่งลุงไม่ได้เพราะกลัว แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีอะไร เป็นเรื่องนานมาแล้ว”  กำนันให้ข้อคิดแม้ว่าการหยุดความแค้นคงเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก และไม่รู้ว่าจะหาใครมาคุยเพราะบัดนี้ก็ยังมองเห็นตัวตนของคู่ขัดแย้งไม่ชัด แต่มันก็อาจเป็นทางออกหนึ่งถ้าพยายามในทัศนะของเขาในฐานะคนที่เคยสูญเสียจากเหตุการณ์แบบนี้คนหนึ่ง

ปัจจุบัน  กำนันบันเทิงอายุใกล้ครบ 58 ปีและกำลังจะเกษียณในปีนี้ ชีวิตหลังจากนี้คือรับบำนาญ ใช้ชีวิตเรียบง่ายและคงเป็นที่ปรึกษาในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่สำหรับชุมชนไทยพุทธในประเทศเพื่อนบ้านของเราต่อไปเรื่อยๆความสุขแบบนี้คงมีได้เฉพาะสำหรับผู้คนในดินแดนที่ความแตกต่างไม่ใช่เงื่อนไขของความรุนแรง เราได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งความสงบแบบนี้คงกลับคืนมาที่ดินแดนปลายด้ามขวานของเราอีกครั้ง 

ลงทะเบียนรับข่าวสาร |
RSS Feed Twitter
บล็อกล่าสุด
อย่าปล่อยให้ จีที 200 กลายเป็นเครื่องมือการเมือง
Summarizing Six Years of the Southen Fire: Dynamics of Insurgency and Creation of the New Imagined Violence
สรุปหกปีไฟใต้: พลวัตการก่อความไม่สงบกับการสร้างจินตกรรมของการก่อความรุนแรง
อัตลักษณ์นักศึกษามุสลิมกับปัญหาการอยู่ร่วมในรั้วมอ.หาดใหญ่
วิวาทะการทำหน้าที่สื่อมวลชนแบบไทยไทยที่ชายแดนใต้กับการโต้ตอบของคนสามจังหวัด
อัตลักษณ์
บทเรียนจากเครื่อง จีที 200 - 1 ชั่วโมงเต็ม
VIS Report: Surveillance of Injuries over the past 3 years (January 2007 - December 2009)
ทหารไม่เปลี่ยนใจ ยังคงมั่นใจในความแม่นยำของเครื่องจีที 200 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และระบุว่า จะใช้งานเครื่องจีที 200 ต่อไป"
ภายใต้ดวงอาทิตย์ประเทศสารขัณฑ์ ไม่มีอะไรที่รัฐบาล ทหาร ตำรวจ ทำไม่ได้
จดหมายเปิดผนึก: กองทัพบกต้องเลิกใช้ GT200 และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
จีที 200 :คนใช้ก็อันตราย คนตกเป็นเป้าหมายก็สูญเสีย
ผ่าการ์ด GT200 แม่ง ขาวโอโม ดีจัง ไม่เห็นอะไรเลย
สิทธิวิวาทะ...ชาวบ้านเขียนกฎหมาย ได้จริงหรือ?
GT200 ตรวจจับความไม่โปร่งใสในการสั่งซื้อ ได้แม่นยำกว่าระเบิด
ใครช่วยไปปราบเซียนทีเถิด รุ่นนี้มีแบตด้วย ปล่อยไว้นานความเชื่อจะซึมลึก เป็นภัยมหันต์
โปรดฟังชัดๆ อีกครั้ง ll โยนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีลงพื้นที่อธิบาย นอกจากนี้ยังจะฉวยโอกาสซื้อของที่แพงกว่าจีที 200 !!!
นักข่าวพลเมือง สื่อใหม่ขับเคลื่อนสังคมไทย
CNN แฉ GT200 ที่ทหารไทยใช้ ลวงโลก แหกตา
วิพากษ์ภาพยนตร์โฆษณา “ตลาด” และ “รถเมล์” กับการลดความรุนแรงต่อสตรีในสังคมไทย