Mara Patani และหลายองค์กรแถลงการณ์ประณาม ด้าน Human Rights Watch ระบุระเบิดบิ๊กซีเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ฮิวแมนไรท์วอทช์และองค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กรรายงานและมีบทวิเคราะห์ต่อเหตุการณ์วางระเบิดที่หน้าห้างบิ๊กซีปัตตานี ระบุเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่ต้องนำผู้กระผิดมารับโทษ ขณะที่องค์กรประชาสังคมในพื้นที่หลายองค์กรมีแถลงการณ์ประณามและเรียกร้องต่อคู่ขัดแย้งให้คำนึงต่อชีวิตผู้บริสุทธิ์ ด้าน Mara Patani ร่วมประณามผู้ก่อเหตุ

ฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวในวันนี้ (นิวยอร์ก 9 พฤษภาคม 2560) – การระเบิดขึ้นสองครั้งที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีในตัวเมืองปัตตานี เป็นการใช้ยุทธวิธี “หน่วงเวลาเพื่อกดระเบิดซ้ำ” ซึ่งทางกลุ่มติดอาวุธแบ่งแยกดินแดนได้ใช้เป็นเวลานานในภูมิภาคที่มีความไม่สงบนี้ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 61 คนรวมทั้งเด็ก

แบรด อดัมส์ (Brad Adams) ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย ฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าว การก่อความไม่สงบโดยพุ่งเป้าโจมตีอย่างจงใจต่อพลเรือนในประเทศไทย อาจถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ “การโจมตีที่ห้างบิ๊กซีเป็นสัญญาณบ่งบอกความรุนแรงสูงสุดของฝ่ายแบ่งแยกดินแดน เป็นการโจมตีที่พุ่งเป้าไปที่พลเรือน ซึ่งอาจถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ รัฐบาลควรนำตัวผู้กระทำผิดทุกคนมาลงโทษ”

แถลงการณ์ยังกล่าวด้วยว่า อาชญากรรมต่อมนุษยชาติครอบคลุมถึงความผิดอาญาบางประเภท ซึ่งเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางหรือเป็นระบบ โดยเป็นส่วนหนึ่งของ “การโจมตีต่อประชากรที่เป็นพลเรือน” กล่าวคือต้องเป็นการโจมตีที่เกิดขึ้นจากการวางแผนหรือการมีนโยบายให้กระทำเช่นนั้นในระดับหนึ่ง การกระทำเช่นนั้นรวมถึงการสังหารและ “การกระทำอย่างไร้มนุษยธรรมที่มีพฤติการณ์แบบเดียวกัน โดยมุ่งก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างใหญ่หลวง หรือการบาดเจ็บสาหัสต่อร่างกาย หรือต่อสุขภาพทางใจหรือทางกาย” กฎหมายระหว่างประเทศคุ้มครองประชากรที่เป็นพลเรือน “ทุกกลุ่ม” จากการโจมตีเช่นนี้ โดยไม่คำนึงว่าประชากรที่ตกเป็นเหยื่อนั้น จะมีส่วนเชื่อมโยงกับคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการขัดกันด้วยอาวุธหรือไม่ก็ตาม

ความรับผิดต่อการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ไม่จำกัดอยู่เฉพาะผู้ซึ่งกระทำการดังกล่าวเท่านั้น หากยังครอบคลุมถึงผู้สั่งการ ช่วยเหลือ หรือมีส่วนร่วมในทางใดทางหนึ่งต่อการกระทำผิดนั้น ตามหลักความรับผิดชอบของการบังคับบัญชา ผู้นำรัฐบาลหรือผู้นำกลุ่มติดอาวุธก็อาจต้องรับผิดทางอาญาต่อการกระทำที่เกิดขึ้นโดยผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา กรณีที่ผู้นำเหล่านั้นรู้ หรือควรรู้ว่าจะมีการก่อความผิดดังกล่าวขึ้น แต่กลับไม่ดำเนินมาตรการที่ชอบด้วยเหตุผลเพื่อหยุดยั้งการกระทำดังกล่าว

ฮิวแมนไรท์วอทช์ยังคงกังวลอย่างยิ่งกับการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และกฎหมายสงคราม ทั้งของฝ่ายกองกำลังของรัฐบาลไทยและกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ การสังหาร การบังคับบุคคลให้สูญหาย และการทรมาน ไม่อาจถือว่าเป็นการตอบโต้ที่ชอบธรรมต่อการโจมตีของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ต่อพลเรือนชาวพุทธไทยและต่อกองกำลังของรัฐบาล สถานการณ์นี้เลวร้ายยิ่งขึ้น เนื่องจากวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดที่หยั่งรากลึก หลังการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐในจังหวัดชายแดนใต้ จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลยังไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่รายใดที่ปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนต่อชาวมุสลิมเชื้อสายมลายู ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบได้เลย

“รัฐบาลไทยต้องตอบโต้กับการโจมตีที่โหดร้ายนี้ด้วยการยึดมั่นตามหลักนิติธรรม ด้วยการยุติการปฏิบัติมิชอบในบรรดากองกำลังของรัฐบาลเอง และแก้ปัญหาความอึดอัดคับข้องใจที่มีมาอย่างยาวนาน ในบรรดาชุมชนมุสลิมเชื้อสายมลายู” อดัมส์กล่าว

“หากรัฐบาลยังคงปกป้องไม่ให้กองกำลังของตนต้องรับผิดทางอาญาต่อไป ก็จะยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟให้กับความรุนแรงของกลุ่มที่สุดโต่ง”

อ่านเพิ่มเติมที่ https://www.hrw.org/th/news/2017/05/10/303506

มารา ปาตานี ร่วมประณาม ผู้ก่อเหตุต้องถูกดำเนินคดี

ในเฟซบุ๊ก Patani Voice N Opinion อาบูฮาเฟส อัล-ฮากิม ในนามมาราปาตานี ได้โพสต์เป็นภาษาอังกฤษว่า "เราไม่อาจจะยกโทษให้แก่การละเมิดความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะได้ ...

เราขอประณามการกระทำใดๆ ก็ตามด้วยความขลาดอันมีผลโดยตรงต่อการบาดเจ็บล้มตายของพลเรือนและมีผลต่อผู้ที่ไม่ได้เป็นนักรบโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้หญิงและเด็ก ผู้ก่อเหตุจะต้องถูกนำตัวมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม เราขอแสดงรู้สึกเห็นใจและแสดงความเสียใจอย่างลึกซึ้งต่อผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ประชาชนชาวปาตานี ทุกชาติพันธุ์และทุกศาสนา" จาก อาบูฮาเฟส อัล-ฮากิม ในนามมาราปาตานี

สภาประชาสังคมชายแดนใต้เรียกร้องสันติภาพ หาทางออกที่เห็นพ้องกัน

สภาประชาสังคมชายแดนใต้ซึ่งเป็นองค์กรพื้นที่กลางของกลุ่มประชาสังคมในพื้นที่ความขัดแย้งแห่งนี้ขอแสดงจุดยืนต่อกรณีดังนี้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ละเมิดกฎหมายของบ้านเมืองเท่านั้น หากแต่ยังละเมิดหลักการของกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอีกด้วย ปฏิบัติการทางการทหารที่มุ่งกระทำต่อพลเรือนดังกล่าวนี้ ต่อให้มีจุดมุ่งหมายที่ดีงามมากน้อยเพียงใด แต่ก็ยังขัดแย้งอย่างสำคัญกับหลักการในทุกศาสนาอีกด้วย  

โดยขอเรียกร้องให้ฝ่ายต่างๆ ที่พยายามผลักดันกระบวนการสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่ในทุกระดับมีความมุ่งมั่นและ ยืนหยัดต่อสิ่งที่กำลังทำอยู่ เพื่อให้สามารถบรรลุถึงทางออกที่เห็นพ้องต้องกันได้ในอนาคต สภาประชาสังคมชายแดนใต้จะขอสนับสนุนและเคียงข้างการดำเนินการดังกล่าวของทุกฝ่ายอย่างจริงจัง หนักแน่น และมั่นคง

จากเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความไร้ซึ่งอำนาจต่อรองของผู้กระทำการ ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นที่ต้องเปิดและขยาย “พื้นที่การเมือง” ให้เสียงที่แตกต่างสามารถปรากฏตัวขึ้นมาเพื่อสนทนาถึงความคับข้องใจและความคาดหวังร่วมกัน ตลอดจนสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้มีการใคร่ครวญถึงวิธีการใช้ความรุนแรงอย่างมีเหตุผล รอบด้าน และรัดกุม สภาประชาสังคมชายแดนใต้ขอเน้นย้ำให้ฝ่ายต่างๆ เห็นความสำคัญของ “พื้นที่การเมือง” ซึ่งไม่เพียงแต่เอื้อให้มีความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น หากแต่ยังต้องเป็นพื้นที่ซึ่งเปิดกว้างต่อเสียงของประชาชนพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงอีกด้วย

อ่านเพิ่มเติมที่  http://www.deepsouthwatch.org/node/10711

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุเป็นการจงใจสร้างความสะเทือนขวัญ

