ผบ.ทบ.กำชับตรวจเข้มชายแดน ชาวโก-ลกประท้วงนายกฯสั่งปิด6ช่องทางผ่อนปรน กระทบวิถีชีวิต

ผบ.ทบ.ลงพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย กำชับป้องกันภัยความมั่นคงและภัยแทรกซ้อน ชาวโก-ลก 6 ชุมชนประท้วงนายกฯสั่งปิดช่องทางข้ามแดนข้ามผ่อนปรน 6 แห่ง กระทบวิถีชีวิต

วันที่ 4 มิถุนายน 2560 พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสารท ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) พร้อมคณะเดินทางไปยังกองร้อยที่ 2 ป้องกันชายแดน บ้านศรีพงัน ต.เกาะสะท้อน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส โดยมี พล.ท.ปิยะวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 นายสิทธิชัย ศักดา ผู้ว่าราชการ จ.นราธิวาส พล.ต.วิชาญ สุขสม ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ผู้บัญชาการบก ได้ฟังบรรยายสรุปการปฏิบัติงานป้องกันชายแดนไทย-มาเลเซีย เพื่อความมั่นคงจากพ.อ.สุรเดช สุกนุ้ย หัวหน้าฝ่ายยุทธการ หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส

โดยแนวชายแดนไทย-มาเลเซียด้าน จ.นราธิวาส มีระยะทาง 151 กิโลเมตร แบ่งเป็นพื้นที่ทางบกและป่าเขาพื้นที่ อ.จะแนะ อ.สุคิริน 56 กิโลเมตร และพื้นที่ตามแนวลำน้ำ คือ อ.แว้ง ตากใบ สุไหงโกลก 95 กิโลเมตร มีช่องทางผ่านแดนที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียง 3 ช่องทางเท่านั้น คือ ช่องทางด่านศุลกากร บูเก๊ะตา อ.แว้ง ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก และด่านตรวจคนเข้าเมืองอ.ตากใบ นอกนั้นเป็นช่องทางผ่อนปรนและช่องทางเถื่อน ซึ่งพบปัญหาการลักลอบข้ามแดนข้ามแดน การเคลื่อนไหวกลุ่มผู้ก่อการร้ายหรือกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ปัญหาบุคคล 2 สัญชาติ ยาเสพติด ของหนี้ภาษี และการขนย้ายวัตถุระเบิด เข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

จากนั้น ผบ.ทบ.ได้พบปะกำลังพลซึ่งเป็นชดปฏิบัติการณ์หน่วยทรหด จากกองร้อยฝึกรบพิเศษ หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 18 ชุดปฏิบัติการป้องกันชายแดนไทย-มาเลเซีย เพื่อมอบเครื่องอุปโภค บริโภคและมอบเงินบำรุงขวัญกำลังพล พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ให้ทำงานอย่างเข้มแข็ง โดยระบุว่า พื้นที่ชายแดนซึ่งมีภัยแทรกซ้อนและภัยต่อความมั่นคง ที่ผ่านมาพบการเคลื่อนไหวของคนร้ายหลายครั้งในการก่อเหตุวางระเบิดโดยเฉพาะพื้นที่ จ.นราธิวาส มีบุคคลในพื้นที่บางกลุ่มให้การช่วยเหลือกลุ่มผู้ก่อเหตุความรุนแรง และอำนวยการเส้นทางชายแดนหลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ผบ.ทบ.ได้กำชับไปยังแม่ทัพภาคที่ 4 และผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสให้เข้มข้นในการจัดหน่วยหาข่าว การเคลื่อนไหวฝ่ายตรงข้าม และต้องปฏิบัติกำจัดเสรีและลดศักยภาพกลุ่มก่อความไม่สงบ ไม่ให้ก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่ได้ ในส่วนผู้ให้การสนับสนุนผู้ก่อเหตุหรือภัยแทรกซ้อน ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบบุคลคลที่เกี่ยวข้อง หากพบมีหลักฐานส่วนเกี่ยวข้องให้ดำเนินตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพราะคนเหล่านี้เป็นภัยต่อความมั่นคง

ชาวโก-ลก 6 ชุมชนประท้วงนายกฯสั่งปิดช่องทางข้ามแดนกระทบวิถีชีวิต

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้น เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2560 ชาวบ้านในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส 6 ชุมชนรวมตัวประท้วงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังมีคำสั่งปิดช่องทางข้ามผ่อนปรน 6 แห่ง เหลือเพียง 1 แห่งเนื่องมาจากปัญหาความมั่นคงจนกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ ประกอบด้วย ชุมชนท่าโรงเลื่อย ชุมชนท่าชมพู่ ชุมชนท่าบือเร็ง ชุมชนท่ากอไผ่ ชุมชนท่าเจ๊ะกาเซ็ง และชุมชนหัวสะพานกว่า 300 คน ภายใต้การนำของนายไพรัตน์ บินมามะ รองประธานชมรมท่าข้ามสุไหงโก-ลก โดยไปรวมตัวกันที่ท่าเรือชมพู่ เขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก

โดยแสดงความไม่พอใจที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ชุดเฉพาะกิจนราธิวาส 30 ปิดช่องทางข้ามผ่อนปรน 6 แห่ง เหลือเพียง 1 แห่ง คือช่องทางข้ามผ่อนปรนท่าประปาซึ่งกระทบกับประชาชนที่ไม่สามารถข้ามไปมากับเมืองรันตูปันหยัง รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซียได้ จำนวน 1,300 ครัวเรือน รวม 5,200 คน

ทั้งนี้ นายไพรัตน์ บินมามะ รองประธานชมรมท่าข้ามสุไหงโก-ลก และนายสมโภช เจนพาณิชพงศ์ เลขาธิการหอการค้าจังหวัดนราธิวาส ได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ส่งผ่านนางสุชาดา พันธ์นรา นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก เพื่อส่งต่อไปยังนายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขานุการผู้แทนพิเศษของรัฐบาล เพื่อส่งมอบให้นายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาทบทวนเปิดท่าข้ามผ่อนปรนทั้ง 6 ท่าเช่นเดิม

โดยใจความในจดหมายระบุว่า การปิดช่องทางข้ามผ่อนปรน ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมนุม ทำให้ชาวบ้านหมดอาชีพ ไม่มีรายได้นำมาเลี้ยงครอบครัว โดยเฉพาะคนหาเช้ากินค่ำคือ อาชีพรับจ้างแบกหามสินค้าข้ามระหว่างพรมแดน อาชีพขับเรือยนต์รับจ้าง อาชีพขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง โดยเฉพาะเด็กนักเรียนร้อยละ 60-70 ต้องข้ามแดนไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนฝั่งประเทศมาเลเซียแบบไปเช้าเย็นกลับ

สำหรับเนื้อหาจดหมายมีดังนี้

เรียน นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) (คลิกที่มา)

ตามที่ได้รับแจ้งจากหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ว่า ได้รับการสั่งการโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ทำการปิดจุดผ่อนปรนริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก จำนวน 6 ท่า ด้วยเหตุผลเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มไอเอส และกลุ่มผู้ความไม่สงบ ลักลอบเข้าออกเพื่อก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงอยากทราบข้อเท็จจริงจากท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านได้สั่งการในเรื่องนี้จริงหรือไม่ แล้วเหตุใดจึงแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งทำให้ประชาชนริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก และระบบเศรษฐกิจในอำเภอสุไหงโก-ลก ต้องล้มลงทั้งหมด

กลุ่มประชาชนริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ขอเรียนท่านว่า หากมีการปิดจุดผ่อนปรนริมฝั่งแม่น้ำโก-ลกจริง พื้นที่ตลอดแนวริมฝั่งแม่น้ำโก-ลกที่มีประชาชนอาศัยอยู่จำนวน 4 ชุมชน มากกว่า 1 พันครัวเรือน กลุ่มมอเตอร์ไซด์รับจ้างอีกกว่า 300 คน รวมทั้งผู้ประกอบการทั้งสถานบริการ ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และระบบเศรษฐกิจในพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลกทั้งหมดจะได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง และอาจทำให้อำเภอสุไหงโก-ลก ที่ท่านประกาศนโยบายไว้อย่างสวยหรู ว่าเป็นอำเภอต้นแบบการค้าชายแดนระหว่างประเทศ สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ต้องล้มทั้งเมือง ประชาชนจะไร้อาชีพ ประสบภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง และท้ายที่สุดประชาชนอาจจะโยกย้ายทิ้งถิ่นฐานออกจากพื้นที่เพราะทนกับการเป็นเมืองร้างของอำเภอสุไหงโก-ลกไม่ไหว

อีกทั้งการแก้ปัญหาโดยการปิดจุดผ่อนปรนริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก โดยคงเหลือการเปิดจุดผ่อนปรนริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก ที่ท่าประปาจุดเดียว ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหา ตามสภาพสังคมและวิถีชีวิตของประชาชน ซึ่งรวมทั้งการแก้ปัญหาด้านความมั่นคง ด้วยเหตุผลดังนี้

1.การเปิดจุดผ่อนปรนเพียงจุดเดียว ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าภาครัฐไม่จริงใจในการแก้ปัญหาในพื้นที่ เพราะเป็นผู้ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เปิดจุดเดียวทำให้ผู้ได้รับประโยชน์มีเพียงกลุ่มเล็กกลุ่มเดียว แต่สร้างความเดือดร้อนอย่างใหญ่หลวงให้กับประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก เพราะท่าเรือริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก บริหารจัดการโดยประชาชน แยกท่ากันชัดเจน หากท่านทำเช่นนี้ ประชาชนที่เหลือจะอยู่อย่างไร จะเอารายได้จากที่ไหนมาเลี้ยงครอบครัว และภาระค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกมากมายใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างที่ประจำตามท่าต่างๆ จะไปประกอบอาชีพอะไร เพราะเขาทำอาชีพนี้มามากกว่าครึ่งชีวิต จะให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง มากกว่า 300 คนไปกระจุกตัวอยู่ที่ท่าประปาเพียงจุดเดียว จากเดิมแต่ละคนมีรายได้ 200 บาทต่อวัน ซึ่งแม้เป็นเศษเงินเพียงเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับเจ้าหน้าที่รัฐที่นั่งตากแอร์กินอาหารหรูๆอยู่ที่กรุงเทพฯ เพราะ 200 บาทของพวกเขา หมายถึงเงินที่ต้องกินต้องใช้กันทั้งครอบครัว ไปอยู่แออัดอย่างนั้นพวกเขาจะมีเงินรายได้จากการทำงานกันครบทุกคนหรือไม่ แล้วจะได้คนละเท่าไหร่

2.กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากการปิดจุดผ่อนปรนฯ นอกเหนือจากผู้อยู่อาศัย ผู้ให้บริการเรือข้ามฝาก และกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแล้ว ยังรวมถึง ผู้ประกอบการและประชาชนทั้งระบบในเมืองสุไหงโก-ลก เพราะมากกว่าร้อยละ 80 รายได้ที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของอำเภอสุไหงโก-ลก มาจากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ที่นิยมเดินทางผ่านจุดผ่อนปรนมาท่องเที่ยวและจับจ่ายซื้อสินค้าในอำเภอสุไหงโก-ลก และจะเดินทางกลับในเวลากลางคืน เนื่องจากมีความสะดวกมากกว่าการไปรอคิวเพื่อผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองที่ต้องเสียเวลาในการรอนาน อีกทั้งมีเวลาเปิดปิดที่จำกัด ทันทีที่ท่านประกาศปิดจุดผ่อนปรนริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก แม้จะเหลือให้ใช้บริการอีกหนึ่งจุด แต่ก็ไม่ได้หมายถึงจะแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุบนความเดือดร้อนของประชาชนที่ประกอบอาชีพหาเช้ากินค่ำในพื้นที่

3.หากมองในด้านความมั่นคง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กลุ่มผู้ให้บริการเรือข้ามฟาก และกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ได้รับหน้าที่เป็นตาสับปะรดในการช่วยงานเจ้าหน้าที่ตรวจตรา สอดส่องและสังเกตบุคคลต้องสงสัย ที่อาจลักลอบเข้ามาในพื้นที่ และแม้จะไม่ได้รับภารกิจใดๆทุกคนก็เห็นว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกันอยู่แล้วที่จะต้องทำให้พื้นที่ตามแนวชายแดนและอำเภอสุไหงโก-ลกปลอดภัย เพราะหากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้น ทุกคนก็จะได้รับผลกระทบ เนื่องจากกลุ่มนักท่องเที่ยวจะหายไปทั้งหมด อยากสอบถามท่านนายกรัฐมนตรีว่าหากใช้มาตรการนี้ท่านจะมั่นใจได้อย่างไรว่า เมื่อปิดจุดผ่อนปรนในพื้นที่ตลอดแนวริมฝั่งแม่น้ำโก-ลกแล้ว กลุ่มไอเอส หรือ กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบจะไม่ใช้ช่องว่างนี้ในการลักลอบเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นหลังจากนั้นใครจะเป็นผู้ออกหน้ามารับผิดชอบ เพราะปัจจุบันเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงก็มีอย่างจำกัดทำให้ไม่สามารถดูแลตลอดแนวริมฝั่งแม่น้ำโก-ลกได้ทั้งหมด นอกจากนี้การก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมาทุกเส้นทางมีความเสี่ยงหมด หากกังวลกันขนาดนี้เห็นสมควรให้ปิดเมืองและเส้นทางการเข้าออกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมด

ทั้งนี้อยากวิงวอนให้ท่านได้โปรดพิจารณาทบทวน ข้อสั่งการดังกล่าว เพื่อให้ลมหายใจของประชาชนในอำเภอสุไหงโก-ลกยังอยู่ต่อไปได้ เพราะเส้นเลือดใหญ่ของคนที่นี่ คือริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก หากถูกตัดขาดไปพวกเราที่เป็นประชาชนในพื้นที่ ซึ่งอยู่ในการปกครองของท่านจะอยู่อย่างไร การแก้ปัญหาด้านความมั่นคงที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ การดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการแก้ปัญหาและปกป้องพื้นที่ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเราให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ได้โปรดอย่าผลักพวกเราไปสนับสนุนฝ่ายตรงข้าม เพียงเพราะการมุ่งแก้ปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ปลายเหตุอย่างไม่ถูกทาง โดยยังไม่ทราบว่าจะเห็นผลในเชิงประจักษ์หรือไม่ว่าจะไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นอีกหลังจากนี้ แต่สิ่งที่เห็นชัดเจนที่สุดจากคำสั่งของท่าน ได้ทำร้ายคนในพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลกได้อย่างเจ็บปวดที่สุด และพวกเรามองว่าเป็นความใจดำของเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำกับประชาชนในพื้นที่

ด้วยความเคารพอย่างสูง

กลุ่มประชาชนริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก

เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก