นักวิชาการมุสลิม 500 คนจาก 40 ประเทศ ระดมสมองใช้การศึกษาอิสลามขับเคลื่อนการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

วิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ.ปัตตานี  จัดการสัมมนาอิสลามศึกษานานาชาติ 4 ประเด็นเรื่อง การศึกษาอิสลาม : พลังแห่งการขับเคลื่อนในการพัฒนาและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข (Islamic Education as a Driving Force For a Peaceful Coexistence and Development) โดยมีผู้เข้าจากทั่วโลก 500 คน จาก 40 ประเทศ พร้องโปรแกรมลงพื้นที่ดูวิถีชีวิตมุสลิมในจังหวัดนราธิวาส 

เมื่อวันนี้ 19 กรกฎาคม 2560 ที่วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี คณะผู้บริหาร ม.อ. ซึ่งประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล อธิการบดี ม.อ.  ศาสตราจารย์ ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ที่ปรึกษาผู้อำนวยการวิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ.ปัตตานี ดร.ยูโซะ ตาเละ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอิสลามศึกษา และรองศาสตราจารย์อิ่มจิต เลิศพงษ์สมบัติ รองอธิการบดี ม.อ.ปัตตานี ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจัดสัมมนาอิสลามศึกษานานาชาติ เรื่อง Islamic Education as a Driving Force For a Peaceful Coexistence and Development  “การศึกษาอิสลาม : พลังแห่งการขับเคลื่อนในการพัฒนาและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นวันที่ 24 - 26 กรกฎาคม 2560 ณ วิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ. โดยมีพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา

รองศาสตราจารย์ ดร. ชูศักดิ์ กล่าวว่า เนื่องจากการสัมมนาอิสลามศึกษานานาชาติ 3 ครั้งที่ผ่านมา โดยครั้งแรก เมื่อปี 2553 นักวิชาการด้านอิสลามศึกษา จาก 16 ประเทศ ได้ร่วมกันกำหนด “ปฏิญญาปัตตานี”  การสัมมนาอิสลามศึกษานานาชาติ ครั้งที่ 2 จัดขึ้นเมื่อปี 2556 ได้ยกระดับการจัดการศึกษาของวิทยาลัยอิสลามศึกษาให้ก้าวหน้าสู่นานาชาติสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาอาเซียน ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนมุสลิมและสร้างสังคมสันติสุขและสมานฉันท์ที่ยังยื่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้

การสัมมนาอิสลามศึกษานานาชาติ ครั้งที่ 3 เมื่อปี 2558 ได้กำหนดให้วิทยาลัยอิสลามศึกษาเป็นสถาบันที่พร้อมในการบริการวิชาการแก่ชุมชนทั้งระดับนักเรียน นักศึกษา บัณฑิต รวมทั้งคณาจารย์ต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้คนเหล่านั้นสามารถเข้าใจถึงวิถีของอิสลามสายกลาง สามารถที่จะไตร่ตรองสิ่งต่างๆ เพื่อยับยั้งสิ่งที่ไม่ดีจนสามารถสร้างความสงบร่มเย็นแก่ชุมชนได้

จากผลของการสัมมนาอิสลามศึกษานานาชาติทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา วิทยาลัยอิสลามศึกษามหาวิทยาลัย จึงได้เอาแนวคิด หลักการ และวิธีการต่างๆ ต่อยอดจัดโครงการการสัมมนาอิสลามศึกษานานาชาติ ครั้งที่ 4 ในหัวข้อ “การศึกษาอิสลาม : พลังแห่งการขับเคลื่อนในการพัฒนาและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข” (Islamic Education as a Driving Force for a Peaceful Coexistence and Development) ขึ้นเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการ วิจัย และการแลกเปลี่ยนคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา เพื่อเป็นเวทีให้การแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และประสบการณ์ระหว่างนักวิชาการด้านอิสลามศึกษาและผู้นำทางศาสนาอิสลามเพื่อสร้างเครือข่ายทางด้านอิสลามศึกษาในระดับอาเซียนและระดับโลกและเพื่อให้สังคมตระหนักในคุณค่าของอิสลามชี้นำให้ประชาชาติมีความสามัคคี ปรองดอง และสมานฉันท์และสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในสังคมพหุวัฒนธรรม

ศาสตราจารย์ ดร.กนก กล่าวว่า ผลจากการจัดสัมมนาอิสลามศึกษานานาชาติ 3 ครั้งที่ผ่านมา ทำให้มีการก่อตั้งโรงเรียนสาธิตอิสลามศึกษา ม.อ.ปัตตานี ซึ่งมีการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์บูรณาการอิสลาม และให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณธรรมนักเรียนเพื่อการเป็นมุสลิมที่ดี ยึดปฏิบัติตาม ดุลยภาพอิสลาม

