นักวิจัยอินโดเผยปัจจัยเกิดโรคหวาดกลัวอิสลาม จากการศึกษากลุ่มสุดโต่งในประเทศ พร้อมทางแก้

Dr.Sri Yunanto ผู้เชี่ยวชาญแนวคิด Radicalization จากอินโดนีเซียเผยปัจจัยเกิดโรคหวาดกลัวอิสลาม จากการศึกษากลุ่มแนวคิดสุดโต่งในประเทศซึ่งแม้มีจำนวนน้อย แต่ก็ซับซ้อนและส่งผลสะเทือน แนะทางแก้ให้รัฐรักษาเสียงคนส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องฟังกลุ่มRadical ด้วย พร้อมนำแนวคิดสากลมาใช้ ส่วนกลุ่ม Radical อย่าสร้างภาพลักษณ์ทำลายอิสลาม ต้องฟังฉันทามติโดยใช้วิธี Musyawarah

Dr.Sri Yunanto ที่ปรึกษารัฐบาลอินโดนีเซีย เชี่ยวชาญแนวคิด กระบวนการสร้างแนวคิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก (Radicalization) ให้สัมภาษณ์โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ระหว่างเดินทางมาบรรยายให้ความรู้เรื่องนี้ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) เมื่อไม่นานมานี้ โดยเฉพาะในประเด็นที่ส่งผลให้เกิดโรคหวาดกลัวอิสลาม หรือ Islamophobia พร้อมกับเสนอแนะทั้งต่อรัฐบาลและต่อกลุ่มแนวคิดรุนแรงในการที่จะช่วยกันรักษาโรคนี้

โดยการสัมภาษณ์ครั้งนี้ อาจารย์ฟารีดา ปันจอร์ อาจารย์นักวิจัย สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) ม.อ.ปัตตานี เป็นผู้แปล

“กลุ่มตีความศาสนาคับแคบ ทำให้คนหวาดกลัวมุสลิม”

Dr.Sri Yunanto บอกว่า “ผมไม่ได้ศึกษาเรื่อง Islamophobia เป็นการเฉพาะเจาะจง แต่ศึกษาเรื่อง Radicalization คือการสร้างแนวคิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากในทางศาสนา ซึ่งกระบวนการเป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังและส่งผลทำให้เกิดความหวาดระแวงอิสลาม (Islamophobia)

“ผมเน้นศึกษาไปที่กลุ่มมุสลิมที่หลากหลากหลายหรือกลุ่มศาสนาที่ใช้อุดมการณ์อิสลามที่หลากหลาย เพื่อที่จะสร้างระบบหรือระบอบบางอย่างที่ทำให้เกิดการตัดสินใจทางศาสนา ซึ่งเป็นการตีความศาสนาที่คับแคบ ซึ่งผลทำให้เกิดความหวาดกลัวหรือความกังวลให้กับชุมชนมุสลิมหรือกลุ่มชนที่ต่างออกไป”

เผย 4 ปัจจัยที่นำไปสู่ Radicalization

ถามว่าทำไมกลุ่มเหล่านี้จึงมีแนวคิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก Dr.Sri Yunanto บอกว่า ปัจจัยแรก คือเรื่องการศึกษา คือการได้รับการศึกษาที่ไม่ถูกต้องหรือเพียงพอ ปัจจัยที่สองตีความศาสนาที่คับแคบซึ่งเป็นผลมาจากการเชื่อผู้นำศาสนาบางคนหรือบางกลุ่มเท่านั้น

ปัจจัยสุดท้ายคือ สภาพทางเศรษฐกิจที่อาจทำให้มีความยากจนหรือเกิดการว่างงาน ซึ่งชักนำไปสู่การใช้ความคิดนี้ อีกปัจจัยหนึ่งคือ ปัญหาทางด้านจิตใจ คนในครอบครัวอาจถูกกระทำด้วยความรุนแรงมาก่อน จึงนำไปสู่กระบวนการ การเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก

กลุ่มเคลื่อนไหวอิสลามแบบไหนที่ยอมรับได้และยอมรับไม่ได้

Dr.Sri Yunanto บอกด้วยว่า เขาเริ่มการศึกษาตั้งแต่ ปี 2003 ในพื้นที่กว้างทั่วประเทศ โดยศึกษาไปที่กลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวอิสลาม ศึกษา เช่น ในโซโลหรือพื่นที่อื่นๆ ในเกาะชวา วิทยานิพนธ์ของผมพูดถึงความขัดแย้งทางศาสนาและการก่อการร้ายในอินโดนีเซีย บทความล่าสุดของตนเน้นไปที่กระบวนการสร้างแนวคิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากในอินโดนีเซียโดยวิเคราะห์ทั้งมิติภายในประเทศและระหว่างประเทศด้วย

Dr.Sri Yunanto อธิบายว่า การศึกษาในมุมของ radicalization หรือ Islamophobia คือ การศึกษาเน้นไปที่กลุ่มมุสลิมที่ต้องการที่จะหยิบผลประโยชน์ของตนเอง ต้องการแสดงอัตลักษณ์ ควบคู่ไปกับการใช้ศีลธรรมแบบอิสลาม แต่ตราบใดที่กลุ่มเหล่านี้ยังคงต่อสู้ที่ใช้แนวทางอย่างสันติ ตามใช้กรอบกฎหมายภายในประเทศหรือกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น หลักการสิทธิมนุษยชน ซึ่งยอมรับได้และไม่ได้เรียกว่าเป็นกลุ่ม radical เพราะว่าการต่อสู้นี้สามารถที่จะยอมรับได้ ทั้งภายในและในกรอบระหว่างประเทศ

