ประธานาธิบดีดูเตร์เตของฟิลิปปินส์ เร่งออกกฎหมายเพื่อการปกครองตนเอง‘บังซาโมโร’

สำนักข่าว รอยเตอร์ รายงานเรื่องนี้เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ โรดริโก ดูเตร์เต ให้คำมั่นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่าจะเร่งรัดการออกกฎหมายเพื่อการปกครองตนเองในเขตที่มีความไม่แน่นอนสูงสุดในประเทศ ด้วยการยกระดับกระบวนการที่ยืดเยื้อเพื่อยุติการก่อความไม่สงบที่ยาวนานหลายทศวรรษ และหยุดยั้งกองทัพอิสลามที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้น

กฎหมายพื้นฐานบังซาโมโร (BBL) ซึ่งเสนอไปยังดูเตร์เตเมื่อวันจันทร์นั้น เป็นการสิ้นสุดกระบวนการสันติภาพที่ยากลำบากและยาวนานกว่า 20 ปี ระหว่างรัฐบาลของฟิลิปปินส์ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลชาวคริสต์กับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนมุสลิม แนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร (MILF)

กฎหมายนี้มุ่งทำให้เกาะทางตอนใต้ของมินดาเนาซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมกลายเป็นเขตปกครองตนเองซึ่งมีอำนาจบริหาร นิติบัญญัติและการบริหารจัดการการคลังเป็นของตนเอง

“ข้าพเจ้าขอบอกกับท่าน พี่น้องของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะสนับสนุนและเร่งรัดเครื่องมือนี้เมื่อเข้าสู่กระบวนการออกกฎหมาย” ดูเตร์เตกล่าวในพิธีรับร่างกฎหมาย จนได้รับเสียงปรบมืออย่างท่วมท้น

“จะไม่มีการขัดขวางบทบัญญัติที่สอดรับกับรัฐธรรมนูญและความปรารถนาของประชาชนชาวโมโร”

การผ่านกฎหมายนี้จะเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญสำหรับดูเตร์เต ผู้เคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองมินดาเนาเป็นระยะเวลา 22 ปีและได้ให้ความสำคัญกับการทำความตกลงสันติภาพกับกลุ่มผู้แบ่งแยกดินแดนและกบถมาร์กซิสท์สำหรับรัฐบาลที่มีอายุหนึ่งปีของเขา

การเสนอกฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาอันสำคัญยิ่งของฟิลิปปินส์ ในช่วงที่มีการแผ่ขยายความกลัวว่านักรบแนวร่วมกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ได้ฉวยใช้ประโยชน์จากความผิดหวังที่สภาชุดก่อนไม่ประสบความสำเร็จในการผ่านกฎหมายนี้ และใช้ความล้มเหลวนั้นเชิญชวนให้นักต่อสู้เข้ามาร่วมขบวนการมากขึ้นพร้อมขยายประเด็นรุนแรงออกไป

กลุ่มกบฏที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มรัฐอิสลามหรือ IS ได้ยึดครองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเมืองมาราวี บนเกาะมินดาเนา การโจมตีทางอากาศเป็นระยะเวลาเจ็ดสัปดาห์และการสู้รบกับกองกำลังของรัฐบาลที่คร่าชีวิตไปมากกว่า 500 คน และทำให้ประชาชนราว 260,000 รายต้องย้ายถิ่นถือเป็นวิกฤตความมั่นคงครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศในหลายปีที่ผ่านมา

ช่วงเวลาอันตราย

ประธานแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร อัล ฮัจ เอบราฮิม มูราด กล่าวว่า “เราอยู่ในช่วงเวลาที่อันตรายอย่างมาก เรามองการทำลายล้างของกลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่งที่สร้างความเสียหายแก่เมืองมาราวีด้วยความความรังเกียจเป็นที่สุด”

ผู้คนที่หลงผิดเหล่านี้อาศัยช่องว่างที่เกิดขึ้นจากความล้มเหลวของเราในการบังคับใช้กฎหมายพื้นฐานและสร้างความไม่พึงพอใจให้แก่ประชาชนของเรา

กฎหมายที่รายละเอียดยังไม่ปรากฏในขณะนี้เรียกร้องให้มีการจัดตั้งเขตบริหารจัดการตนเองในฟิลิปปินส์ที่เรียกบังซาโมโรที่หมายถึง “ชาติโมโร” อันเป็นการกล่าวถึงชาวมุสลิมทางตอนใต้ที่เจ้าอาณานิคมสเปนเรียกว่า “โมรอส”

กฎหมายนี้ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนของรัฐบาล แนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโรและกลุ่มทางศาสนา กำหนดให้มีสภานิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้ง หัวหน้ารัฐมนตรีและคณะ พร้อมข้อตกลงที่จะแบ่งปันรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อประโยชน์ของรัฐบาลบังซาโมโร

ในการให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวจากรอยเตอร์ครั้งล่าสุดในเมืองโคตาบาโต โมฮาเกอร์ อิคบัล ผู้นำเจรจาสูงสุดของแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโรกล่าวว่าความหวังอยู่ที่รัฐสภาในการผ่านกฎหมายและช่วงการเปลี่ยนผ่านที่จะเริ่มขึ้นในปี 2019 พร้อมการเลือกตั้งในปี 2022 เพื่อการมีที่นั่งในสภา 80 ที่นั่ง

อิคบัล กล่าวว่าเขากลัวว่าการยึดครองมาราวีจะทำให้การผ่านกฎหมายมีความยากลำบากยิ่งขึ้น หากมีการเข้าใจกันว่าแนวร่วมฯ กับกลุ่มหัวรุนแรงเมาเตที่ต่อสู้ในมาราวีมีความเกี่ยวข้องกันเพราะทั้งสองกลุ่มต่างมาจากภูมิภาคเดียวกัน

“จนตอนนี้ เรายังไม่รู้จริงๆ ว่าประชาชนคิดอย่างไร” เขากล่าว

ที่มา http://www.reuters.com/article/us-philippines-politics-idUSKBN1A215I

(คลิกอ่าน ร่างกฎหมายพื้นฐานบังซาโมโร (Bangsamoro Basic Law หรือ BBL)

ด้านสำนักข่าว มินดาเนานิวส์ รายงานคำประกาศของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ โรดริโก ดูเตร์เต หลังได้รับสำเนาร่างกฎหมายพื้นฐานบังซาโมโร (Bangsamoro Basic Law หรือ BBL) เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2650 ด้วยว่า “ในบริบทของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เราจะมีประเทศบังซาโมโร”

ดูเตร์เตมุ่งมั่นที่สนับสนุนและดูแลร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวในสภาเพื่อรับรองการผ่านกฎหมายดังกล่าวที่จะนำไปสู่การจัดตั้งบังซาโมโร เขตปกครองตนเองทางการเมืองแห่งใหม่ที่จะมาแทนเขตปกครองตนเองมุสลิมมินดาเนา (Autonomous Region in Muslim Mindanao หรือ ARMM) ซึ่งมีอายุ 27 ปีแล้ว

การจัดตั้งตั้งบังซาโมโรเป็นไปตามข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ว่าด้วยบังซาโมโร (Comprehensive Agreement on the Bangsamoro หรือ CAB) ซึ่งทั้งรัฐบาลฟิลิปปินส์และแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร หรือ MILF ร่วมลงนามเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2014

ข้อตกลงดังกล่าวฉายภาพสิ่งใหม่ที่จะยังความปรารถนาของชาวบังซาโมโรให้เป็นจริง คือการมีสิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเองภายใต้รัฐบาลที่ประกอบไปด้วยคณะรัฐมนตรี และเพื่อประกันการปกครองตนเองมากกว่าที่เป็นอยู่ในเขตปกครองตนเองมุสลิมมินดาเนา

แต่ในการกล่าวสุนทรพจน์ของดูเตร์เตนั้น ไม่ปรากฏการกล่าวถึงข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ฯ เขาย้ำว่า “จะไม่มีการคัดค้านบทบัญญัติใดที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและความต้องการของประชาชนชาวโมโร” “ผมยืนหยัดเพื่อการนี้ ภายในบริบทของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เราจะมีประเทศบังซาโมโร” ดูเตร์เตกล่าว

เขาระบุว่า หลังการต่อสู้ทางอาวุธและความรุนแรงที่ยาวนานหลายทศวรรษ “เราจะมีเครื่องมือทางกฎหมายที่สอดรับกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะวางรากฐานเพื่อการสถาปนาสันติภาพที่จริงแท้และยั่งยืนในมินดาเนา”

ร่างกฎหมายพื้นฐานบังซาโมโรตามที่ดูเตร์เตอธิบายนั้น จะปลุกชีวิตและจิตวิญญาณให้กับอำนาจตามรัฐธรรมนูญซึ่งให้ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 1987 ในการสถาปนาเขตปกครองตนเองมุสลิมมินดาเนาที่แท้จริง

เขากล่าวว่า ทั้งประเทศจะได้รับประโยชน์จากองค์กรทางการเมืองที่ตั้งขึ้นมาใหม่นี้ ซึ่งเขาหวังว่าจะเป็นไปตาม “หลักธรรมาภิบาล การแบ่งปันความมั่งคั่งและการสร้างรายได้อย่างเท่าเทียม ตลอดจนการคืนความเป็นปกติและมั่นคงให้แก่สิ่งแวดล้อม”

รัฐสภาภายใต้การบริหารงานของอากิโนหมดวาระไปในปี 2016 โดยไม่ได้ผ่านกฎหมายบังซาโมโร สภาทั้งสองต่างเสนอกฎหมายของตนหลังการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ กฎหมายทั้งสองฉบับมีชื่อว่า กฎหมายพื้นฐานเพื่อเขตปกครองตนเองบังซาโมโร (Basic Law for the Bangsamoro Autonomous Region หรือ BLBAR) ซึ่งแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามมินดาเนาและแม้กระทั่งคณะกรรมการสันติภาพของรัฐบาลต่างเห็นว่า ไม่เป็นไปตามข้อตกลงฉบับสมบูรณ์หรือ CAB ในทางตรงข้ามกลับจะทำให้บังซาโมโรมีอำนาจในการจัดการตนเองน้อยกว่าเขตปกครองตนเองมุสลิมมินดาเนาหรือ ARMM

การแก้ไขความอยุติธรรมในประวัติศาสตร์

การเสนอร่างกฎหมายกฎหมายฉบับดังกล่าว เกิดขึ้นหนึ่งสัปดาห์ก่อนการกล่าวสุนทรพจน์ประจำปีต่อรัฐสภาของดูเตร์เต มีการคาดการณ์กันว่าประธานาธิบดีชาวมินดาเนาเชื้อสายโมโร (ยายหรือย่าของเขาเป็นชาวโมโร) จะให้การรับรองกฎหมายพื้นฐานฉบับนี้ ในสภาที่ประธานของสภาทั้งสองเป็นชาวมินดาเนา คือ ประธานวุฒิสภา อากิโน โกโก พีเมนเตล ทรี และประธานสภาผู้แทนราษฎร ปันทาลีออน อัลวาเรซ จูเนียร์ ทั้งสองคนต่างเป็นสักขีพยานในการยื่นร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวในทำเนียบรัฐบาล

ดูเตร์เตกล่าวว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ร่วมกันร่างขึ้นโดยชาวมุสลิม ชาวคริสต์และกลุ่มชาติพันธุ์ลูมัด “จะสร้างเขตปกครองตนเองที่แท้จริงและนำมาซึ่งการเยียวยาและสร้างความปรองดองขึ้นจากความอยุติธรรมในอดีตที่เกิดกับชาวบังซาโมโร”

อัล ฮัจ มูราด อีบราฮิม ประธานแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร ระบุว่า ดูเตร์เตได้ “ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขความอยุติธรรมในประวัติศาสตร์ (ต่อชาวบังซาโมโร) ด้วยการให้ที่มั่นแก่รัฐบาลบังซาโมโร ซึ่งเป็นการยังความปรารถนาอันชอบธรรมของประชาชนให้เป็นจริง ด้วยการประกาศใช้กฎหมายพื้นฐานบังซาโมโร”

“เราเชื่อมั่นในตัวคุณ เราเชื่อว่าคุณจะนำพาการผ่านร่างกฎหมายนี้และเล็งเห็นการจัดตั้งรัฐบาลบังซาโมโร” เขากล่าว

มูราดย้ำว่าการผ่านกฎหมายบีบีแอลนี้ รัฐบาลของดูเตร์เต “จะได้เริ่มก้าวไปสู่แก้ไขความอยุติธรรมในประวัติศาสตร์ที่กระทำต่อประชาชนของเราและวางรากฐานเพื่อการสร้างประเทศที่เป็นธรรมยิ่งขึ้น”

“ด้วยความร่วมมือกัน เราได้ร่วมสร้างประเทศฟิลิปปินส์ใหม่ ประเทศที่ได้วางรากฐานของความจริงและความยุติธรรมที่ไม่อาจสั่นคลอนได้ และส่งต่อประเทศที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวแต่เคารพและสร้างความเข้มแข็งขึ้นจากความหลากหลายนี้ไปสู่อนุชนรุ่นหลัง” เขากล่าวเพิ่มเติม

กลุ่มสุดโต่งที่นิยมความรุนแรง

มูราดเตือนว่า กลุ่มสุดโต่งที่นิยมความรุนแรงกำลังกลายเป็นปัญหา ดังจะเห็นได้จากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมาราวี ซึ่งมีการปะทะระหว่างกองกำลังของรัฐบาลกับกลุ่มสุดโต่งรุนแรง เช่น กลุ่มเมาเต ที่ได้ดำเนินมาจนถึงวันที่ 56 ในวันเดียวกับที่มีการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้

“ผู้คนที่หลงผิดเหล่านี้ฉวยประโยชน์จากความผิดพลาดของเราในการผ่านกฎหมายนี้ และสร้างความผิดหวังให้กับประชาชนของเรา” เขาอธิบาย

คาซาลี จาฟาร์, รองประธานแนวร่วมฯ คนที่หนึ่งและประธานร่วมของคณะกรรมการการเปลี่ยนผ่านบังซาโมโร กล่าวว่าร่างกฎหมายของเขา “เป็นยาระงับที่ดีที่สุดสำหรับพวกหัวรุนแรงสุดโต่งซึ่งสร้างความเสียหายมหันต์” ในประเทศ

เขากล่าวว่าร่างของเขานั้น “มีความโอบเอื้อมากกว่าอันเป็นผลจากองค์ประกอบของคณะกรรมการร่างฯ ที่สะท้อนการผนวกรวมอย่างกว้างขวางที่สุด” และทำให้ “สะท้อนผลประโยชน์ที่หลากหลายของชาวบังซาโมโร และประชาชนกลุ่มชาติพันธ์ที่ไม่ใช่ชาวบังซาโมโร ตลอดจนชุมชนต่างๆ ที่เข้ามาอยู่อาศัย”

“กฎหมายนี้เป็นสูตรใหม่สำหรับสันติภาพที่ยากจะหาได้ในมินดาเนา” จาฟาร์กล่าวเพิ่มเติม

ฝ่ายแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติโมโรหรือ MNLF ภายใต้การนำของยูโซฟ จิกีรีและมุสลิมิน เซมา ได้เข้าร่วมในการร่างกฎหมาย BBL ด้วย โดยเป็นสมาชิก 3 คนจากคณะกรรมการทั้งหมด 21 คน

ส่วนกลุ่ม MNLF ที่อยู่ภายใต้การนำของนูร์ มิซัวรี มีคณะกรรมการเพื่อการสร้างสันติภาพแยกออกมาต่างหาก โดยร่วมร่างกฎหมายกับคณะทำงานจากรัฐบาล โดยร่างฯ ดังกล่าวจะสร้างความเข้มแข็งให้กับเขตปกครองตนเองฯ

กฎหมายนี้ยังจะยกเลิกเขตปกครองตนเองในเขตมุสลิมมินดาเนา เมื่อกฎหมายได้รับการรับรองจากการลงประชามติ

การบรรจบกัน

แผนสันติภาพบังซาโมโรซึ่งสำนักที่ปรึกษาประธานาธิบดีว่าด้วยกระบวนการสันติภาพ (OPAPP) ได้เสนอไปในเดือนกรกฎาคม 2016 และได้รับการรับรองโดยประธานาธิบดี เป็นการบรรจบกันของข้อตกลงเพื่อสันติภาพที่รัฐบาลลงนามร่วมกับกลุ่ม MNLF (ข้อตกลงทริโปลี ปี 1976 และข้อตกลงสันติภาพฉบับสมบูรณ์ ปี 1996 Final) และกับกลุ่ม MILF (ข้อตกลงกรอบกรอบการทำงานว่าด้วยบังซาโมโร ปี 2012 และ ข้อตกลงบังซาโมโรฉบับสมบูรณ์หรือซีเอบี ปี 2014)