นอกจากนี้จัดตั้งศูนย์ทดสอบและพัฒนาภาษาอาหรับเพื่ออิสลามศึกษา ซึ่งเป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนามาตรฐานภาษาอาหรับของนักเรียนอิสลามศึกษาในประเทศไทย, จัดตั้งคณะกรรมการประสานงานอิสลามศึกษา (ISCC) ซึ่งเป็นคณะทำงาน เพื่อกำหนดทิศทางของการสัมมนาอิสลามศึกษานานาชาติ โครงการเครือข่ายอิสลามศึกษานานาชาติ (International Islamic Studies Network – IISN) เพื่อแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากรระหว่างมหาวิทยาลัย อาทิมหาวิทยาลัยในประเทศตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  จอร์แดน บรูไน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นต้น

ศาสตราจารย์ ดร.กนก กล่าวอีกว่า การจัดตั้งศูนย์พัฒนาบุคลากรด้านอิสลา (ATSDC) การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลการจัดการข้อมูลอิสลาม (iCentre) เพื่อเป็นศูนย์ในการจัดระบบ ผ่านกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการอิสลามศึกษา และเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องให้นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไปสามารถการเข้าถึงบริการ จัดตั้งศูนย์วิจัยประยุกต์หลักการสายกลาง (วะสะฎิยะฮ) ในสังคมพหุวัฒนธรรม เพื่อศึกษาวิจัยหลักการสายกลางเพื่อประยุกต์ใช้ในสังคมพหุวัฒนธรรม  เพื่อนำสู่แนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสันติที่ยั่งยืนบนพื้นฐานความเคารพ ให้เกียรติและยอมรับในความหลากหลายทางอัตลักษณ์ โครงการวิสาหกิจเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ (SEED) เป็นกิจการเพื่อสังคมในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนแบบองค์รวมที่มีความมั่นคงและยั่งยืน โดยยึดหลักการทำงานร่วมระหว่างสถาบันการศึกษาระดับ อุดมศึกษากับชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเป็นระบบและรับผิดชอบในฐานะเป็นหุ้นส่วนที่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างแท้จริง

ดร.ยูโซะ กล่าวว่า ถึงความคืบหน้าของการดำเนินการสัมมนา ผู้เข้าร่วมสัมมนาจากทุกทวีปทั่วโลกรวม 40 ประเทศ จำนวน 500 คน มีประเทศที่ตอบรับการเข้าร่วมมาแล้ว 37 ประเทศ ได้แก่ ประเทศแอลจีเรีย บาห์เรน บรูไน อียิปต์ อังกฤษ กินี อินเดีย อินโดนีเซีย อิรักญี่ปุ่น จอร์แดน คูเวต ลาว ไลบีเรีย ลิเบีย จีน  มาซิโดเนีย  มาเลเซีย มัลดีฟส์ โมร็อกโก ไนจีเรีย โอมาน ปากีสถาน  ฟิลิปปินส์ กาตาร์ รัสเซีย ซาอุดิอารเบีย ศรีลังกา ซูดาน ติมอร์-เลสเต ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยูกันดา ยูเครน สหรัฐอเมริกา เยเมน และไทย

ดร.ยูโซะ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้จะมีการนำเสนอผลงานวิจัย บทความวิชาการจากนักวิชาการด้านอิสลามทั่วโลก กว่า 40 บทความ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาอิสลาม : พลังแห่งการขับเคลื่อนในการพัฒนาและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ยังจะมีการประชุมของผู้แทนอธิการบดีมหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาทางด้านอิสลามศึกษาชั้นนำของโลกเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการ วิจัย และการแลกเปลี่ยนคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาอีกด้วย

“กำหนดการที่สำคัญของสัมมนาอิสลามนานาชาติ คือ การพาผู้เข้าร่วมสัมมนาลงพื้นที่เพื่อศึกษาวิถีชีวิตคนมุสลิมในประเทศไทย ซึ่งการสัมมนาครั้งที่ 1 เราพาไปดูงานชุมชนมุสลิมในจังหวัดภูเก็ต ครั้งที่ 2 พาไปดูงานวิถีชีวิตมุสลิมในจังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 3 ไปดูงานวิถีชีวิตมุสลิมในจังหวัดอยุธยา ส่วนการสัมมนาอิสลามศึกษานานาชาติในครั้งนี้ เราจะมีการไปดูงานวิถีชุมชนมุสลิมในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โดยไปดูมัสยิดตะโละมาเนาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส  ศูนย์อัลกุรอานโบราณ โรงเรียนสมานมิตรวิทยา ต.ละหาร อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ต่อด้วยไปเจอคณะกรรมการอิสลามประจังหวัดนราธิวาส และจบด้วยการดูไปงานโครงการวิสาหกิจเพื่อการเศรษฐกิจ บ้านฮูแตปาตู หมู่ที่ 4 ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นโครงการเศรษฐกิจชุมชนแบบองค์ร่วมทีมีความมั่นคงและยั่งยืน” ดร.ยูโซะ กล่าว