เปิดตัวหนังสือ"โพลสันติภาพฯ” เราจะนำเสียงประชาชนสู่โต๊ะพูดคุยเหมือนไอร์แลนด์เหนือได้อย่างไร

เวทีเปิดตัวหนังสือ "โพลสันติภาพ: การศึกษาเปรียบเทียบในไอร์แลนด์เหนือและจังหวัดชายแดนใต้ของไทย" คือนวัตกรรมนำเสียงประชาชนเข้าสู่กระบวนการพูดคุยสันติภาพ นักวิชาการชี้การทำโพลในไอร์แลนด์เหนือกับในพื้นที่ชายแดนใต้แตกต่างกันหลายประเด็น แต่ควรเป็นข้อถกเถียงระดับชาติ ย้ำข้อมูลที่ดีจะนำไปสู่ยุทธศาสตร์และนโยบายที่ดี ยืนยันโพลสันติภาพคือความก้าวหน้าของกระบวนการสันติภาพ แต่นักวิจัยควรฝึกทักษะฟังเสียงของประชาชนให้ได้มากที่สุด

เปิดตัวหนังสือ"โพลสันติภาพ : การศึกษาเปรียบเทียบในไอร์แลนด์เหนือและจังหวัดชายแดนใต้ของไทย"

ศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรสันติภาพ (Peace Resource Collaborative) หรือ PRC ได้เปิดตัวหนังสือ"โพลสันติภาพ: การศึกษาเปรียบเทียบในไอร์แลนด์เหนือและจังหวัดชายแดนใต้ของไทย" พร้อมจัดเสวนาในหัวข้อเดียวกัน ที่คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา

คือนวัตกรรมนำเสียงประชาชนเข้าสู่กระบวนการพูดคุยสันติภาพ

สำหรับหนังสือโพลสันติภาพฯเล่มนี้ นางสาวรุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิจัยอิสระ/นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัย Australian National University ซึ่งเป็นผู้เขียนได้กล่าวในบทนำว่า กรณีไอร์แลนด์เหนือมักถูกยกเป็นตัวอย่างของกระบวนการสันติภาพที่ประสบความ สำเร็จ ซึ่งนวัตกรรมทางการเมืองอย่างหนึ่งที่ใช้ในการนำเสียงประชาชนเข้ามาในกระบวนการพูดคุยระหว่างคู่ขัดแย้งต่างๆในไอร์แลนด์เหนือก็คือโพลสันติภาพ (Peace Poll)

“แม้ว่าประเทศไทยจะเริ่มต้นการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการมาตั้งแต้ปี พ.ศ.2556 แต่ยังไม่ได้มีความก้าวหน้ามากนัก การสร้างกลไกเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงน่าจะมีส่วนสำคัญต่อการผลักดันกระบวนการสันติภาพ” นางสาวรุ่งรวี กล่าว

การศึกษาเปรียบเทียบในไอร์แลนด์เหนือและจังหวัดชายแดนใต้ของไทย

นางสาวรุ่งรวี กล่าวอีกว่า งานชิ้นนี้ศึกษาโพลสันติภาพซึ่งจัดทำในช่วงเวลาเดียวกับที่กระบวนการสันติภาพในไอร์แลนด์เหนือกำลังดำเนินอยู่ และได้วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้และข้อท้าทายในการนำเอารูปแบบการทำโพลในลักษณะนี้มาใช้ในภาคใต้

สำหรับเนื้อหาของหนังสือแบ่งออกเป็น 2 ส่วนแรกจะกล่าวถึงภูมิหลังความขัดแย้งในไอร์แลนด์เหนือ การทำโพลสันติภาพ 10 ครั้งเพื่อหนุนเสริมกระบวนการเจรจาและการอธิบายถึงกระบวนการในการทำโพลดังกล่าว

ส่วนที่สองพูดถึงกรณีภาคใต้ของไทย ผู้เขียนเริ่มต้นด้วยการให้ภาพรวมเกี่ยวกับพัฒนาการความขัดแย้งในภาคใต้ โดยเฉพาะการพูดคุยสันติภาพในช่วงสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และทบทวนการทำโพลที่เกี่ยวข้องกับการพูดคุยสันติภาพในช่วงนั้น

ในช่วงท้าย ผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นท้าทายและโอกาสสำหรับการทำโพลสันติภาพในภาคใต้

(คลิกอ่านหนังสือฉบับเต็มได้ที่ โพลสันติภาพ: การศึกษาเปรียบเทียบความขัดแย้ง ในไอร์แลนด์เหนือและจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย)

ทั้งนี้ การตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้สนับสนุนโดย ศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรสันติภาพ (PRC) สังกัดสถานวิจัยความขัดแย้ง และความหลักหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (CSCD)

วงเสวนา“โพลสันติภาพ: การศึกษาเปรียบเทียบในไอร์แลนด์เหนือและจังหวัดชายแดนใต้”

ส่วนในวงเวลามีผู้ร่วมประกอบด้วย นางสาวรุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ผศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) และ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) ม.อ.ปัตตานี ดำเนินรายการโดย อาจารย์ดุษณ์ดาว เลิศพิพัฒน์ คณะรัฐศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก

รุ่งรวี: ประเด็นสันติภาพควรเป็นข้อถกเถียงระดับชาติ

นางสาวรุ่งรวี กล่าวว่า การจะเปรียบเทียบการทำโพลในไอร์แลนด์เหนือกับในพื้นที่ชายแดนใต้มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ สัดส่วนประชากร กล่าวคือ ในไอร์แลนด์เหนือประชากรที่เป็นคาทอลิกกับโปรเตสแตนต์มีจำนวนไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ในภาคใต้คนมุสลิมกับคนพุทธมีจำนวนที่ต่างกันมาก

ประเด็นต่อมาคือ ระเบียบวิธีวิจัยโดยเฉพาะการออกแบบคำถาม จะต้องให้ผู้ตอบรู้สึกปลอดภัยในการตอบ ในพื้นที่ชายแดนใต้ควรออกแบบคำถามสองภาษาคือภาษาไทยและภาษามลายู

ต่อมาคือ ประเด็นที่มีความอ่อนไหวมาก เช่น คำว่าเอกราชจะสามารถใส่ลงไปในคำถามได้หรือไม่ เพราะเป็นสิ่งที่รัฐไม่สามารถยอมรับได้ และหากไม่ใส่ประเด็นนี้ลงไป ประชาชนมลายูอาจตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของโพล เพราะไม่มีตัวเลือกในสิ่งที่คนบางส่วนคิดไว้

ประเด็นต่อมาคือ ใครจะเป็นตัวแทนของฝ่ายเห็นต่างในการเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบโพล เช่น หากสมาชิกของมาร่าปาตานีมาเป็นตัวแทนจะได้รับการยอมรับหรือไม่ และภาคประชาสังคมเองจะได้รับโอกาสในการเข้ามามีส่วนร่วมด้วยหรือไม่

ประเด็นสุดท้ายคือ จำเป็นที่จะต้องทำงานด้านความคิดกับสื่อมวลชนให้มากขึ้น โดยเฉพาะสื่อในส่วนกลางควรนำเสนอประเด็นนี้ให้มากขึ้น เพราะการถกเถียงในประเด็นนี้ควรเป็นข้อถกเถียงในระดับชาติ

นพดล กรรณิกา : ข้อมูลที่ดีจะนำไปสู่นโยบายที่ดี

ดร.นพดล กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนใต้ โพลอาจไม่ใช่พระเอกหรือไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญคือเราจะต้องทำงานร่วมกับทุกฝ่ายในพื้นที่ และตีโจทย์ให้แตก

“หากจะเทียบภาคใต้กับไอร์แลนด์เหนือถือว่าแตกต่างกันมาก ทั้งสัดส่วนประชากร และความซับซ้อนของปัญหา แต่หากต้องการที่จะทำโพล ควรชี้ให้โดนเป้า โดยเฉพาะกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆในพื้นที่ ควรดึงมาให้ข้อมูลกับเรา จะทำให้เราได้ข้อมูลที่ชัดเจนและสอดคล้องกับสถานการณ์ของปัญหา และจะสามารถแก้ปัญหาได้ตรงเป้า”

การจะแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ สิ่งสำคัญก็คือยุทธศาสตร์และนโยบาย สิ่งสำคัญของจะมียุทธศาสตร์ก็คือข้อมูล จนได้ยุทธศาสตร์และออกมาเป็นนโยบาย และไปสู่การปฏิบัติ แต่ที่ผ่านมาการปฏิบัติมักจะขัดกันหรือมีปัญหา เพราะเราขาดข้อมูลที่ดี

ศรีสมภพ : โพลสันติภาพคือความก้าวหน้าของกระบวนการสันติภาพ

ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่า งานวิจัยเชิงปริมาณในพื้นที่ชายแดนใต้ปรากฏช่วงหลังงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะการวิจัยเชิงสำรวจความเห็นมีการพัฒนาในช่วงไม่นานมานี้เอง เพราะโดนวิจารณ์มาค่อนข้างเยอะในช่วงแรก จนมีการกำหนดกรอบ กำหนดตัวอย่างการเก็บข้อมูล และอื่นๆ

หลังปี 2547 การเก็บข้อมูลวิจัยเชิงสำรวจทำได้ยากขึ้น เพราะการเก็บข้อมูลมีความเสี่ยงมากขึ้น การเลือกคนที่จะลงสนามเก็บข้อมูลจึงมีความสำคัญ เพราะเราไม่สามารถจะปรับระเบียบวิธีวิจัยมากๆได้ เพราะจะทำให้เกิดความคาดเคลื่อนได้

