บทเรียนจาก CSO เยอรมันฐานสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตย

เวทีสัมมนาเรียนรู้องค์กรภาคประชาสังคมเยอรมัน เผยประชาชนเยอรมัน 1 ใน 3 เป็นสมาชิก CSO และมีบทบาทที่สำคัญในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในประเทศตั้งแต่ระดับชุมชนหมู่บ้าน บางองค์กรมีอายุถึง 1,000 – 1,200 ปี บางองค์กรมีโรงพยาบาลอายุ 800 ปี สมาชิกขององค์กรได้รับการคุ้มครองและยกเว้นภาษีจากรัฐบาลซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรภาคประชาสังคมเยอรมันมีความเข้มแข็ง

สถาบันส่งเสริมประชาธิปไตย (National Democratic Institute : NDI) ประจำประเทศไทย ร่วมกับ The Friedrich Naumann Foundation for Freedom (FNF) จัดเสวนา เรื่องบทบาทภาคส่วนต่างๆ ในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย ประเทศไทยจะเรียนรู้จากวิธีปฏิบัติอันเป็นเลิศระดับสากลอย่างไร โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานของรัฐ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนราธิวาส  องค์กรภาคประชาสังคมและนักการในพื้นที่จังหวัดภาคใต้เข้าร่วมประมาณ 40 คน เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา โรงแรมอิมพีเรียล อ.เมือง จ.นราธิวาส

เยอรมันเต็มไปด้วย CSO

Mr.Siefried Herzog ผู้อำนวยการภูมิภาค FNF ได้นำเสนอเนื้อหาความเป็นมาและพัฒนาการขององค์กรภาคประชาสังคม (CSO) ของประเทศเยอรมันว่าองค์กรภาคประชาสังคมมีบทบาทที่สำคัญในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในประเทศเยอรมัน  องค์กรภาคประชาสังคม คือ เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร  ไม่ใช่องค์กรของรัฐ และไม่ใช่พรรคการเมือง  สมาชิกองค์กรภาคประชาสังคมเป็นการร่วมตัวของอาสาสมัครที่มีความต้องการหรือมีความรสนิยมร่วมกัน เช่น องค์กรศาสนา หรือ องค์กรการกีฬา เป็นต้น

ในประเทศเยอรมันองค์กรภาคประชาสังคมบางองค์กรมีความเก่าแก่มาก บางองค์กรมีอายุ 1,000 – 1,200 ปี หรือบางองค์กรมีโรงพยาบาลของตนเองมากว่า 800 ปี ซึ่งในประวัติศาสตร์ของเยอรมันนั้นองค์กรประชาสังคมเป็นการร่วมตัวของพลเมืองต่างๆ ซึ่งองค์กรเหล่านี้มีพัฒนาการมาจากองค์กรทางศาสนาในช่วงแรก ต่อมาพัฒนามาเป็นองค์กรทางทางสังคมมากมายหลายรูปแบบ ทั้งด้านการกีฬา ด้านวัฒนธรรม ด้านการส่งเสริมอาชีพ ด้านการศึกษาและปัจจุบันพัฒนามาเป็นองค์กรทางการเมืองมากขึ้น

ประชาชน 1 ใน 3 เป็นสมาชิกองค์กรประชาสังคม

ในประเทศเยอรมันมีองค์กรมีจำนวนมาก หรือเรียกได้ว่าเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยองค์กรประชาสังคมหรือ Civil Society Organization  ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า 1 ใน 3 ของประชากรเยอรมันจะเป็นสมาชิกขององค์กรต่างๆ เช่น สมาคมฟุตบอล องค์กรที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล องค์กรฝึกอาชีพ องค์กรของชุมชน เป็นต้น องค์กรภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญทางการเมืองในประเทศเยอรมัน เป็นองค์กรที่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายและได้รับการยกเว้นภาษี สิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญทีทำให้องค์กรภาคประชาสังคมเยอรมันเติบโต ผู้นำองค์กรจะต้องมีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขตามกฎหมายและจะต้องเปิดเผยเรื่องเงินและทรัพย์สินต่อสาธารณะเพื่อแสดงความโปร่งใส และที่สำคัญอย่างยิ่งทุกองค์กรต้องปฏิบัติตามกฎหมายองค์กร ซึ่งหากมีการละเมิดกฎหมายก็จะถูกดำเนินการฟ้องร้องและดำเนินคดี  

บทบาทที่สำคัญขององค์กรประชาสังคมคือ จะเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการกำหนดนโยบายของรัฐ เช่น องค์กรทางธุรกิจต่างๆ จะเป็นผู้กำหนดมาตรฐานทางธุรกิจ หรือองค์กรภาคอุตสาหกรรมจะเป็นผู้กำหนดมาตรฐานทางด้านอุตสาหกรรมที่จะถูกประกาศโดยรัฐซึ่งข้อเสนอต่างๆ จะได้รับการยอมรับจากรัฐในการควบคุมมาตรฐานสิ่งเหล่านี้ หรือการอบรมทางอาชีพ ซึ่งองค์กรประชาสังคมจะเป็นผู้ดำเนินการอบรมด้านอาชีพให้กับประชาชนพลเมืองโดยที่ได้การคุ้มครองจากกฎหมายของรัฐ  

ประชาสังคมเป็นผู้กำหนดนโยบายรัฐ

ผู้อำนวยการภูมิภาค FNF ได้กล่าวด้วยว่า องค์กรภาคประชาสังคมในเยอรมันจะร่วมทำงานกับหน่วยงานของรัฐในหลายๆ ด้าน ทำงานร่วมกันในโรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถมศึกษมา โรงพยาบาล หรือสร้างอาคารเอนกประสงค์ร่วมกันกระทั่งสนามบินในประเทศเยอรมันหลายแห่งเป็นสนามบินขององค์กรเอกชน

ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรภาคประชาสังคมกับพรรคการเมืองนั้น ประชาสังคมบางองค์กรจะทำงานเป็นผู้ล๊อบบี้ทางการเมืองในการออกกฎหมายได้ด้วย เช่น องค์กรภาคภารประชาสังคมที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมก็จะทำงานร่วมกันหรือล็อบบี้พรรคกรีน (Green) เพื่อออกกฎหมายที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม  เป็นต้น  บางองค์กรมีความใกล้ชิดกับพรรคการเมืองที่ทำงานกับเกี่ยวกับการกุศลและที่เกี่ยวกับแรงงาน ซึ่งองค์กรเหล่านี้เป็นพันธมิตรกับพรรคประชาธิปไตยเยอรมัน (Democracy Party) นอกจากนี้พรรคการเมืองจะสรรหาหรือคัดเลือกบุคคลที่จะเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคจากผู้นำองค์กรหรือสมาชิกองค์กรภาคประชาสังคมมีความกระฉับกระเฉง (Active) ทั้งในระดับหมู่บ้านจนถึงระดับเมือง ทั้งนี้สมาชิกองค์กรภาคประชาสังคมโดยปกติแล้วจะไม่ผูกพันกับพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งมากเกินไป