เปิดคำประกาศ BRN ตั้งเงื่อนไข 3 ข้อ พร้อมเจรจาเพื่อสันติภาพแห่งปาตานี/ชายแดนใต้ และมุมมองนักวิเคราะห์

เปิดแถลงการณ์ BRN ประกาศพร้อมเข้าร่วมกระบวนการเจรจาสันติภาพ โดยตั้งเงื่อนไข 3 ข้อ ต้องมีคนกลางที่เชื่อถือได้ มีผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศเข้าร่วม และต้องมีการออกแบบขั้นตอนการเจรจาร่วมกันก่อนที่จะเริ่มต้นเจรจาจริง นักวิเคราะห์เชื่อว่าของBRNจริง พร้อมเผยความสัมพันธ์กับมาราปาตานี

เมื่อ 10 เมษายน 2560 กลุ่ม BRN หรือ ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (Barisan Revolusi Nasional Melayu Patani) ได้ออกแถลงการณ์ทั้งภาษาอังกฤษและภาษามลายู ประกาศพร้อมที่จะเข้าร่วมกระบวนการเจรจาสันติภาพ โดยตั้งเงื่อนไข 3 ข้อ ต้องมีคนกลางที่เชื่อถือได้ มีผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศเข้าร่วม และต้องมีการออกแบบขั้นตอนการเจรจาร่วมกันก่อนที่จะเริ่มต้นเจรจาจริง นักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นแถลงการณ์ของBRNจริง พร้อมเผยความสัมพันธ์กับมาราปาตานี

ต่อไปนี้เป็นคำแปลแถลงการณ์บีอาร์เอ็นฉบับนี้อย่างไม่เป็นทางการ โดย รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช

============================================

ใบแถลงข่าว

การพูดคุยสันติภาพปาตานีที่กำลังดำเนินอยู่นี้ควรจะมีตัวแทนที่ได้รับฉันทานุมัติและอำนาจจากคู่เจรจาทั้งสองฝ่ายและจะต้องเป็นไปตามหลักปฏิบัติสากล กระบวนการเจรจาไม่ควรจะถูกออกแบบโดยผู้อื่นที่ไม่ใช่คู่เจรจาและสิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างความเชื่อมั่นเพื่อคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ควรจะย้ำว่าการต่อสู้ของขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (Barisan Revolusi Nasional Melayu Patani (BRN) นั้นเป็นการต่อสู้เพื่อมนุษยธรรมและสันติภาพ บีอาร์เอ็นต่อต้านการกดขี่และอาณานิคมทุกรูปแบบเพื่อการปกป้องและฟื้นฟูสิทธิแห่งอำนาจอธิปไตย

ดังนั้น การเรียกร้องและความพยายามใดๆ ในการแสวงหาทางออกที่จะนำไปสู่การดำรงไว้ซึ่งมนุษยธรรมและการยุติการเข่นฆ่าเพื่อการสร้างสันติภาพที่แท้จริง บีอาร์เอ็นเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าการพูดคุยสันติภาพนั้นเป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

อย่างไรก็ตาม บีอาร์เอ็นมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ดังที่เราได้เคยอธิบายไปก่อนหน้านี้ว่าความพยายามใดๆ ที่จะหาทางออกอย่างสันติวิธีจะต้องทำตามค่านิยมและหลักปฏิบัติที่ประชาคมนานาชาติยึดถือ

มีหลายประเด็นที่บีอาร์เอ็นมีความห่วงใยและคิดว่าจะสามารถช่วยให้กระบวนการพูดคุยสันติภาพประสบความสำเร็จได้

1.การพูดคุยต้องเกิดจากความต้องการของทั้งสองฝ่ายที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งและจะต้องยินยอมด้วยความสมัครใจที่จะแก้ไขปัญหา การพูดคุยจะต้องมีบุคคลที่สาม (ประชาคมนานาชาติ) เป็นผู้สังเกตการณ์และพยาน

