ถอดบทเรียน‘ชุมนุมใหญ่ปัตตานีปี 18 และ 50’ “นักศึกษาต้องขับเคลื่อนไปในทางสันติ”

เก็บจากวงเสวนา 10 ปีชุมนุมใหญ่ ปาตานีได้อะไร อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ เผยบทเรียนการชุมชุมของคนมลายูปี 2518 ชี้บทบาทนักศึกษามีความสำคัญมา การชุมนุมประท้วงต้องชัดเจน แนะนักศึกษาต้องขับเคลื่อนไปในแนวทางสันติวิธี พบ 4 อย่างที่ชาวบ้านต้องการ ส่วนการชุมนุมใหญ่ปี 2550 ทำพื้นที่ทางการเมืองเปิด-ก่อเกิดองค์กรภาคประชาสังคม แต่พบคนในยังขาดวัฒนธรรมจิตอาสา การอ่าน การบันทึกและการเขียน

สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS) ร่วมกับ เครือข่ายประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.) จัดงานเสวนา “เหลียวหลังแลหน้า นักศึกษา ประชาชน : 10 ปีชุมนุมใหญ่ ปาตานีได้อะไร" เมื่อวันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมปาตานีเซ็นเตอร์ อ.เมือง จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นการการย้อนรำลึกเหตุการณ์ชุมนุมที่มัสยิดกลางประจำจังหวัดปัตตานีเป็นเวลา 5 วันเมื่อช่วงต้นมิถุนายน ปี 2550 นำโดยเครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชนด้วยเหตุผลในเรื่องการไม่ได้รับความเป็นธรรมและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบกรณีเหตุรุนแรงที่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องรวมกว่า 20 กรณี โดยผู้ชุมนุมครั้งนั้นส่วนใหญ่เป็นนิสิตนักศึกษาและเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้และมีการปิดหน้า

อารีเพ็ญเผยบทเรียนการชุมชุมของคนมลายูปี 2518

ก่อนการเสวนา นายอารีเพ็ญ อุตรสิน อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.นราธิวาส อดีตผู้นำนักศึกษากลุ่มสลาตันและรัฐมนตรีช่วยว่าการ

กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในการปาฐกถาพิเศษ"จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ปาตานีได้อะไร 2518 - 2560" ในฐานะที่เป็นหนึ่งในแกนนำผู้ชุมนุมที่มัสยิดกลางประจำจังหวัดปัตตานีเมื่อปี 2518 เนื่องจากกรณีเหตุการณ์นาวิกโยธินสังหารประชาชนทิ้งลงแม่น้ำบริเวณสะพานกอตอ ซึ่งการชุมนุมเริ่มที่ศาลากลางจังหวัดปัตตานีแต่กลับถูกโยนระเบิดใส่จนมีผู้เสียชีวิต 13 คน ทำให้ต้องย้ายไปชุมนุมที่มัสยิดกลางปัตตานี รวมระยะเวลาชุมนุม 43 วัน การชุมนุมยุติลงหลังจากมีการเจรจากันระหว่างแกนนำกับตัวแทนของรัฐบาลได้ข้อยุติ

นายอารีเพ็ญ ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ขณะนั้นบทบาทของนักศึกษาได้รับการยอมรับจากประชาชนมาก เนื่องจากเป็นช่วงประชาธิปไตยแบ่งบาน (หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516) สำหรับเหตุการณ์ชุมนุมที่มัสยิดกลางปัตตานีเมื่อปี 2518 ตนได้เขียนเล่าเรื่องนี้ไว้ในหนังสือชื่อ “กลุ่มสลาตันกลางกระแส ประชาธิปไตยเบ่งบาน ขบวนการนักศึกษามลายูปาตานี พ.ศ.2515-2520” ถ้าไปอ่านจะพบว่าหลักคิดของนักศึกษาสมัยนั้นกับปัจจุบันแตกต่างกัน เพราะการทำงานของนักศึกษาสมัยนั้นต้องการให้เป็นเรื่องของสากล เช่น ถ้าเรื่องความเป็นธรรมก็ต้องเป็นเรื่องที่คนทุกศาสนายอมรับ ไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มเดียวเรียกร้อง คนกลุ่มอื่นไม่สนใจ