ความคาดเคลื่อนมักจะเกิดขึ้นใน 2-3 อย่าง อาทิ เครื่องมือ คนที่ไปเก็บข้อมูล การสุ่มตัวอย่าง ฯลฯ หลักที่สำคัญก็คือ ลดความคาดเคลื่อนให้มากที่สุด เพราะการลดความคาดเคลื่อนจะทำให้โพลมีความน่าเชื่อถือ

ความน่าเชื่อถือเป็นเรื่องการเมือง เพราะหากเราทำถูกต้องตามหลักทุกอย่างแล้ว แต่คนยังไม่เชื่ออีกเพราะอาจคิดว่าเป็นงานวิจัยของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือมีวาระอะไรบางอย่าง ผู้คนก็มีสิทธิที่จะคิดได้

โพลสันติภาพสามารถทำให้เกิดความน่าเชื่อถือได้ โดยการที่นักวิจัยไปร่วมกับคู่เจรจาทั้งสองฝ่าย และร่วมกันในกระบวนการหรือขั้นตอนตั้งแต่ออกแบบแบบสอบถาม เก็บข้อมูล จนได้ผล และสามารถใช้ถกเถียงบนโต๊ะเจรจาได้ เหล่านี้จะถือว่าเป็นความก้าวหน้าของกระบวนการสันติภาพ

อนุสรณ์ : นักวิจัยควรฝึกฝนทักษะเพื่อฟังเสียงของประชาชนให้ได้มากที่สุด

ผศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า ระหว่างไอร์แลนด์เหนือกับชายแดนใต้มีข้อแตกต่างกันเยอะ อย่างที่อาจารย์ท่านอื่นได้พูดมาแล้วในเรื่องของประชากร นอกจากนั้นกรณีของไอร์แลนด์เหนือจะมีพรรคการเมืองที่คอยทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน ประเด็นต่างๆจึงถูกขับเคลื่อนในพื้นที่สาธารณะ

“ดังนั้นในพื้นที่ชายแดนใต้ควรมองหาพื้นที่ที่มีบริบทคล้ายๆกันมาศึกษาเรียนรู้ และปรับใช้ได้จริง เพราะหากเราเลือกไปดูพื้นที่ที่เขาทำสำเร็จ แต่บริบทต่างจากเรามาก สุดท้ายก็ยากที่จะนำมาปรับใช้”ผศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าว

ผศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า การจะรับฟังเสียงของประชาชนควรใช้วิธีการศึกษาแบบผสมผสาน แต่สิ่งที่สำคัญอยู่ตรงที่ว่าโจทย์ที่เราต้องการที่จะรู้คืออะไร และโจทย์ดังกล่าวกับสภาวการณ์ปัจจุบันจะต้องใช้วิธีการใดจึงจะเกิดประสิทธิภาพที่สุด เพราะแต่ละโจทย์มีการเรียกร้องไม่เหมือนกัน

“กรณีสามจังหวัดชายแดนใต้ หากใช้การวิจัยเชิงปริมาณจะมีข้อจำกัดที่สูง เพราะประชาชนไม่ได้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งหรือไม่ได้เป็นเจ้าของกับสิ่งที่คุณทำอยู่ ประเด็นต่อมาคือความไม่ไว้ใจ กล่าวคือ เมื่อเขาไปเกี่ยวข้องแล้วจะส่งผลกระทบอะไรกับตัวเองบ้าง เมื่อสองสิ่งนี้มารวมกัน ทำให้คุณูปการของเครื่องมือนี้อ่อนด้อยลง” ผศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าว

ผศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า การเก็บข้อมูลมีอีกหลายวิธีที่สามารถทำได้ เช่น การสนทนากลุ่ม และอื่นๆ เอามารวมกับการเก็บข้อมูลเชิงสำรวจได้ และจะต้องจัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องมือต่างๆ ให้ดี นักวิจัยต้องฝึกฝนทักษะต่อไปเพื่อที่จะสามารถเข้าใจและรับฟังเสียงของผู้คนที่กว้างขวางให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือเท่าที่สติปัญญาของมนุษย์จะมีในตอนนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

“สุวรา แก้วนุ้ย” ทำความรู้จักโพล (Poll) หนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ

15 องค์กรเตรียมลงสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี

เผยผล สำรวจสันติภาพรอบแรกประชาชนในพื้นที่ยังคงคาดหวังต่อการพูดคุยสันติภาพ

4 นักวิชาการสะท้อนเสียงประชาชนจากสนาม Peace Survey#2

เตรียมลงพื้นที่ Peace Survey#3 ก่อนรอมฎอน ระบุผู้นำท้องถิ่นสำคัญต่อกระบวนการสันติภาพ

สุวรา แก้วนุ้ย” Peace Survey คือกลไกที่คู่ขัดแย้งได้ทำงานร่วมกัน เชื่อใจกัน

โพลสันติภาพ: การศึกษาเปรียบเทียบความขัดแย้ง ในไอร์แลนด์เหนือและจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย