นักจัดรายการวิทยุภาษามลายูเยือนกลันตัน สานสัมพันธ์และความร่วมมือในอนาคต

นักจัดรายการวิทยุภาษามลายูในพื้นที่ชายแดนใต้เดินทางเยือนสถานวิทยุและสถาบันภาษาในโกตาบารู กลันตัน สานสัมพันธ์ด้วยการสื่อสารภาษามลายู คนกลันตันเผยนักจัดรายการวิทยุชาแดนใต้เป็นต้นแบบการจัดรายการวิทยุและยังคงติดตามนักจัดรายการในพื้นที่อย่างต่อเนื่องมาหลายสิบปี ด้านคณะเดินทางได้ร่วมแลกเปลี่ยนและยืนยันจะมีความร่วมมือในอนาคต ด้านสถานกงสุลใหญ่จัดตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์และให้สัญชาติคนไทยในมาเลเซีย

เมื่อวันที่ 25-26 ม.ย. 2560 ที่ผ่านมาคณะนักจัดรายการวิทยุภาษามลายูในพื้นที่ชายแดนใต้พร้อมด้วยคณะจากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้จำนวนรวม 20 เดินทางดูงานด้านการสื่อสารและภาษามลายูในเมืองโกตาบารู รัฐกลันตันประเทศมาเลเซีย นำโดยนายมูฮำมัดอายุบ ปาทาน ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ โดยเดินทางเยี่ยมชมกิจการและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสถานีวิทยุของรัฐคือ Jabatan Peyiaran Malaysia Negeri Kelantan หรือที่รู้จักกันในนาม RTM สาขากลันตันที่เป็นทั้งสถานีวิทยุและโทรทัศน์ของรัฐ จากนั้นไปเยือนสถาบันภาษาและวรรณกรรมมาเลเซียสาขากลันตัน Dewan Bahasa dan Pustaka Malaysia Wilayah Timur พร้อมทั้งเข้าพบกงสุลใหญ่ ณ สถานกงสุลใหญ่เมืองโกตาบารู

กลันตัน เอฟเอ็ม ไม่เคยลืมชายแดนใต้

การไปเยือนสถานีวิทยุกลันตัน เอฟเอ็ม ของคณะจากจังหวัดชายแดนใต้ครั้งนี้สร้างความตื่นเต้นกับทีมงานของสถานีวิทยุของรัฐแห่งนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่เคยมีนักจัดรายการวิทยุจากประเทศไทยมาเยี่ยมโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักจัดรายการวิทยุภาษามลายูซึ่งส่วนหนึ่งของบรรดานักจัดรายการของรัฐกลันตันกล่าวว่าพวกเขายังคงติดตามฟังรายการวิทยุภาษามลายูจากจังหวัดชายแดนภาคใต้เสนอมเมื่อมีโอกาส โดยยังคงถามหาว่าดีเจขวัญใจของพวกเขาร่วมเดินทางมาด้วยหรือไม่ เช่น ปะจู จากวิทยุ 912 เปาะดิ จากวิทยุ กวส.6 เจาะวา อ.สไหงปาดี หรือมันโซร์ สาและ หรือนักจัดรายการสตรีคนอื่นๆ ที่พวกเขารู้จักซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักจัดรายการภาษามลายูรุ่นอาวุโสที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของพวกเขา

นักจัดรายการวิทยุ เจ้าหน้าของกลันตัน เอฟเอ็ม ยังได้บอกเล่าว่า รายการวิทยุที่ออกอากาศทางกลันตัน เอฟเอ็ม ที่เปิดให้คนฟังสามารถโทรศัพท์เข้าในรายการจะมีคนฟังจากชายแดนใต้ร่วมรายการเสมอและยังบอกด้วยว่าดีเจของกลันตันเอฟเอ็มหลายคนที่เป็นที่นิยมของคนฟังในจังหวัดชายแดนใต้ เช่น กะแว ในราการอาเกาะหรือคนอื่นๆ ในขณะเดียวกันคนในกลันตันเองจะฟังรายการวิทยุของชายแดนใต้เสมอแม้ว่าในบางครั้งไม่สามารถเข้าใจภาษามลายูที่ใช้ทั้งหมด

ผู้บริหารของสถานีวิทยุกลันตันเอฟเอ็มได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนด้านการดำเนินงานกับคณะที่ดูงานโดยบอกว่าปัจจุบันกลันตันเอฟเอ็มมีทีมงานทั้งฝ่ายรายการ ฝ่ายเทคนิค และฝ่ายสนับสนุนอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 93 คน โดยมีพื้นที่ออกอากาศทั้งในรัฐกลันตันและในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยสถานีแห่งนี้จะทำหน้าที่ผลิตรายการโทรทัศน์เฉพาะรายการข่าวท้องถิ่นเท่านั้นและออกอากาศที่สถานีที่อยู่เคแอล

ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพบว่าในรัฐกลันตันมีสถานีวิทยุแห่งนี้เพียงแห่งเดียวซึ่งเป็นสถานีวิทยุของรัฐ ไม่วิทยุของเอกชนหรือของชุมชน ทั้งเมื่อทีมงานได้รับรู้ว่าคณะเดินทางครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานในสถานีวิทยุชุมชนหรือของเอกชนทำให้พวกเขาให้ความสนใจเป็นอย่างมากว่าในพื้นที่ชายแดนใต้มีสถานีวิทยุกี่ประเภท มีจำนวนมากน้อยเพียงใด การดำเนินงานมีการจัดการอย่างไรรวมทั้งความอยู่รอดในทางเศรษฐกิจของสถานีวิทยุหรือคนทำงาน ซึ่งจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนครั้งนี้เจ้าหน้าที่กลันตันให้ความสนใจที่จะมาเยี่ยมเยียนสถานีวิทยุในชายแดนใต้หรือการสร้างความร่วมมือระหว่างกันในอนาคตในการส่งเสริมด้านการสื่อสารมวลชนระหว่างกัน

เยี่ยมสถาบันภาษา วางแผนการอบรมร่วมกันในอนาคต

ในวันที่สองของการเดินทางดูงานครั้งนี้ได้ไปเยี่ยมชมกิจการของสถาบันภาษาและวรรณกรรมสาขาภาคเหนือของมาเลเซีย หรือ Dewan Bahasa dan Pustaka Malaysia Wilayah Timur โดยมี Che Zainab Omar ผู้อำนวยการสถาบันให้การต้อนรับโดยกล่าวว่าสถาบันภาษาและวรรณกรรมก่อตั้งตั้งแต่ปี 1956 มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมภาษามลายูเป็นภาษาแห่งชาติ โดยสาขาภาคเหนือที่ตั้งอยู่ที่โกตาบารู กลันตันตั้งขึ้นในปี 1999 โดยดูแลรับผิดชอบทั้งกลันตันและตรังกานู ซึ่งปัจจุบันสถาบันแห่งนี้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ มากมายในการส่งเสริมภาษามลายูและยังเป็นห้องสมุดสำหรับบริการให้สาธารณะด้วย

Che Zainab กล่าวว่าพื้นที่เป้าหมายการทำงานส่งเสริมภาษามลายูของสถาบันภาษาและวรรณกรรมที่นอกจากกลันตันและตรังกานูแล้วคือพื้นที่ชายแดนใต้ของประเทศไทย โดยที่ผ่านมาทางสถาบันมีกิจกรรมต่างๆ กับชายแดนใต้อย่างต่อเนื่องที่เป็นกิจกรรมความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาเช่น มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์หรือสถาบันการศึกษาในพื้นที่โดยส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมการอบรมด้านภาษามลายู แต่ยังไม่เคยมีกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาษามลายูเพื่อการสื่อสาร

ในโอกาสการเยี่ยมเยียนครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายได้เห็นร่วมกันว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมีความร่วมมือระหว่างเครือข่ายสื่อวิทยุในพื้นที่กับสถาบันภาษาในการจัดอบรมด้านภาษามลายูเพื่อการสื่อสารเพื่อเชื่อว่าจะสามารถหนุนเสริมภาษามลายูได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการสื่อสารจะสามารถส่งเสริมภาษามลายูในระดับชาวบ้านในระดับชุมชนได้มากขึ้นและภาษามลายูจะถูกสื่อสารไปยังประชาชนอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ในการนำเสนอการดำเนินงานของสถาบันภาษาและวรรณกรรมที่มีโปรแกรมการอบรมด้านการส่งเสริมภาษามลายูอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีในหลายรูปแบบ เช่น การอบรมสำหรับครู การอบรมด้านการเขียนวรรณกรรม การเขียนบทละคร การเขียนหนังสือต่างๆ ซึ่งในการเยือนครั้งนี้ได้มีการนำเสนอว่าจะมีความร่วมมือด้านการส่งเสริมภาษามลายูระหว่างสถาบันภาษาและวรรณกรรมกับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ชายแดนใต้ในอนาคตโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษามลายูเพื่อการสื่อสารที่มีกลุ่มเป้าหมายการอบรมเป็นนักจัดรายการวิทยุ นักการสื่อสารหรือบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจด้วย

เยี่ยมคารวะกงสุลใหญ่ เร่งงานช่วยเหลือคนไทยให้ได้สัญชาติด้วยการพิสูจน์ DNA

ในการเดินทางดูงานครั้งนี้ทางคณะได้มีโอกาสเข้าพบ ดร.ไพฑูรย์ สงค์แก้ว กงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู และข้าราชการสถานกงสุลใหญ่ฯ ได้ต้อนรับคณะนักจัดรายการวิทยุชุมชนภาษามลายู ซึ่งสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารูได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2509 โดยมีเขตอาณาเฉพาะรัฐกลันตัน  ต่อมาในปี 2512  ได้ขยายเขตอาณาไปถึงรัฐตรังกานู และได้ยกฐานะเป็น “สถานกงสุลใหญ่  ณ  เมืองโกตาบารู” เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2520

บทบาทของสถานกงสุลฯ ในระยะแรกๆ มุ่งเน้นในการแก้ไขปัญหาชายแดน ปัญหาโจรจีนคอมมิวนิสต์ ปัญหาลักลอบการนำเข้าสินค้าเถื่อน และการอำนวยความสะดวกด้านการติดต่อระหว่างส่วนราชการและประชาชนของทั้งสองประเทศ รวมทั้งการดูแลคนเชื้อชาติไทยในรัฐกลันตันให้ได้รับความเป็นธรรมตามสมควร

ท่านกงสุลใหญ่กล่าวว่าขณะนี้สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารูกำลังดำเนินโครงการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) เพื่อหาสายสัมพันธ์ทางสายเลือดในครอบครัวสำหรับคนไทยที่ยังไม่มีสถานะว่าเป็นคนสัญชาติไทยที่อยู่ในประเทศมาเลเซีย เพื่อนำผลการตรวจ DNA เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการออกเอกสารทางทะเบียน อาทิ สูติบัตร  ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชนให้แก่คนที่อยู่ในมาเลเซียที่ยังไม่มีสัญชาติไทย ทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สถานกงสุลใหญ่ โทรศัพท์ 019 667 5266 (โรงเรียนนักข่าวจะนำเสนอเรื่องนี้โดยละเอียดต่อไป)