เผยบทบาทนักศึกษามีความสำคัญ

นายอารีเพ็ญ กล่าวว่า การประท้วงเมื่อปี 2518 ไล่มาถึงปี 2550 สามารถถอดบทเรียนได้ว่าไม่มีการประท้วงไหนในประเทศไทยที่นานกว่าการชุมนุมเมื่อปี 2518 ซึ่งยาวนานถึง 43 วัน 43 คืน บทเรียนที่ได้คือ

1.บทบาทของนักศึกษาขณะนั้นเปิดกว้าง มีการเชื่อมกับศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยจึงทำให้มีแนวร่วมเยอะ สื่อมวลชนก็อยู่ข้างนักศึกษาเยอะ เพราะตอนนั้นประชาธิปไตยเบ่งบาน นักศึกษาสามารถคุมม็อบที่มีคนเป็นแสนได้เพราะชาวบ้านเชื่อมั่น

“ตอนยุติการชุมชุมมีข้อเรียกร้อง 7 ข้อ ผมบอกตรงๆว่าการชุมนุมถึง 43 วันมีข้อเรียกร้อง 7 ข้อนั้นยังน้อยไป แต่ผมบอกชาวบ้านว่าจะเอาอย่างนี้ ชาวบ้านก็เอา ถ้าเราบอกไม่เอาชาวบ้านก็ไม่เอา เพราะชาวบ้านฝากความหวังไว้กับนักศึกษาสูงมาก บทบาทของนักศึกษาขณะนั้นเป็นที่ฝังใจของคนทั่วประเทศ”

2.หลักคิดของนักศึกษาคือความยุติธรรม คือต้องการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรม ที่คนจะมีสิทธิในการต่อสู้คดี มีสิทธิที่จะมีทนาย มีสิทธิที่จะไม่ถูกละเมิด

3.แนวทางสันติวิธี เพราะคนเป็นแสนแต่นักศึกษาสามารถคุมได้ก็ถือได้ว่าคนที่นี่ชอบแนวทางสันติวิธี ไม่ชอบการใช้ความรุนแรง

การชุมนุมประท้วงต้องชัดเจน

นายอารีเพ็ญ กล่าวว่า ทั้ง 3 เรื่องนี้ถ้าเทียบกับการชุมนุมของนักศึกษาเมื่อปี 2550 ผู้ประท้วงส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา การประท้วงไม่มีนำหนักพอสมควรเพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มีใจร่วมที่จะมาร่วมกับเรา ซึ่งผมเฝ้าดูอยู่เพราะเคยชุมนุมประท้วงมาก่อน ชาวบ้านออกมาไม่เหมือนกับสมัยที่พวกผมประท้วง เพราะการประท้วงของเราไม่ชัดเจน

“การประท้วงต้องชัดเจน การแสดงออกต้องชัดเจน หน้าตาก็ต้องเปิดให้เห็นชัดเจน จะจับก็จับไปก็ว่ากันตามกฎมายของบ้านเมือง เพราะฉะนั้นมันจึงแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นคนต่างศาสนกิจจึงมีความระแวงสงสัย ว่าเราจะเอาอะไรกันแน่ นี่คือความแตกต่างของขบวนการนักศึกษาสมัยผมกับพวกเรา” นายอารีเพ็ญ กล่าว

นักศึกษาต้องขับเคลื่อนไปในแนวทางสันติวิธี

นายอารีเพ็ญ กล่าวต่อไปว่า ถามว่าตั้งแต่ปี 2518 ถึง 2550 ที่ปาตานีได้อะไร 1.ได้เรียนรู้กระบวนการประชาชน เพราะหลังจากการชุมนุมครั้งนั้น ในปี 2520 ยุติกลุ่มสลาตัน เพราะไม่มีใครขับเคลื่อนต่อ หลังจากนั้นพวกผมก็ทำงานทำการกัน มีอาชีพเป็นข้าราชการ หลังก็มีบวนการนักศึกษากลุ่ม PNYS ขึ้นมา และกลุ่มอื่นๆจากภาคใต้จนกระทั่งปัจจุบันมีกลุ่ม PERMAS ที่มีทักนิสิต นักศึกษา ประชาชนและเยาวชน

