“ชาเดีย มัรฮาบัน” ศักยภาพของผู้หญิงอยู่ที่หัวใจและไม่มีขีดจำกัด แนะปาตานีต้องเปิดประเด็นในพื้นที่สู่คนทั้งประเทศ

วงบรรยายสาธารณะ เรื่อง “เมื่อผู้หญิงออกแรงผลักดัน: บทบาทของกลุ่มผู้หญิงในการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งในอาเจะห์” วิทยากรเผยความต่างของอาเจะห์กับปาตานี อธิบายบทบาทของกลุ่มผู้หญิงในอาเจะห์ กับ 3 ทางเลือก คือ สันติภาพ อิสรภาพ หรือความตาย และทำไมผู้หญิงอาเจะห์ถึงดีใจที่ถูกจับกุม? ชี้ปาตานียังล้มเหลวในการนำประเด็นปัญหาไปสู่กรุงเทพ แนะศักยภาพของผู้หญิงชายแดนใต้/ปาตานีมีมากแต่ขาดการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของผู้หญิงยังขาดแคลน

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ห้องเรียนสันติภาพ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ร่วมกับ โรงเรียนวิชาการเมือง ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และคณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ จัดงานบรรยายสาธารณะ เรื่อง “เมื่อผู้หญิงออกแรงผลักดัน: บทบาทของกลุ่มผู้หญิงในการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งในอาเจะห์” บรรยายโดย ชาเดีย มัรฮาบัน ที่ปรึกษาองค์กรคนกลางไร้พรมแดน” แปลโดย ยาสมิน ซัตตาร์ นักศึกษาปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์และการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยอิสตันบูล ประเทศตุรกี

การจัดงานในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก สหภาพยุโรป โดยจัดขึ้นที่ห้องประชุมศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ อาคารเรือนพักรับรอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มีผู้สนใจโดยเฉพาะแกนนำผู้หญิงในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ขับเคลื่อนงานด้านสันติภาพเข้าร่วมฟังจำนวนมาก

ความต่างของอาเจะห์กับปาตานี

ชาเดีย เริ่มการบรรยายสาธารณะในครั้งนี้ด้วยการระบุว่า การมาครั้งนี้ของเธอ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ที่เธอเคยพบเจอ ตลอดจนเรียนรู้จากผู้เข้าร่วมทุกท่านถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้หรือปาตานีไปพร้อมๆ กัน เธอแลกเปลี่ยนในมุมมองของเธอว่า ตลอดห้าปีที่เธอไปมาในพื้นที่ชายแดนใต้/ปาตานี เธอเห็นว่าประสบการณ์ความขัดแย้งของอาเจะห์นั้นมีความต่างจากพื้นที่นี้ใน 3 ประเด็นหลักๆ ดังต่อไปนี้

ประเด็นแรก คือ ชุดเรื่องเล่าที่ประนีประนอมกันได้ ในอาเจาะห์รวมไปถึงในอินโดนีเซียนั้นมีเรื่องเล่าที่แตกต่างหลากหลายด้วยกัน อย่างความต่างของเชื้อชาติและภาษาที่มีอยู่

นอกจากนั้น การเล่าประวัติศาสตร์ก็มีความต่าง บ้างก็มองว่าอาเจะห์เป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซียมานานแล้ว บ้างก็มองว่าก่อนอินโดนีเซียจะได้รับเอกราชนั้น อาเจะห์ไม่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของอินโดนีเซีย แต่ถูกผนวกรวมเข้ามาภายหลัง

ประเด็นที่สอง คือ ความเข้มข้นของความขัดแย้ง ในช่วงที่อาเจะห์อยู่ในความขัดแย้งนั้น ต้องเผชิญกับความรุนแรงจากปฏิบัติการของทั้งกองกำลังทหารและกลุ่มติดอาวุธ มีทั้งการทิ้งระเบิดทางอากาศ และการส่งกองกำลังเข้าไปในพื้นที่ทุกมุมของทุกหมู่บ้าน