แอมเนสตี้ชี้ระเบิดปัตตานีเป็นเหตุสะเทือนขวัญ วอนรัฐเร่งสอบสวนตามมาตรฐานสากล โดยแชมพา พาเทล ผู้อำนวยการแอมเนสตี้สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกระบุเหตุระเบิดในศูนย์การค้าที่ปัตตานีเป็นเหตุสะเทือนขวัญ เรียกร้องทางการไทยสืบสวนอย่างเร่งด่วนและได้มาตรฐานสากลเพื่อนำตัวผู้ก่อเหตุเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม “การโจมตีที่ศูนย์การค้าในปัตตานีนับเป็นการกระทำที่จงใจสร้างความสะเทือนขวัญต่อพลเรือน และยังแสดงให้เห็นว่าผู้ก่อเหตุไม่คำนึงถึงชีวิตของผู้คนแต่อย่างใด”

อ่านเพิ่มเติมที่ http://www.deepsouthwatch.org/node/10705  

สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทยขอให้ละเว้นพื้นที่สาธารณะ

แถลงการณ์  เรื่อง กรณีเหตุการระเบิดหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีปัตตานี สืบเนื่องเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทางสมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย (สนมท.) ในฐานะองค์กรนำของนิสิตนักศึกษามุสลิมในประเทศไทย ขอแสดงความเสียใจต่อผู้บาดเจ็บพร้อมทั้งขอเรียกร้องให้บรรดานิสิตนักศึกษาและทุกภาคส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสันติภาพ โดยขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือนในพื้นที่ความขัดแย้งจังหวัดชายแดนใต้ ขอเรียกร้องให้คู่ขัดแย้งนั้นละเว้นการกระทำความรุนแรงทั้งเด็กผู้หญิงและพลเรือนที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียจากปัญหาความขัดแย้ง และขอเรียกร้องให้คู่คัดแย้งคำนึงถึงความปลอดภัยของเป้าหมายอ่อนแอ สถานที่สาธารณะ ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน โรงพยาบาล สถานประกอบทางศาสนกิจ

อ่านเพิ่มเติมที่ สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย (MUSTFETH)

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมชี้ผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับการคุ้มจากทุกฝ่าย

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมแถลงการณ์ประณามระเบิดที่ห้างสรรพสินค้าที่ปัตตานี ระบุอาจเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และระบุว่าในกรอบกฎหมายในประเทศรัฐมีหน้าที่ต้องนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีและรับโทษตามกฎหมายและหลักการด้านสิทธิมนุษยชน  ปัญหาทั้งสองประการต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วนเนื่องจากพลเรือนผู้บริสุทธิ์ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธต้องได้รับการคุ้มครองจากการใช้อาวุธไม่ว่าจากฝ่ายใด เรียกร้องกลุ่มติดอาวุธไม่ว่าฝ่ายใดต้องหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธประหัตประหารและก่อเหตุรุนแรงที่อาจส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ตลอดจนทรัพย์สินของประชาชนและสาธารณะ รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อต้องนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามหลักกฎหมายและหลักการด้านสิทธิมนุษยชน  รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อต้องช่วยเหลือต่อผู้เสียหายทั้งทรัพย์สินและผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งการฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดอย่างเต็มที่ ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว

รัฐต้องประสานงานภาคประชาสังคมในการปกป้องคุ้มครองพลเรือน ผู้บริสุทธิ์โดยเฉพาะเด็กและสตรี ให้ได้รับการคุ้มครองจากการใช้อาวุธไม่ว่าจากฝ่ายใด และทุกฝ่ายต้องมีความอดทนอดกลั้นที่ผู้บริสุทธิ์ และหาทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยแนวทางสันติวิธี

อ่านเพิ่มเติมที่ http://www.deepsouthwatch.org/node/10703

กลุ่มด้วยใจระบุเด็กต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองตามอนุสัญญา

กลุ่มด้วยใจมีแถลงการณ์ สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองของเด็กในจังหวัดชายแดนใต้  ระบุว่าอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เด็กทุกคนจะต้องได้รับการปกป้องคุ้มครอง และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 มาตรา 3 ในกรณีที่ความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธไม่ใช่ความขัดแย้งระดับนานาชาติ หากแต่เกิดขึ้นภายในอาณาเขตของรัฐภาคี อย่างน้อยที่สุด ทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมในความขัดแย้งมีพันธะผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่ว่า บุคคลใดที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในความขัดแย้ง รวมถึงสมาชิกของกองกำลังที่วางอาวุธ และสมาชิกของกองกำลังที่เจ็บป่วย, บาดเจ็บ, ถูกคุมขัง หรือเหตุอื่นๆ ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรม โดยไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ สีผิว ศาสนาหรือความเชื่อ เพศ กำเนิดหรือความมั่งมี หรือเกณฑ์อื่นที่ใกล้เคียงกัน และการใช้ความรุนแรงต่อชีวิตและบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฆาตกรรมทุกชนิด การทำให้พิการ การปฏิบัติที่โหดร้าย และการทรมาน