จำนวนสมาชิก BTC หรือคณะกรรมการการเปลี่ยนผ่านบังซาโมโรเพิ่มจำนวนขึ้นจาก 15 คนเป็น 21 คน ด้วยหวังว่าจะเพิ่มสัดส่วน MNLF เข้ามาร่วมในการร่างกฎหมาย BBL อย่างไรก็ตาม ฝ่ายมิซัวรีไม่ได้เข้าร่วม

เลขาธิการ จีซัว ดูเรซา ที่ปรึกษาประธานาธิบดีว่าด้วยกระบวนการสันติภาพกล่าวว่าสภาจะพิจารณาควบรวมร่างกฎหมาย BBL ของคณะกรรมการ BTC และร่างกฎหมายของ MNLF ที่นำโดยมิซัวรี

คณะกรรมการสันติภาพของแนวร่วม MNLF ที่นำโดยมิซัวรียังไม่มีการประชุมกันอย่างเป็นทางการ แม้มีการพบปะกันอย่างไม่เป็นทางการมาแล้วอย่างน้อย 5 ครั้ง

ในแถลงการณ์ มูจีพ ฮาตามัน ผู้ว่าราชการเขตปกครองตนเองในมุสลิมมินดาเนาเน้นย้ำการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่ และย้ำถึงความมุ่งมั่งที่จะรับใช้ประชาชนชาวบังซาโมโรจากเขตปกครองตนเองฯ

เขาแสดงความหวังว่าประธานาธิบดี ผู้จะกำหนดวาระในการบัญญัติกฎหมายของรัฐบาลแห่งชาติในการแถลงประจำปีต่อรัฐสภาในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ “จะใช้โอกาสนี้ผลักดันการผ่านร่างกฎหมายที่ให้การยอมรับและแก้ไขความอยุติธรรมในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนชาวโมโร และสร้างความยุติธรรมเพื่อการฟื้นฟูและสันติภาพอันมั่นคงถาวรในภูมิภาค”

เขาหวังว่า ร่างกฎหมายพื้นฐานฯ ฉบับใหม่นี้ “จะรื้อฟื้นความจริงจังตั้งใจ ไม่เฉพาะของคณะกรรมการสันติภาพ แต่รวมถึงความมุ่งมั่นของสมาชิกสภานิติบัญญัติในการมุ่งบรรลุสู่สันติภาพในภูมิภาคนี้”

ฮาตามันกล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้ “เกิดขึ้นในจังหวะที่เราตระหนักถึงความเสียหายที่มาจากความล่าช้าในการสร้างสันติภาพในภูมิภาค ขณะที่เราพยายามก้าวข้าวอุปสรรคเก่าที่เราคุ้นเคยไปพร้อมๆ กับความท้าทายที่แปลกใหม่

“ความล่าช้าในการต่อสู้เพื่อสันติภาพทำให้ความกลัวหยั่งรากลึกในใจประชาชนโดยง่าย ความล่าช้าในการนำมาซึ่งสันติภาพร่วมกันของเราทำให้ความหวาดกลัวเติบโตขึ้นอย่างไม่ยากเย็น” เขากล่าว

ที่มา http://www.mindanews.com/peace-process/2017/07/duterte-there-shall-be-a-bangsamoro-country1/

อ่านบทความและข่าวที่เกี่ยวข้อง

กระบวนการสันติภาพมินดาเนาในสมัยประธานาธิบดีดูเตอร์เต: หลากมุมมองความคืบหน้าและสิ่งท้าทาย

รายงานพิเศษ : การพบกันเป็นการส่วนตัว การพูดคุยสันติภาพ(มินดาเนา)ระหว่างดูเตอร์เตกับมูราด

ประธานกลุ่มปลดปล่อยอิสลามโมโรแสดงความยินดีกับดูเตรเตในโอกาสชนะการเลือกตั้ง

OIC เรียกร้อง2 แนวร่วมปลดปล่อยโมโร ร่วมมือกันเพื่อสันติภาพในมินดาเนา