2.ผู้ไกล่เกลี่ยต้องมีความน่าเชื่อถือและมีคุณสมบัติที่เป็นไปตามมาตรฐานการปฏิบัติของนานาชาติ เช่น ต้องมีความเป็นกลาง ต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องดำเนินการพูดคุยตามกระบวนการที่คู่เจรจาทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกัน

3.กระบวนการเจรจานั้นต้องได้รับการออกแบบอย่างชัดเจนและได้รับความเห็นชอบจากคู่เจรจาทั้งสองฝ่ายก่อนการเริ่มต้น

การให้น้ำหนักกับประเด็นข้างต้นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งและจำเป็นต่อการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจและจะเป็นหลักฐานที่ยืนยันถึงความเคารพซึ่งกันและกันอันจะนำมาซึ่งผลในเชิงบวกและประสิทธิภาพของกระบวนการเจรจา

ขอย้ำอีกครั้งหนึ่ง บีอาร์เอ็นเชื่อว่าถ้าหากการพูดคุยสันติภาพนั้นวางอยู่บนหลักการข้างต้นก็ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่การเจรจาที่จะนำไปสู่การแก้ไขความขัดแย้งในปาตานีจะเกิดขึ้นไม่ได้

ในการพูดคุยสันติภาพใดๆ ก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือจะต้องได้รับฉันทานุมัติที่สมบูรณ์จากมวลชนที่สนับสนุนและต้องถ่ายทอดสิ่งที่เป็นความปรารถนาของประชาชน

แผนกข้อมูลข่าวสาร บีอาร์เอ็น

นักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นของBRNจริง

ขณะที่นางสาวรุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิเคราะห์ปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานี กล่าวถึงแถลงการณ์ของ BRN ฉบับนี้ว่า บีอาร์เอ็นนั้นเงียบมาค่อนข้างนาน ออกคำแถลงล่าสุดต่อสื่อเมื่อเดือนตุลาคม 2558 รูปร่างหน้าตาของแถลงการณ์ในครั้งนี้ก็มีความเหมือนกับครั้งก่อนๆ  จากการเช็คข้อมูลก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นเอกสารที่ออกมาจากคนที่เป็นบีอาร์เอ็นจริง

นางสาวรุ่งรวี กล่าวว่า โดยรวม ข้อเสนอสามข้อนี้สะท้อนถึงสิ่งที่บีอาร์เอ็นน่าจะเห็นว่าเป็นความบกพร่องของการพูดคุยภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยเหตุที่ว่าบีอาร์เอ็นเองถูกดึงเข้าไปในการพูดคุยโดยไม่ได้มีเวลาตั้งตัว ได้มีการปรึกษาหารือกันในสภาองค์กรนำก็ต่อเมื่อได้มีการลงนามในฉันทามติร่วมว่าด้วยกระบวนการพูดคุยสันติภาพที่กัวลาลัมเปอร์ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ไปแล้ว บีอาร์เอ็นจึงเห็นว่ากระบวนการการพูดคุยนั้นจะต้องได้รับการออกแบบและเห็นชอบจากทั้งสองฝ่ายตั้งแต่ต้น ในช่วงนั้นมีการตั้งคำถามว่ากรอบการพูดคุยที่ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญไทยนั้นจะทำให้ฝ่ายบีอาร์เอ็นนั้นเสียเปรียบหรือไม่

