อักษราพบประชาสังคมชายแดนใต้ ย้ำตั้งกรรมการ 4 ฝ่ายร่วมกำกับพื้นที่ปลอดภัย

พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้นำคณะประชุมพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับภาคประชาสังคมชายแดนใต้ที่ทำงานด้านสิทธิสตรี เด็กและสิทธิมนุษยชนที่โรงแรมซีเอส จังหวัดปัตตานีเมื่อวันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งได้พูดถึงรายละเอียดความก้าวหน้าของการพูดคุยในประเด็นพื้นที่ปลอดภัยและได้รับฟังข้อเสนอแนะและข้อกังวลของประชาสังคมในพื้นที่

ความก้าวหน้าในการพูดคุยฯ ประเด็นพื้นที่ปลอดภัย

พล.ต.สิทธิ ตระกูลวงศ์ เลขานุการคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข กล่าวถึงประเด็นพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยเมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า ทางฝ่ายไทย (Party A) และกลุ่มผู้ที่มีความเห็นต่าง (Party B) ได้กำหนดแนวทาง/กลไกการดำเนินงานในพื้นที่ คือ กำหนดให้มีคณะกรรมการร่วมที่ประกอบด้วย 4 ฝ่าย คือ Party A, Party B, ประชาชนในพื้นที่ที่ถูกกำหนดเป็นพื้นที่ปลอดภัยและภาคประชาสังคม โดยคณะกรรมการจะร่วมกันออกแบบการทำงานและเสนอต่อคณะพูดคุยฯ เพื่ออนุมัติการดำเนินโครงการ และให้การสนับสนุนทรัพยากร 

สำหรับระยะเวลาในการดำเนินงานพื้นที่ปลอดภัย ในเบื้องต้นกำหนดระยะเวลาไว้ที่ 6 (+1) เดือน โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ การเตรียมพื้นที่ 3 (+1) เดือน ซึ่งการเตรียมพื้นที่ทางฝ่ายกลุ่มขบวนการขอเผื่อเวลาไว้เนื่องจากต้องประเมินพื้นที่ควบคู่ไปกับการทำงานของฝ่ายคู่ขัดแย้งและเผื่อระยะเวลาที่ประชาชนยังไม่พร้อมดำเนินการ เนื่องจากงานนี้เป็นเงื่อนไขการทดสอบการไว้วางใจจึงต้องอาศัยเวลา และระยะดำเนินการอีก 3 เดือน

“ทาง Party B เสนอให้ทาง Party A ดำเนินการพักโทษ/ปลดหมายต่างๆ แก่แนวร่วมที่อยู่ในพื้นที่ที่มีความสำคัญและมีส่วนช่วยต่อการสร้างพื้นที่ปลอดภัย โดยทาง Party A ประสานให้ Party B ส่งรายชื่อมาเพื่อดำเนินตามขั้นต่อไป” พล.ต.สิทธิ กล่าว

เผยเงื่อนไขที่ต้องยุติการทำพื้นที่ปลอดภัย

พล.ต.สิทธิ กล่าวด้วยว่า การพูดคุยได้มีการกำหนดเงื่อนไขที่สามารถทำให้ยุติการทำพื้นที่ปลอดภัยไว้ด้วย โดยฝ่ายรัฐไทยเสนอ 2 สาเหตุ คือ 1. มีการก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่แล้วไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าใครเป็นผู้กระทำเกิน 3 ครั้ง 2. เงื่อนไขอื่นๆ ที่ประชาชนในพื้นที่ยอมรับไม่ได้ เช่น การเกิดเหตุในบริเวณที่ประชาชนในพื้นที่รับไม่ได้ และมีความรุนแรงทางความรู้สึก เช่น เกิดเหตุหน้าโรงเรียน มัสยิด เกิดเหตุกับประชาชนกลุ่มเปราะบาง เช่นเด็ก

สำหรับการดำเนินการภายหลังเสร็จสิ้นกรอบเวลาที่กำหนด จะให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นต้นแบบในการวางแนวทางพัฒนาร่วมกันและผลักดันไปสู่การอยู่ร่วมกันด้วยความสบายใจ มีอิสรเสรีภาพในทุกด้าน เกิดความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมที่ปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ในทุกประเด็น และจะมีการพัฒนาไปสู่ประเด็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

ข้อเสนอจากภาคประชาสังคม ต้องเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรม มีกรรมการที่เป็นกลาง

สำหรับข้อเสนอของภาคประชาสังคมต่อเกณฑ์ในการคัดเลือกพื้นที่ปลอดภัยนั้นคือ ต้องเป็นพื้นที่ที่มีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามและศาสนาพุทธอาศัยอยู่ด้วยกัน การดำเนินการต้องนำไปสู่การลดความหวาดระแวงทั้ง Party A และ Party B เพื่อสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ข้อเสนอสำหรับฝ่ายรัฐ คือ ควรมีการลดเงื่อนไขความขัดแย้งทางความรู้สึกต่อประชาชน เช่น การลดกำลังทหาร การถอนด่าน การปลดป้ายไวนิลประกาศจับ เป็นต้น

ในส่วนของการตั้งคณะกรรมการในการจัดทำพื้นที่ปลอดภัย ต้องกำหนดคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ติดตามและประเมินผลให้ชัดเจน ซึ่งกรรมการต้องเป็นทีมที่มีความเป็นกลางและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายทั้งนี้ควรมีการเตรียมข้อมูลก่อนการดำเนินการ-ระหว่างดำเนินการ-และหลังดำเนินการเพื่อให้เห็นเป็นภาพที่เปรียบเทียบได้

ภาคประชาสังคมยังได้เสนอแนะด้วยว่าการดำเนินงานในประเด็นพื้นที่ปลอดภัยในช่วงเริ่มต้นบางประเด็นไม่ควรเปิดเผยต่อสาธารณะ เนื่องจากอาจจะมีโอกาสเจอ spoiler หรือการก่อกวนได้ รวมทั้งการสื่อสารในประเด็นพื้นที่ปลอดภัยต่อสังคมควรวางจังหวะการทำงานอย่างเหมาะสม ต้องรักษาความต่อเนื่องของการสื่อสารและรักษาบรรยากาศในเชิงสร้างสรรค์ให้ได้

นอกจากนี้รัฐควรลดเงื่อนไขในการสร้างความขัดแย้งในพื้นที่ โดยเฉพาะประเด็นการปิดล้อม ตรวจค้น วิสามัญ การซ้อมทรมาน และควรทำความเข้าใจและสร้างความกระจ่างกับครอบครัวของผู้ต้องหาคดีความมั่นคง เช่น การแจ้งที่คุมตัว การเปิดโอกาสในการเยี่ยม

ประชาชนต้องมีส่วนร่วม เจ้าหน้าที่รัฐต้องเข้าใจกระบวนการ

ประชาสังคมที่เข้าร่วมพบปะยังได้เสนอแนะด้วยว่าหน่วยงานภาครัฐควรหาแนวทางในการสร้างความเข้าใจต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐในพื้นที่ชายแดนใต้ที่อาจจะยังไม่เข้าใจต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุข

รวมทั้งมีข้อเสนอควรให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงและต้องสร้างความต่อเนื่องในการดำเนินงาน ไม่ใช่เพียงแค่การศึกษาจากเอกสาร โดยฝ่ายประชาสังคมได้นำเสนอข้อมูลจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ต่อกระบวนการสันติภาพที่พบว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน 3 กลุ่มที่มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จในกระบวนการสันติภาพได้แก่ นักการเมือง ผู้นำศาสนา/อุซตาส และภาคประชาสังคม

นอกจากนี้ ประชาสังคมที่เข้าร่วมประชุมพบปะยังเสนอด้วยว่าจุดยืนที่สำคัญของเครือข่ายองค์กรประชาสังคมคือ การเป็นปาร์ตี้ที่สาม (Party C) ซึ่งการดำรงความเป็นกลางของประชาสังคมจะมีส่วนหนุนเสริมการพูดคุยและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายที่พูดคุย

ยังมีข้อกังวล รัฐไม่จริงใจ การบังคับใช้กฎหมาย เรียกร้องยกเลิก พรก.

สำหรับข้อกังวลต่างๆ ที่องค์กรประชาสังคมได้สะท้อนในการพูดคุยครั้งนี้มีหลายเรื่อง เช่น กระบวนการพูดคุยต้องใช้เวลาโดยเฉพาะประเด็นการสร้างความไว้วางใจในพื้นที่ ดังนั้นรัฐบาลต้องมีความจริงใจในการทำงาน ประเด็นระยะเวลาในการประเมินพื้นที่ปลอดภัย 6 เดือนที่อาจจะไม่เพียงพอ อาจจะมีการพิจารณาเพิ่มกรณีที่มีความเสี่ยงโดยให้เพิ่มเวลาในการเตรียมการเป็น 4 เดือน

ข้อกังวลต่อการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่พบว่าปัญหาของกฎหมายคือกลไกและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ไม่ใช่เนื้อหาของกฎหมาย ดังนั้นต้องมีความชัดเจนในการลงโทษในกรณีเจ้าหน้าที่ทำผิด หรือต้องทบทวนแก้ไขกลไกที่เป็นปัญหาที่ยังมีประชาชนที่ไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ยังมีการซัดทอด การจับกุมซ้ำและการบังคับให้รับสารภาพ นอกจากนี้อาจมีการทบทวนเรื่องการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ เช่น การยกเลิก กฎอัยการศึก พรก. ฉุกเฉิน เป็นต้น 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เผยร่างกรอบ“จัดตั้งพื้นที่ปลอดภัย”เสร็จแล้ว พร้อมกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วม