ตลอดจนการถูกเลือกปฏิบัติด้วยวิธีการต่างๆ โดยเฉพาะการให้ชาวอาเจะห์ใช้บัตรประจำตัวที่ต่างจากพื้นที่อื่นๆ ซึ่งไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ต้องแสดงบัตรนี้ ทำให้ไม่ว่าชาวอาเจะห์ไปที่ไหนก็ตามก็จะถูกตีตราว่าเป็นกลุ่มผู้ต้องการแบ่งแยกดินแดนแม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นสมาชิกของกลุ่มหรือเป็นเพียงประชาชนทั่วไปก็ตาม

วิธีการเช่นนี้ค่อนข้างที่จะประสบผลสำเร็จ เพราะทำให้ชาวอาเจะห์รู้สึกว่าตนเองเป็นคนตัวเล็กๆ ในชาติ และไม่สามารถทำในหลายๆ สิ่งในฐานะพลเมืองของประเทศได้

ประเด็นที่สาม คือ การมีสายคำสั่งของกลุ่มติดอาวุธที่ชัดเจน ในอาเจะห์มีกลุ่มติดอาวุธที่ชัด มีสายการบังคับบัญชาที่ชัดและมีผู้นำคนเดียว

ด้วยปัจจัยทั้งหมดข้างต้นก็เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลให้ความขัดแย้งในอาเจะห์มีลักษณะเฉพาะที่เอื้อต่อการจัดการความขัดแย้ง

บทบาทของกลุ่มผู้หญิงในอาเจะห์

ชาเดีย กล่าวว่า สำหรับบทบาทของผู้หญิงนั้น มีการขับเคลื่อนตั้งแต่ก่อนปี 2005 ซึ่งเป็นปีที่เกิดสึนามิที่เป็นปัจจัยเอื้อหนึ่งให้นำไปสู่การจัดการความขัดแย้งที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงปี 2001 ให้ประสบผลเร็วขึ้น แน่นอนว่าผู้หญิงในอาเจะห์เองก็มีการแบ่งออกเป็นหลากหลายกลุ่มไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่อยู่กับฝ่าย GAM กลุ่มภาคประชาสังคม หรือกลุ่มที่ไม่ได้สนใจอะไรมุ่งเน้นการใช้ชีวิตและทำธุรกิจของตน

ในเวลานั้นหลายคนต้องถูกสถานการณ์บังคับให้จำเป็นต้องเลือกไม่อยู่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้อาเจะห์มีลักษณะเฉพาะอีกประการก็คือ แม้ว่าแต่ละคนจะมีมุมมอง ความคิดหรือทัศนคติที่ต่างกัน แต่หากมีเป้าหมายเดียวกันก็จะสามารถช่วยกันทำงานให้ไปในทิศทางเดียวกันได้

ชาเดีย กล่าวเสริมว่า จุดนี้สำคัญมาก เนื่องจากการก้าวข้ามความแตกต่างจะช่วยให้เกิดการปรับจุดที่มีร่วมกัน เมื่อนั่งโต๊ะเจรจาก็เช่นกัน สิ่งที่สำคัญคือ ยอมรับได้ต่ำที่สุดแค่ไหน และความคาดหวังที่มีสูงสุดอยู่ตรงจุดไหน ถึงที่สุดแล้วนั้นการยอมรับความแตกต่างไม่ใช่ความผิดบาป หากแต่เป็นความเมตตาที่เราจะได้รับหากสามารถจัดการได้

ในช่วงหลังการปฏิรูปประเทศของอินโดนีเซีย ภาคประชาสังคมหลากหลายส่วนเติบโตขึ้น และกลุ่มประชาสังคมผู้หญิงก็ได้ใช้โอกาสนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อมาในช่วงปี 2000 ก็มีการรวมตัวหลากหลายครั้ง แม้ว่าจะอยู่ในช่วงของกฎอัยการศึก ซึ่งห้ามการรวมตัวกันและสถานการณ์ก็รุนแรงมาก มีการจับกุมกลุ่มผู้สนับสนุน GAM อย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับการทรมาน การข่มขืน และการฆ่าฟันจากทั้งสองฝ่าย

ขณะเดียวกันผลจากการใช้ระเบิดทางอากาศก็ทำให้สัตว์ต่างๆ ต้องตายไป สภาวะแบบนี้จึงทำให้ส่งผลให้คนในพื้นที่หลายคนก็ไม่กลัวต่อความตายอีกต่อไป

สันติภาพ อิสรภาพ หรือความตาย

ชาเดีย กล่าวว่า เมื่อความตายยิ่งเข้าใกล้ คุณก็จะรู้สึกยิ่งมีชีวิตชีวาขึ้น หลายครั้งที่ความกลัวก็ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นพลัง ในภาวะเช่นนี้อาจมีทางเลือกเพียงสามทาง คือ สันติภาพ อิสรภาพ หรือความตาย

กลุ่มผู้หญิงได้มีการขับเคลื่อนหลากหลายรูปแบบ มีทั้งการอดอาหารเพื่อประท้วง และ การจัดการประท้วงใหญ่ซึ่งรวมตัวคนกว่าล้านคนในการเรียกร้องการทำประชามติ นอกจากนั้นในการรณรงค์แต่ละครั้งก็จะเน้นการเรียกร้องให้ทหารออกจากพื้นที่ และเรียกร้องให้เคารพหลักสิทธิมนุษยชน โดยประเด็นเหล่านี้จะนำออกมาในที่สาธารณะเพื่อทำให้คนอื่นในประเทศได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดที่ชาวอาเจะห์ต้องประสบ และตั้งคำถามต่อรัฐว่าหากเรียกชาวอาเจะห์ว่าเป็นพลเมืองของประเทศก็ต้องสนใจชาวอาเจะห์ ขณะเดียวกันก็ยังทำงานร่วมกับกลุ่มคนที่มีความเชื่อที่หลากหลายอื่นๆ ให้มากขึ้น

ชาเดีย กล่าวต่อไปว่า ศักยภาพนั้นอยู่ในหัวใจของเราเอง นั่นหมายความว่ามันไม่มีขีดจำกัด แม้ไม่มีเงินสนับสนุนในการทำงาน เป็นเพียงกลุ่มคนที่อยู่ในป่า แต่มีตัวเชื่อมไปกับหัวหน้าในแต่ละระดับ ซึ่งมีตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ระดับจังหวัด และระดับระหว่างประเทศ

ผู้หญิงอาเจะห์ดีใจที่ถูกจับกุม?

ชาเดีย กล่าวว่า บทบาทของผู้หญิงในอาเจะห์นั้นเข้มแข็งมาก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแนวหน้าที่ร่วมจับอาวุธหรือกลุ่มที่ทำกิจกรรมเชิงเคลื่อนไหวก็ตาม ในเวลาหนึ่งผู้หญิงอาเจะห์เองจะรู้สึกดีใจถ้าถูกจับ นั่นก็เพราะจะได้รับความสนใจและเป็นโอกาสที่จะเสนอความต้องการออกไปได้

การขับเคลื่อนที่เข้มแข็งของผู้หญิงสำหรับชาเดียแล้วจะทำได้ก็ต่อเมื่อรู้จุดยืนที่ชัดเจนของตัวเอง จะต้องรวมกันระหว่างการใช้อาวุธ แนวทางสันติวิธี และการทำกิจกรรมรณรงค์เคลื่อนไหว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเป้าหมายที่จะต้องมี อย่างไรก็ตามการสร้างสปิริตแบบนี้นั้นเป็นเรื่องที่ยากและต้องใช้เวลาในการเรียนรู้

ตัวอย่างของบทบาทผู้หญิงในอาเจะห์

ชาเดีย กล่าวเสริมว่า ตัวอย่างของบทบาทผู้หญิง เช่น การที่กลุ่มทนายผู้หญิงเข้าไปช่วยเหลือผู้ชายที่ถูกจับ รวมถึงการใช้ระบบเชิงการทูต นั่นคือการส่งตัวแทนไปพูดในเมืองอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ ในประเด็นด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

