ศ.ดร.เอริค เมลันเดอร์ : รู้ไหม การเจรจาหรือสงครามที่สร้างสันติภาพ?

การเจรจาหรือสงครามที่สร้างสันติภาพ? ศ.ดร.เอริค เมลันเดอร์ นักวิจัยสันติภาพแห่งอุปซาล่าสวีเดน บรรยายปลายทางความขัดแย้งจะจบอย่างไร ชี้มีงานวิจัยที่สนับสนุนทั้งการเจรจาและสงคราม แต่สงครามยังมีข้ออ่อน ผลวิจัยชี้การมีข้อตกลง(แม้บางส่วน)จะส่งผลต่อการยุติความรุนแรงได้ เมื่อรัฐขยับกลุ่มเจรจาก็ปรับตัว ย้ำการใช้กำลังทหารโดยปราศจากข้อตกลงสันติภาพไม่ส่งผลต่อการยุติความรุนแรง แนะกระบวนการสันติภาพต้องค่อยๆขยับแต่ต่อเนื่อง

การบรรยายสาธารณะดังกล่าวของ ศ.ดร.เอริค เมลันเดอร์ ศาสตราจารย์ประจำคณะการวิจัยสันติภาพและความขัดแย้ง รองผู้อำนวยการโครงการฐานข้อมูลความขัดแย้งแห่งอุปซาล่า มหาวิทยาลัยอุปซาล่า ประเทศสวีเดน มีขึ้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2560 ที่ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) ในหัวข้อเรื่อง “ปลายทางความขัดแย้ง: จะจบด้วยสันติภาพผ่านการเจรจา หรือด้วยชัยชนะฝ่ายเดียว?” แปลโดย ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี

จัดโดยห้องเรียนสันติภาพ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) ม.อ.ปัตตานี และคณะทำงานฐานข้อมูลเหตุการณ์ชายแดนใต้ (DSID) ร่วมกับโรงเรียนวิชาการเมือง ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ สนับสนุนโดยสหภาพยุโรปและกองทุนรวมคนไทยใจดี (BKIND)

ผลวิจัยชี้การเจรจาหรือสงครามที่สร้างสันติภาพ?

ที่มาของหัวข้อบรรยายครั้งนี้ ศ.ดร.เอริค เมลันเดอร์ นำเสนอว่า มาจากผลการวิจัยจากกรณีความขัดแย้งกว่า 73 ประเทศทั่วโลก โดยใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลของสถาบัน Kroc และมหาวิทยาลัย Uppsala ซึ่งเริ่มต้นด้วยสมมติฐานที่ว่า มีข้อถกเถียงในงานวิจัยเกี่ยวกับสันติภาพที่มีทั้งที่สนับสนุนว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ด้วยวิถีสงครามและจากการเจรจาสันติภาพ

ทว่าผลงานวิจัยส่วนใหญ่เห็นว่า การเจรจาจะส่งผลต่อสันติภาพได้มากกว่า แม้มีงานวิจัยบางชิ้นที่สนับสนุนว่าสงครามจะนำไปสู่สันติภาพได้ แต่ก็ถือว่าเป็นงานวิจัยที่ยังมีข้ออ่อนอยู่มาก ข้อสรุปที่ได้มาก็ยังดูแปลก บางงานหยิบยกเอากรณีของเขมรแดงขึ้นมาสนับสนุนการใช้กำลังสู่สันติภาพ

อย่างไรก็ตาม กรณีเขมรแดงเห็นได้ว่าเป็นผลสำเร็จจากการเจรจาที่ปารีสมากกว่าการใช้กำลังปราบปราม กระบวนการสันติภาพจึงจำเป็นต้องดูความต่อเนื่อง เนื่องจากกระบวนสันติภาพจะมีห่วงโซ่ของเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านช่วงเวลาที่ยาวนาน มีตัวแสดงที่ต่างกันไป จึงจำเป็นต้องดูว่าในแต่ละช่วงเวลานั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