นายอารีเพ็ญ กล่าวว่า เพราะฉะนั้นตนจึงของฝากว่า ขอให้เราขับเคลื่อนไปในทาง 1.ขับเคลื่อนไปในแนวทางสันติวิธี 2.เราต้องยึดกรอบของกฎหมายเป็นหลัก

“ถ้ายึดกรอบของกฎหมายก็ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้ ผมยังเชื่อว่าความเป็นธรรมยังมีอยู่ การต่อสู้เคลื่อนไหวของนักศึกษานั้นจำเป็นต้องยึดแนวทางสันติวิธี เพราะเราคือปัญญาชน”

พบ 4 อย่างที่ชาวบ้านต้องการ

นายอารีเพ็ญ กล่าวอีกว่า บทเรียนจากการเคลื่อนไหว คือได้ความคิดของชาวบ้าน ทำให้ทราบว่าชาวบ้านบ้านต้องการอะไร สรุปได้ 4 ข้อใหญ่ๆ คือ 1.ชาวบ้านต้องการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นอันดับแรก 2.ต้องการได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการของกฎหมาย 3.ต้องการดำรงชีวิตอยู่ในกรอบของวิถีชีวิตและคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของตนเอง และ 4.ชาวบ้านต้องการคุณภาพชีวิตที่ดี มีการงานที่ดี มีอาชีพที่มั่นคง

นายอารีเพ็ญ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเคลื่อนไหวะในทางการเมือง ถ้ามีการนำที่ชัดเจนก็สามารถที่จะนำสิ่งดังกล่าวมาได้ ถ้ายึดหลักความถูกต้องของกฎหมาย และการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ต่อไปจะมีการเลือกตั้ง ความมีอิสรเสรีก็จะมีมากขึ้น เราก็ต้องขับเคลื่อนต่อไป แม้สถานการณ์ตอนนี้มีขอบเขตจำกัดก็ตาม แต่เมื่อมีประชาธิปไตยก็จะมีขอบเขตกว้างขึ้น แต่การเคลื่อนไหวก็ต้องอยู่ในกติกาที่ไม่สร้างความเสื่อมเสียต่อบ้านเมือง

วงเสวนา “10 ปีชุมนุมใหญ่ ปาตานีได้อะไร"

ส่วนในเสวนา “เหลียวหลังแลหน้า นักศึกษา ประชาชน : 10 ปีชุมนุมใหญ่ ปาตานีได้อะไร" มีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (LEMPAR) นายซาฮารี เจ๊ะหลง นักจัดรายการ Media Selatan รศ.อับดุลเลาะ อับรู คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ส่วนที่หน้ามัสยิดกลางปัตตานีมีการจัดนิทรรศการภาพถ่ายการชุมนุมและกิจกรรมทางการเมืองของนักศึกษา ประชาชน

เพราะความอัดอั้นตันใจ

นายตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการสำนักปาตานีรายาเพื่อการศึกษาและการพัฒนา (LEMPAR) หนึ่งในแกนนำการชุมนุมที่มัสยิดกลางปัตตานีเมื่อปี 2550 กล่าวโดยสรุปว่า การชุมนุมเกิดจากความอัดอั้นตันใจของนักศึกษาและประชาชน อันเนื่องมาจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษมาเป็นระยะเวลา 3 ปี รวมทั้งจากความรู้สึกสูญเสียจากเหตุรุนแรง จากเหตุการณ์ชุมนุมที่ตากใบ จากการถูกต้องสงสัยและถูกซ้อมทรมาน ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบส่วนหนึ่งก็คือนักศึกษา ความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมที่มีอยู่ขณะนั้นไม่ต่างจากสถานการณ์ในปี 2518

ขณะนั้นกลุ่มนักศึกษาได้รวบรวมกรณีเหตุรุนแรงที่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องรวม 21 กรณีให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ผู้ชุมนุมรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยจึงจำเป็นต้องมีการปิดหน้าไว้ แต่การลงมาเคลื่อนไหวชุมนุมของนักศึกษาครั้งนั้นก็ยังช้าไป ควรจะลงมาตั้งแต่เหตุการณ์ตากใบแล้ว

พื้นที่ทางการเมืองเปิด-ก่อเกิดองค์กรภาคประชาสังคม

นายซาฮารี เจ๊ะหลง นักจัดรายการ Media Selatan อีกหนึ่งแกนนำผู้ชุมนุมครั้งนั้นด้วย กล่าวถึงสิ่งที่ได้จากการชุมนุมเมื่อปี 2550 ว่า 1.สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมคือ การเปิดพื้นที่ทางการเมือง เพราะก่อนการชุมชุมที่มัสยิดกลางปัตตานี มีการชุมนุมประท้วงในพื้นที่ต่างๆมาแล้วมากมาย เช่น เวลามีการปิดล้อมตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ก็จะมีชาวบ้านมาประท้วงซึ่งแสดงถึงความอึกอัดของชาวบ้าน และผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงปละมีการปิดหน้าก็ถูกมองว่าเป็นพวกรับจ้างมาประท้วง ก็ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ประท้วง

2.เกิดองค์กรภาคประชาสังคมมากมายหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอาสาสมัครผู้ช่วยนักกฎหมาย (Paralegal) หรือคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ส่วนนักศึกษาที่ร่วมชุมนุมหลายคนก็รวมตัวกันจัดตั้งองค์กรเคลื่อนไหวทางสังคมตามที่ตัวเองถนัด ไม่สนใจที่จะไปสมัครงานเป็นข้าราชการหรือพนักงานบริษัท เช่น ตนเองได้ตั้งกลุ่มเซาท์เทิร์นพีซมิเดียทำงานด้านการสื่อสาร ซึ่งต่อมาพัฒนาไปเป็นสำนักสื่อวารตานี และได้มาทำงานมิเดียสลาตัน

ส่วนแกนนำคนอื่นๆ เช่น ตูแวดานียาก็ตั้งองค์กรขึ้นมาด้วยตอนนี้ทำเรื่องชุมชนตักวา นายมูฮำหมัดอาลาดี เด็งนิ ไปทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ต่อมาได้ก่อตั้งมูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา นายคอยรุดดีน ดือเระ ทำงานด้านวัฒนธรรมได้ตั้งกลุ่ม BUMI นายอาเต็ป โซะโก ทำงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตอนนี้ตั้งองค์กร Patani Viewer หรือปาตานีนอกมาตุภูมิ นี่คือผลกระทบที่ชัดเจนจากการชุมนุมครั้งนี้

ยังขาดวัฒนธรรมจิตอาสา การอ่าน การบันทึกและการเขียน

“บทเรียนที่ได้คือ สังคมปาตานีต้องมีวัฒนธรรมจิตอาสา วัฒนธรรมการอ่านซึ่งยังขาด ซึ่งผลพวงจากการชุมนุมเมื่อปี 2550 เห็นชัดว่าเรายังขาดการบันทึกและการเขียน ยังขากวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสังสรรค์ ซึ่งต้องมีด้วย” นายซาฮารี กล่าว

ส่วนเนื้อหาในประเด็นอื่นๆ มีการพูดคุยและแลกเปลี่ยนกันอย่างหลากหลาย ทั้งจากวิทยากรและผู้เข้าร่วม เช่น คำถามของนายอารฟาน วัฒนะ ที่ถามว่า เมื่อมีเหตุรุนแรงก็มีการชุมนุมประท้วงวนเวียนไปไม่จบ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องชุมนุมใหญ่เพื่อให้คนในพื้นที่ได้กำหนดอนาคตชะตากรรมของตนเอง เช่น การลงประชามติในเรื่องการสันติภาพ ขณะที่นายทหารยศ พ.อ.คนหนึ่งที่เข้าร่วมด้วยกล่าวว่า ต้องถามว่าจะประชามติเรื่องอะไรและใครจะเป็นคนอนุญาต เป็นต้น

ติดตามชมบันทึกการถ่ายทอดสดการจัดเวทีดังกล่าวได้ที่ https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1571875382845762&id=182849845081663&hc_location=ufi