“การเคลื่อนไหวของกลุ่มเหล่านี้ไม่ควรมองว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความหวาดกลัวอิสลาม เพราะการต่อสู้เป็นไปเพื่อประโยชน์ตนเอง และไม่ทำร้ายชุมชนอื่นๆ ขบวนการพวกนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นปัญหา เพราะพวกเขาไม่ได้ไปทำลายแนวคิดการยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาและชุมชนที่แตกต่างหลากหลาย

ส่วนกลุ่มที่ไม่สามารถยอมรับได้คือ กลุ่มที่ปฏิเสธการพูดคุยหรือการสานเสวนา มองคนกลุ่มอื่นเป็นพวกนอกศาสนา สามารถทำลายล้างได้ และมองว่าศัตรูมีทั้งศัตรูที่ใกล้และศัตรูที่ไกล ซึ่งศัตรูที่ไกลก็คือพวกชาติตะวันตก เช่น ชาวยิวหรือคริสต์ ส่วนศัตรู ใกล้ก็คือพวกที่อยู่ในประเทศตัวเอง เช่น รัฐบาล”

กลุ่ม radical มีจำนวนน้อย ซับซ้อน แต่ส่งผลสะเทือนต่ออินโดนีเซีย

“จริงๆจำนวนของกลุ่มที่มีแนวคิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก ไม่สามารถวัดเป็นตัวเลขได้ เพราะมันน้อยมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากรของอินโดนีเซีย 200 กว่าล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มกลุ่มมุสลิมสายกลางกว่า 90%”

Dr.Sri Yunanto อธิบายว่า เหตุที่ไม่สามารถวัดจำนวนกลุ่ม Radicalได้เพราะการเป็นสมาชิกจะซ้อนทับกับการเป็นสมาชิกกลุ่มอื่นๆด้วย และความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็เป็นความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นมาจากในเชิงบุคคล ความหวาดระแวงอิสลามก็ได้รับผลกระทบจากกลุ่มคนเหล่านี้ ซึ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ ซึ่งชาวมุสลิมส่วนใหญ่และไม่ใช่มุสลิมก็ได้รับผลกระทบ อีกทั้งยังได้บ่อนทำลายกฎเกณฑ์ต่างๆ ของของอินโดนีเซียด้วย

ในอินโดนีเซียมีองค์กรภาคประชาสังคมเยอะมาก กว่า 344,000 องค์กร ซึ่งก็ไม่ได้เป็นปัญหากับชุมชนที่แตกต่างหลากหลายหรือมีปัญหากับรัฐบาล เพราะพวกเขาก็เข้าไปทำงานในชุมชนที่แตกต่าง แต่การหวาดกลัวอิสลามนั้น ถูกทำให้หวาดกลัวโดยคนส่วนน้อย ซึ่งสำหรับอินโดนีเซียถือว่าเป็นเรื่องของภัยคุกคามที่ทำลายความมั่นคงของประเทศ ความเป็นมนุษยชาติ ภาพลักษณ์มุสลิมส่วนใหญ่ รัฐ และผู้คนอื่นๆในโลก จำนวนที่น้อยผลสะเทือนต่ออินโดนีเซียเพราะอินโดนีเซียมีนโยบายที่จะสร้างความหนึ่งเดียว

แนะรัฐรักษาเสียงส่วนใหญ่ แต่ก็ฟังกลุ่มRadical พร้อมนำแนวคิดสากลมาใช้

Dr.Sri Yunanto มีข้อเสนอจาการศึกษาเรื่องนี้มีต่อทั้ง 2 ฝ่าย คือฝ่ายรัฐบาล และกลุ่ม Radical ด้วย

สำหรับฝ่ายรัฐบาลคือ 1.ทำอย่างไรที่จะรักษาเสียงของคนส่วนใหญ่ที่เป็นมุสลิมสายกลางและส่งเสริมบทบาทพวกเขาให้เข้มแข็ง 2.พยายามที่จะฟังทุกกลุ่มทั้งสายกลางและกลุ่ม Radical โดยจะต้องรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มเหล่านี้ให้ได้ 3.เอาแนวความคิดสากลมาใช้ เช่น แนวความคิดเรื่องความยุติธรรม การสนับสนุนแนวความคิดเรื่องความเข้าใจในวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ที่หลากหลาย

กลุ่ม Radical อย่าสร้างภาพลักษณ์ทำลายอิสลาม ต้องฟังฉันทามติ ใช้วิธี Musyawarah

ส่วนข้อเสนอต่อกลุ่ม Radical คือพยายามที่จะไม่สร้างภาพลักษณ์ที่ทำลายอิสลาม เพราะมันจะนำไปสู่ความหวาดระแวงอิสลาม ซึ่งจะสร้างปัญหาไม่ใช่แค่การรับรู้แต่ทำลายภาพลักษณ์ของมุสลิมส่วนใหญ่ด้วยและการตีความในเรื่องศาสนาอิสลามต้องฟังเสียงที่เป็นฉันทามติ หรือ รักษาผลประโยชน์ร่วมของหลายกลุ่ม โดยใช้วิธีการปรึกษาหารือหรือที่เรียกว่า Musyawarah

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

“อิสลามโมโฟเบีย: โรคร้ายที่ต้องรีบเยียวยา”