แถลงการณ์กลุ่มด้วยใจยังระบุด้วยว่าเรียกร้องเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและกระบวนการยุติธรรมดำเนินการนำคนผิดมาลงโทษและแสวงหาแนวทางในการแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้อย่างจริงจังเพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อเด็กและประชาชนผู้บริสุทธิ์ในระยะยาว

อ่านเพิ่มเติมที่ http://www.deepsouthwatch.org/node/10699 

กลุ่มลูกเหรียงออกแถลงการณ์ฉบับที่ 11

กลุ่มลูกเหรียงของแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอให้รีบเร่งดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมเพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ และขอให้ทุกฝ่ายกระตือรือร้น รีบเร่ง จริงจังในการแก้ไขปัญหาสร้างกลไก มาตรการปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างเป็นรูปธรรม อย่ามองเด็กเป็นกลุ่มเป้าหมาย แต่จงตระหนักต่อหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็กที่เป็นอนาคตของชาติอย่างแท้จริง

อ่านเพิ่มเติมที่ http://www.deepsouthwatch.org/node/10707

ยูนิเซฟระบุ รับไม่ได้วางระเบิดทั้งๆ ที่รู้ว่ามีเด็กอยู่

องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือยูนิเซฟ แถลงประณามเหตุระเบิด 2 ระลอกบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี อ.เมือง จ.ปัตตานี ที่มีผู้บาดเจ็บหลายราย ถือเป็นเหตุร้ายที่เกิดขึ้นในช่วงที่ทางการไทยกำลังพยายามเจรจาสันติภาพกับ "กลุ่มผู้เห็นต่าง"

องค์การยูนิเซฟ เผยแพร่แถลงการณ์ของนายโธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ว่า "จากรายงานข่าวเกี่ยวกับเหตุระเบิด ณ ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดปัตตานีเมื่อบ่ายวันนี้ ซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน โดยในจำนวนนั้นมีเด็กรวมอยู่ด้วย ยูนิเซฟขอประณามเหตุระเบิดครั้งนี้ ซึ่งเป็นการก่อเหตุในสถานที่ที่ทราบกันดีว่ามีเด็กและประชาชนอยู่พลุกพล่าน ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง เพราะไม่ควรมีเด็กคนใดต้องตกอยู่ในความเสี่ยงอันตรายเช่นนี้"

อ่านเพิ่มเติมที่ http://www.deepsouthwatch.org/node/10697

ถ้า BRN ทำก็ควรออกมายอมรับ

อาบูฮาฟิส อัลฮากีม สมาชิกกลุ่มมาราปาตานี ได้โพสต์ลงเพจ Patani Voice N Opinion เป็นภาษาอังกฤษ สรุปได้ว่า ในเมื่อ BRN เคยออกมายอมรับกรณีการโจมตีฐานที่กรงปินัง จ.ยะลามาแล้ว ถ้าเหตุการณ์ครั้งนี้ BRN เป็นคนทำก็ควรออกมาแสดงความรับผิดชอบด้วย แต่ใครก็ตามที่ทำให้พลเรือนบาดเจ็บจำนวนมากในพื้นที่สาธารณะ เป็นสิ่งที่รับไม่ได้

ประธาน PULO ระบุไม่มีความเป็นมืออาชีพ

นายกัสตูรี มาฮ์โกตา ประธานกลุ่ม PULO MKP ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว Kasturi Mahkota ด้วยภาษามลายูว่า ตนและครอบครัวของแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ท่เกิดขึ้นที่ห้าง Big C ปัตตานีแต่ไม่อยากชี้นิ้วไปที่กลุ่มใดว่าเป็นผู้ก่อเหตุ ทั้งนี้กัสตูรีได้กล่าวขอให้ยุติการโจมตีฝ่ายใดหรือกลุ่มที่ไม่ใช่มลายูเพราะคนมลายูไม่มีใบอนุญาตให้โจมตีฝ่ายอื่น

นายกัสตูรีกล่าวด้วยว่าขอให้ปฏิบัติการในการต่อสู้ด้วยความเป็นมืออาชีพด้วยการพุ่งเป้าไปที่เจ้าอาณานิคม และกล่าวด้วยว่าควรตระหนักว่าการต่อสู้ของเรามาจากประชาชนนายกัสตูรีกล่าวด้วยว่าขอให้ปฏิบัติการในการต่อสู้ด้วยความเป็นมืออาชีพด้วยการพุ่งเป้าไปที่เจ้าอาณานิคม และกล่าวด้วยว่าควรตระหนักว่าการต่อสู้ของเรามาจากประชาชนและเพื่อประชาชน และการต่อสู้จะไม่ประสบความสำเร็จหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนหรือปฏิบัตินอกแนวทางที่ประชาชนต้องการ พร้องทั้งได้กล่าวถึงรัฐบาลไทยว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องคืนสิทธิความเป็นเจ้าของให้กับชาวปาตานี