นอกจากนั้นยังมีการแลกเปลี่ยนกับพื้นที่ขัดแย้งอื่นๆ ในประเทศและสร้างความร่วมมือจากต่างประเทศด้วย เช่น สหรัฐอเมริกา ที่ให้ความสนใจในประเด็นสิทธิมนุษยชนและผู้หญิง พื้นที่เหล่านี้ที่เปิดไว้ก็ต้องใช้อย่างเต็มที่ อย่าปล่อยหลุดลอยไป และอาจต้องจะวางยุทธศาสตร์ในแต่ละกลุ่มเป้าหมายเพื่อขอความร่วมมือในเขตประเทศต่างๆ ที่ต่างกันออกไป

ชาเดียให้ความเห็นต่อไปว่าจากประสบการณ์ของอาเจะห์ เธอเห็นว่าหากจาการ์ต้าไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดของชาวอาเจะห์ ก็จะทำให้คนทั่วประเทศเองไม่ฟัง

ปาตานียังล้มเหลวในการนำประเด็นปัญหาไปสู่กรุงเทพ

สำหรับกรณีชายแดนใต้/ปาตานี นั้นเธอมองว่ายังล้มเหลวในการเปิดประเด็นสู่กรุงเทพ และทำให้คนที่เหลือในประเทศรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่เรากำลังเผชิญ ฉะนั้นจึงต้องสร้างบทสนทนาที่ตรงไปตรงมาและเปิดเผยต่อความต่างอื่นๆ ที่มีอยู่ในประเทศ

โดยอาจใช้เรื่องเล่าที่สามารถผ่อนปรนคุยกันได้ การมีความแตกต่างไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะจัดการกับความแตกต่างที่มีอย่างไร

ศักยภาพของผู้หญิงชายแดนใต้/ปาตานี

สำหรับศักยภาพของผู้หญิงนั้น ชาเดียเชื่อว่าในพื้นที่มีทรัพยากรที่เพียงพอ รวมไปถึงมีการฝึกอบรมมากมายพอแล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดก็คือ การปฏิบัติจริง อุปสรรคที่ทำให้ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ก็อาจเป็นเพราะความกลัวที่เกิดขึ้นนั่นเอง

แต่จากหลายๆ ตัวอย่างที่มีให้เห็นไม่ว่าจะกรณีอินเดีย อาเจะห์ หรือปาปัว ก็เริ่มจากกลุ่มคนเล็กๆ ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ หากเชื่อและมั่นใจในสิ่งที่กำลังทำ

นอกจากนั้น ชาเดียยังมองว่า ระบบสังคมผู้ชายเป็นใหญ่ก็อาจปิดกั้นศักยภาพของผู้หญิง การจะลดปัญหาตรงนี้ก็จำเป็นต้องขยายการเรียนรู้ของผู้หญิงให้ออกไปนอกเหนือจากงานของผู้หญิงในความคิดแบบเดิม ให้ขยายมุมมองของเราให้กว้างออกไป

ส่วนตัวชาเดียเองที่เข้าร่วมในการพูดคุยสันติภาพที่เฮลซิงกินั้นก็ไม่ได้ไปในตัวแทนงานด้านผู้หญิง หากแต่เป็นตัวแทนในประเด็นความมั่นคง เป็นต้น

เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของผู้หญิงยังขาดแคลน

อีกประเด็นที่ชาเดียมองว่ายังขาดแคลนในพื้นที่ชายแดนใต้ นั่นคืองานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของผู้หญิงเอง ที่จะต้องมีให้มากขึ้นและเผยแพร่ให้ที่อื่นเห็นว่าเรากำลังทำงานเพื่อสันติภาพ

ชาเดีย มองว่า ในพื้นที่นี้มีโอกาสมากที่จะให้การทำงานของผู้หญิงเติบโตขึ้น สิ่งที่จำเป็นคือขยายพื้นที่และเข้าถึงคนให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ พร้อมกับนำเสนอข้อความสำคัญที่ว่าเราต้องการได้รับการให้เกียรติเช่นเดียวกัน ให้ขยายออกไป

ชาเดีย ทิ้งทายว่า การจะนำเอาศักดิ์ศรีคืนมา ก็จำเป็นที่จะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนเช่นเดียวกัน