การมีข้อตกลงจะส่งผลต่อการยุติความรุนแรงได้

ศ.ดร.เอริค กล่าวว่า ผลวิจัยชิ้นนี้ศึกษาจากช่วงเวลาและจำนวนกลุ่มติดอาวุธในแต่ละช่วง ดูว่าแต่ละกลุ่มมีความสัมพันธ์ต่อรัฐและการเจรจาอย่างไร และมีพฤติกรรมตอบสนองอย่างไร โดยพยายามชี้ให้เห็นว่า การเรียนรู้ระหว่างกลุ่มต่อสู้เป็นสิ่งที่สำคัญ จำนวนของกลุ่มติดอาวุธในแต่ละช่วงเวลามีการปรับเปลี่ยน เช่นเดียวกับการเข้าร่วมในกระบวนการสันติภาพที่บางกลุ่มอาจเข้าร่วม ขณะที่กลุ่มอื่นเฝ้าดู แต่หากกระบวนการไปต่อได้ก็อาจเข้าร่วม

งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าจะมีข้อตกลงที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งมีลักษณะที่ครอบคลุมความต้องการของทั้งสองฝ่ายในทุกด้าน หรือข้อตกลงบางส่วน ก็จะค่อยๆส่งผลต่อการยุติความรุนแรงได้ ซึ่งการยุติความรุนแรงด้วยการตกลงกันนี้ ส่งผลต่อภาพกว้างของความขัดแย้งในแต่ละประเทศ เมื่อสำเร็จกับกลุ่มหนึ่งก็อาจส่งผลต่ออีกกลุ่มได้

การวิเคราะห์ความขัดแย้งมีหลายหน่วย ไม่ว่าในระดับกลุ่ม ระดับของความขัดแย้งโดยรวม หรือระดับประเทศ การแก้ปัญหาในแต่ละระดับก็มีความต่างกัน  อาจจะดีในระดับหนึ่งแต่ไม่สำเร็จในระดับอื่น ในแต่ละความขัดแย้งมักมีหลายกลุ่ม ซึ่งยากต่อการวิเคราะห์ จึงจำเป็นที่จะต้องดูในแต่ละช่วงเวลาว่า แต่ละกลุ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

การปฏิบัติต่อกลุ่มหนึ่งจะส่งผลต่อกลุ่มอื่น

ศ.ดร.เอริค อธิบายว่า ทฤษฎีที่นำมาใช้ในงานวิจัยชิ้นนี้คือทฤษฎีการเรียนรู้ โดยมองว่า หากรัฐบาลปฏิบัติต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็จะส่งผลต่อกลุ่มอื่น ขณะเดียวกันในแต่ละกลุ่มก็จะถูกปฏิบัติต่างกันไปตามศักยภาพและการปฏิบัติการของแต่ละกลุ่ม แต่ละกลุ่มก็จะมีประสบการณ์และการเรียนรู้ที่ต่างกันออกไป การเรียนรู้และการปรับตัวของแต่ละกลุ่มก็มักจะขึ้นอยู่กับประสบการณ์เฉพาะ ที่จะมีผลต่อการตัดสินใจและเลือกปฏิบัติสิ่งใด

งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า การสร้างพันธะผูกพันที่มีความน่าเชื่อถือที่รัฐทำกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะมีผลต่อการตอบสนองของกลุ่ม การส่งสัญญาณที่ให้เห็นว่าปกติแล้วจะไม่ทำสิ่งนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากจะเป็นการแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

ศ.ดร.เอริค ยกตัวอย่างกรณีของอียิปต์กับอิสราเอลว่า เมื่อครั้งประธานาธิบดีซาดัตแสดงสัญญะที่คาดไม่ถึง นั่นคือ การไปเยือนอิสราเอล ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าตั้งใจต่อการสร้างสันติภาพ แม้ว่าต่อมาซาดัตจะถูกลอบสังหาร แต่สัญญะครั้งนั้นก็ส่งผลต่อการเจรจาสันติภาพที่เกิดขึ้นต่อมา 

เมื่อรัฐขยับ กลุ่มเจรจาด้วยก็ปรับตัว

ศ.ดร.เอริค ชี้อีกว่า ฉะนั้นแล้วเมื่อกลุ่มต่างๆเรียนรู้ว่ารัฐขยับตัวเพื่อแสดงออกอย่างจริงใจ กลุ่มที่เจรจาด้วยก็จะปรับตัวไปด้วย รวมถึงกลุ่มอื่นๆด้วยเช่นกัน การที่รัฐเจรจาและทำตามข้อตกลงจะมีผลต่อการปฏิบัติการทั้งระบบ รวมถึงจะขยายเครือข่ายและสร้างพันธมิตรที่เข้าร่วมในกระบวนการสันติภาพได้

เมื่อกลุ่มต่างๆเข้าร่วมจะมีผลทำให้อีกหลายๆกลุ่มเข้ามา ขณะเดียวกันก็จะโดดเดี่ยวกลุ่มที่ยังคงใช้กำลัง บางครั้งหากมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยพยายามก่อเหตุ กลุ่มคนที่เข้าร่วมในกระบวนการสันติภาพอาจช่วยจัดการแก้ไขปัญหากับกลุ่มนั้นๆ ด้วยก็เป็นไปได้

การเจรจามีผลต่อจำนวนกลุ่มต่อสู้ในปีถัดไป

ศ.ดร.เอริค อธิบายว่า งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาจากกลุ่มประเทศขัดแย้งประมาณ 264 คู่ ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2532-2555 ที่ยังแสดงให้เห็นว่าการเจรจาจะมีผลต่อจำนวนกลุ่มต่อสู้ในปีถัดไปหลังจากการเจรจา

จากข้อค้นพบระบุว่า กลไกที่ส่งผลต่อการยุติความขัดแย้ง หากมีข้อตกลงสันติภาพที่ครอบคลุมสมบูรณ์ (Comprehensive Peace Agreement) จะส่งผลต่อกระบวนการสันติภาพในระยะยาว มีผลต่อจำนวนกลุ่มต่อสู้ที่ลดลง หากตกลงแล้วทำตามข้อตกลงก็จะยิ่งมีประสิทธิผล

เช่นเดียวกับข้อตกลงสันติภาพที่ไม่ครอบคลุมสมบูรณ์ (Non-Comprehensive Peace Agreement) ก็ยังคงส่งผลที่ดีต่อกระบวนการสันติภาพ แม้จะไม่เท่ากับในแบบแรก

ใช้กำลังโดยปราศจากข้อตกลงสันติภาพไม่ส่งผลยุติความรุนแรง

ศ.ดร.เอริค อธิบายต่อไปว่า การใช้กลไกทางทหารของรัฐหลังจากมีข้อตกลงสันติภาพที่ครอบคลุมสมบูรณ์แล้ว ก็จะมีผลเชิงบวก เช่น กรณีของบูรุนดี ซึ่งหลังจากตกลงแล้วสองฝ่ายก็ร่วมมือกันใช้กำลังในการจัดการกับกลุ่มอื่น ทำให้กลุ่มอื่นเข้าร่วม แต่ความสำเร็จในทางทหารหลังจากการลงนามนี้จะต้องทำตามข้อตกลงจริงๆ มิฉะนั้นแล้วก็อาจส่งผลให้เกิดความวุ่นวายตามมาได้

จากการศึกษายังชี้ว่า การใช้กำลังทหารโดยปราศจากข้อตกลงสันติภาพนั้นไม่ได้ส่งผลต่อการยุติความรุนแรงแต่อย่างใด

ห่วงโซ่กระบวนการสันติภาพต้องค่อยๆขยับแต่ต่อเนื่อง

ศ.ดร.เอริค อีกหนึ่งข้อสังเกตที่น่าสนใจของงานวิจัยชิ้นนี้ยังชี้ว่า การดำเนินการตามข้อตกลง ควรเริ่มจากกลุ่มที่เป็นกลางแล้วค่อยๆขยับไปคุยกับกลุ่มอื่นๆ จนเหลือกลุ่มที่ไม่ยอมรับน้อยลงและค่อยๆแก้ปัญหาไปได้

ขณะเดียวกันกระบวนการนี้ยังเป็นห่วงโซ่ที่มีการปฏิบัติการต่อเนื่อง เป็นขั้นเป็นตอนที่ต้องค่อยๆ จัดการโดยปราศจากการใช้กำลังทหาร