นางสาวรุ่งรวี กล่าวว่า ส่วนบทบาทของมาเลเซียเองก็ถูกตั้งคำถามในเรื่องความเป็นกลางด้วยเช่นเดียวกัน ในช่วงที่การพูดคุยเริ่มสั่นคลอน มีการส่งเอกสาร 38 หน้าเพื่ออธิบายข้อเสนอของบีอาร์เอ็นไปยังรัฐบาลไทยซึ่งมีการตั้งข้อสงสัยว่ามาเลเซียนั้นมีส่วนอย่างสำคัญในการร่วมร่างเอกสารฉบับดังกล่าวหรือไม่ เป็นความลับที่รู้กันว่าผู้นำของบีอาร์เอ็นหลายคนอาศัยอยู่ในมาเลเซีย ฉะนั้นมาเลเซียจึงมีอำนาจในการกดดันให้พวกเขาเข้าร่วมการพูดคุย ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องพยายามต่อรอง แม้ว่าจะไม่ค่อยชอบใจก็ตาม มีบางกระแสที่เสนอว่าอาจจะมีความพยายามให้ประเทศอื่นๆ หรือองค์กรอื่นเข้ามาเป็นผู้อำนวยความสะดวกแทน ส่วนเรื่องการเลื่อนสถานะจากผู้อำนวยความสะดวกเป็นผู้ไกล่เกลี่ยนั้นก็อยู่ในข้อเรียกร้องเดิม แต่ทางรัฐบาลไทยไม่น่าจะยอมรับได้

นางสาวรุ่งรวี กล่าวต่อไปว่า การขอให้ประเทศอื่นหรือองค์กรอื่นเข้ามาร่วมเป็นคนกลางหรือเป็นผู้สังเกตการณ์นั้นก็เป็นข้อเรียกร้องเดิมอยู่แล้วซึ่งเรียกว่าเป็นการเปิดแนวรบในด้านการเมืองระหว่างประเทศและเป็นการแสวงหาหลักประกันว่าจะไม่ถูกรัฐบาลไทย "หักหลัง" อย่างที่แล้วๆมา ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการยากที่รัฐบาลไทยจะยินยอมในเรื่องนี้

ความสัมพันธ์กับมาราปาตานี

นางสาวรุ่งรวี กล่าวถึงความสัมพันธ์กับมาราปาตานีว่า บีอาร์เอ็นในฐานะองค์กรไม่ได้เข้าร่วมการพูดคุยกับรัฐบาลทหารที่นำโดยมาราปาตานี ดูเหมือนว่ามีความขัดแย้งในเชิงความคิดของคนในบีอาร์เอ็นต่อเรื่องการพูดคุยสันติภาพ กลุ่มที่ไม่ยอมพูดคุยกับรัฐบาลทหารไม่ได้ปฏิเสธการพูดคุยสันติภาพในเชิงหลักการ แต่ว่าต้องการให้รัฐบาลยอมรับข้อเรียกร้อง 5 ข้อของตนก่อน ซึ่งก็ได้ตอกย้ำบางประเด็นผ่านแถลงการณ์ฉบับนี้ โดยเฉพาะเรื่องการให้มีประชาคมนานาชาติเข้ามาเป็นผู้สังเกตการณ์

“ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างบีอาร์เอ็นกับมาราปาตานีอาจจะไม่ถึงกับเป็นศัตรู แต่ว่าก็อาจจะมีลักษณะของการแข่งขันกันอยู่ บีอาร์เอ็นอาจจะกำลังพยายามเสนอกรอบการพูดคุยใหม่ โดยแยกต่างหากจากกรอบการพูดคุยที่มาราปาตานีทำอยู่กับรัฐบาล”

นางสาวรุ่งรวี กล่าวทิ้งท้ายว่า แถลงการณ์นี้ออกมาสี่วันหลังการก่อเหตุใน 18 อำเภอในปัตตานี ยะลา นราธิวาสและสงขลาซึ่งทำให้เสาไฟฟ้าเสียหายไปกว่า 50 ต้นและทำให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างในปัตตานี การโจมตีต้องการแสดงให้เห็นศักยภาพมากกว่าการทำลายชีวิต ซึ่งนับว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งทางการทหารและกองกำลังที่ยังคงมีอยู่อย่างกว้างขวาง อาจจะเรียกได้ว่าเป็นยุทธศาสตร์การขอเจรจาเมื่อมีความเข้มแข็ง (negotiation from a position of strength)