เปิดท่าทีไทยนำชายแดนใต้ผงาด ‘ยิ่งลักษณ์’เจรจา‘นายกมาเลย์’

 โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSJ)

 

เปิด11ท่าทีไทย ในการหารือข้อราชการ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย มุ่งแก้ปัญหาชายแดนใต้ ยาเสพติด คน 2 สัญชาติ แรงงานร้านต้มยำ สร้างสะพานตากใบ ตั้งเขตอุตสาหกรรมยางพาราฝั่งมาเลย์ อุตสาหกรรมปาล์มฝั่งไทย

ใบกระท่อม 

ขึ้นชั้นระหว่างประเทศ – พืชกระท่อมจะเป็นประเด็นหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีจะหารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 เนื่องจากเป็นยาเสพติดที่กำลังระบาดหนักในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ในมาเลเซียเป็นพืชที่ไม่ผิดกฎหมาย จึงมีพ่อค้าเข้าไปเก็บมาขายในประเทศไทยจำนวนมาก

 

การหารือข้อราชการระหว่างนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย กับนายราจิบ นาซัค นายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซียในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 อาจมีนัยยะสำคัญต่อการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงอนาคตในการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้โดยรวม

ต่อไปนี้เป็น 11 กรอบประเด็นในหารือข้อราชการดังกล่าว ที่ได้จากประชุมหารือแนวทางแก้ปัญหาชายแดนไทย มาเลเซีย เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ห้องสุริยาศศิน โรงแรมลีการ์เดนส์พลาซ่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นเจ้าภาพ

 

.......

ประเด็นหารือสำหรับการหารือข้อราชการระหว่างนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายรัฐมนตรีไทย กับนายราจิบ นาซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 มีประเด็นที่ฝ่ายไทยควรยกขึ้นหารือ รวม 11 ประเด็น ประกอบด้วย

 

1.ความร่วมมือด้านความมั่นคง

สภาพปัญหา

การแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากมาเลเซีย ในฐานะประเทศที่มีพรมแดนติดกัน จากปัญหาบุคคล 2 สัญชาติ การลักลอบขนสินค้าหนีภาษี การขนน้ำมันเถื่อน ปัญหายาเสพติดที่ระบาดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ กระท่อมเป็นพืชที่ไม่ถือว่าผิดกฎหมายในมาเลเซีย เป็นต้น

ตารางแสดงการเพิ่มขึ้นของคดียาเสพติดใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้  

จังหวัด

จำนวนคดียาเสพติด

ปี 2549

ปี 2553

ยะลา

739

1,553

ปัตตานี

699

1,595

นราธิวาส

1,152

1,595

สงขลา

1,909

2,515

 

ขอบคุณที่รัฐบาลมาเลเซียให้ความร่วมกับไทยในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มาด้วยดีโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขอให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซียสั่งการไปยังเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติของมาเลเซียในการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจจับและติดตาม ความร่วมมือด้านการข่าว เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการสกัดปัญหา แยกกลุ่มผู้กระทำความผิด ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อย่างมาก

ท่าทีไทย

ฝ่ายไทยมองว่า ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นวาระแห่งชาติที่จะต้องได้รับการแก้ไขในการนำสันติสุขกลับสู่พื้นที่โดยเร็ว และถือเป็นปัญหาความมั่นคงร่วมกันระหว่างไทย-มาเลเซีย ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ลามไปสู่มาเลเซียด้วย

 

2.ความร่วมมือด้านการบรรเทาภัยพิบัติ

ท่าทีไทย

ขอบคุณรัฐบาลและประชาชนชาวมาเลเซียที่ได้ร่วมบริจาคเงินและสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยผ่านการประสานงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.)

 

3.การก่อสร้างสะพานตากใบ และสะพานข้ามแม่น้ำโกลกแห่งที่ 2

ข้อเท็จจริง

สะพานตากใบ ระยะทาง 10.6 กิโลเมตร ค่าใช้จ่าย 5,664 ล้านบาท มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้สูงกว่าสะพานข้ามแม่น้ำโก – ลกแห่งที่ 2 คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2559

ฝ่ายมาเลเซีย ประสงค์จะให้สร้างสะพานตากใบ ซึ่งจะมีผลทางเศรษฐกิจสูงกว่าและสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจฝั่งตะวันออก (ECER) ของมาเลเซีย ซึ่งมีสภาพเศรษฐกิจล้าหลังกว่าภาคเหนือของมาเลเซีย

สะพานข้ามแม่น้ำโก – ลกแห่งที่ 2 ผ่านการศึกษา FS แล้ว ระยะทาง 310 เมตร ค่าใช้จ่าย 300 ล้านบาท โดยแต่ละฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายคนละครึ่ง

สำนักงานจังหวัดนราธิวาส สนับสนุนให้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำโกลกแห่งที่ 2 เพื่อลดความแออัดของสะพานข้ามแม่น้ำโก – ลกแห่งแรก

ท่าทีไทย

เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนระหว่างจังหวัดนราธิวาสและรัฐกลันตันของมาเลเซีย จึงควรสนับสนุนการก่อสร้างสะพานทั้ง 2 แห่ง โดยอาจให้มีการดำเนินการไปในลักษณะคู่ขนาน

 

4.การแก้ปัญหาแรงงานไทยที่ทำงานร้านต้มยำกุ้งในมาเลเซีย

สภาพปัญหา

มีชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้เดินทางไปทำงานที่ร้านต้มยำในมาเลเซียอย่างผิดกฎหมาย 195,000 คน ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกจับกุมและส่งตัวกลับ

สาเหตุที่แรงงานไทยไม่ขอใบอนุญาตทำงานเนื่องจากต้องเสียค่าธรรมเนียม (Levy) คนละ 18,000 บาท ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เคยเจรจาอย่างไม่เป็นทางการเพื่อขอให้ฝ่ายมาเลเซียลดค่าธรรมเนียม (Levy)

ขอให้รัฐบาลมาเลเซียเปิดโอกาสให้แรงงานไทยใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าไปทำงานในตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟ เฉพาะในร้านอาหารไทยและร้านต้มยำได้ โดยขอให้ลดอัตราค่าธรรมเนียม (Levy) ในอัตราที่เหมาะสม ซึ่งฝ่ายไทยจะมีการเตรียมความพร้อมให้แรงงานไทย ก่อนส่งออกไปทำงานอย่างเป็นระบบ โดยจะมีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นหน่วยงานบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

ท่าทีไทย

ยินดีที่จะจัดส่งแรงงานฝีมือ (Skilled Labour) เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ตามแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ Economic Transformation Program (ETP) ของมาเลเซีย ซึ่งต้องการแรงงาน 3.3 ล้านคน โดยแรงงานฝีมือไทยเป็นที่ยอมรับว่า เป็นแรงงานที่มีคุณภาพในตลาดแรงงานระหว่างประเทศ

 

5.การแก้ปัญหารถตู้ไทยขนส่งผู้โดยสารไปมาเลเซีย

สภาพปัญหา

เป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบการรถตู้ไทย โดยฝ่ายมาเลเซียมองว่า รถตู้ไทยมีการขนส่งแรงงานเถื่อนไปทำงานที่ร้านต้มยำ จึงได้จับกุมและปรับ ตั้งแต่ต้นปี 2553 และได้ออกกฏระเบียบที่รถตู้ไทยไม่สามารถปฏิบัติได้ ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยว 2 ประเทศ

ข้อเท็จจริง

ล่าสุด Economic Planning Unit (EPU) ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการของกรอบความร่วมมือ JDS (คณะกรรมการร่วมจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ชายแดนไทย – มาเลเซีย : Thai – Malaysia Committee on Joint Development Strategies for Border Area – JDS) ฝ่ายมาเลเซียขอให้สำนักนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ฝ่ายเลขานุการของ JDS ฝ่ายไทยจัดประชุมผู้เกี่ยวข้องในวันที่ 16 มกราคม 2555 เพื่อรวบรวมข้อเสนอของฝ่ายไทยที่สามารถปฏิบัติได้ ส่งให้มาเลเซียพิจารณา ซึ่งถือว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ดีของการเจรจาในการแก้ปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตามการเจรจาดังกล่าว ยังเป็นเพียงยกแรกเท่านั้น

ท่าทีไทย

ขอให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ให้การสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพในการแก้ปัญหารถตู้ไทยของ EPU ด้วย

 

6 การขอต่ออายุและขยายระดับของทุนการศึกษารัฐบาลมาเลเซีย

ข้อเท็จจริง

รัฐบาลมาเลเซียได้ให้ทุกแก่นักเรียนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษา หลักสูตร 5 ปี ปีละ 60 คน เป็นเวลา 6 ปี ตามความตกลงร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทย – มาเลเซีย ซึ่งได้ดำเนินมาแล้ว 3 ปี ปัจจุบันมีนักเรียนทุน 134 คน

มาเลเซียเสนอจะให้การสนับสนุนไทยในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ใน 3 ด้าน เรียกว่า “3E” ได้แก่ Education (การศึกษา) Employment (การจ้างงาน) และ Entrepreneurship (ทักษะการประกอบอาชีพ)

ร่วมการแสดงความยินดีในโอกาสการที่ ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้เดินทางมารับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ที่มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา (มอย.) เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2554

ท่าทีไทย

ขอคุณรัฐบาลมาเลเซียที่ให้ทุนการศึกษา แก่เยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปศึกษาในระดับมัธยมปลาย ซึ่งกระทรวงศึกษามาเลเซียให้การดูแลอย่างดี จึงขอขยายจำนวนและปีของทุนการศึกษาดังกล่าวให้ครอบคลุมถึงระดับอุดมศึกษาในสาขาต่างๆ ซึ่งเป็นการสงเสริมการศึกษาเรียนรู้ของเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558

 

7 การเปิดการค้าเสรีต้นกล้ายาง/เมล็ดพันธ์ปาล์มน้ำมัน และตั้ง Oil Palm Belt

ข้อเท็จจริง

ในการประชุม JDS มาเลเซียได้เสนอขอตั้ง เขตอุตสาหกรรมยางพารา” Rubber Belt ตามแนวชายแดน เพื่อนำวัตถุดิบไปใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูป ขอให้พิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่า ไทยเป็นประเทศส่งออกยางพารารายใหญ่ที่สุดในโลก ส่วนมาเลเซียเป็นประเทศส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก จึงควรหาทางร่วมมือ โดยอาจเริ่มจากให้มีการค้าเสรีต้นกล้ายางและเมล็ดพันธ์ปาล์มน้ำมัน

ท่าทีไทย

เสนอให้มีการเปิดการค้าเสรีต้นกล้ายาง/เมล็ดพันธ์ปาล์มน้ำมัน เพื่อพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปน้ำมันปาล์ม การผลิตน้ำมันพืช รวมทั้งไบโอดีเซล เป็นต้น

เสนอให้ตั้ง Oil Palm Belt ในฝั่งไทย เพื่อรับซื้อปาล์มน้ำมันดิบมาแปรรูป โดยฝ่ายไทยอาจชักชวนให้บริษัทแปรรูปปาล์มน้ำมันจากภาคใต้ตอนบน อาทิจากจังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี มาลงทุน ทั้งนี้เพื่อเป็นข้อเสนอที่จะแลกเปลี่ยนกับ Rubber Belt ของมาเลเซีย

 

8 การขยายด่านสะเดา – ด่านบูกิตกายูฮิตัม

สภาพปัญหา

สถิติการค้าผ่านด่านสะเดาปี 2554 มีมูลค่า 3 แสนล้านบาท มีรถยนต์ผ่านแดนปีละ 8 แสนคัน และการเข้า – ออกของนักท่องเที่ยวปีละ 4.4 ล้านคน กรมศุลกากรจะต้องลงทุนก่อสร้างด่านสะเดาแห่งใหม่ เพื่อรับรองประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งด่านสะเดามีมูลค่าส่งออก – น้ำเข้ามากที่สุดเมื่อเทียบกับด่านอื่นๆ ทั่วประเทศ

ข้อเท็จจริง

ที่ประชุม JDS เห็นชอบโครงการขยายด่านสะเดา ด่านบูกิตกายูฮิตัม

กรมศุลกากรมีโครงการก่อสร้างด่านสะเดาแห่งใหม่บนเนื้อที่ 720 ไร่ ในตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ใช้งบ 123 ล้านบาท อยู่ระหว่างการสำรวจและออกแบบ

ที่ประชุม IMT GT (แผนงานพัฒนาเขตเศรษฐกิจอินโดนีเซีย มาเลเซีย – ไทย : Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle : IMT – GT) สนับสนุนโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หรือ มอเตอร์เวย์ สายสะเดา – หาดใหญ่ ระยะทาง 65 กิโลเมตร งบประมาณ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาท) โดยธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) จะสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ

ท่าทีไทย

ขอให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย สนับสนุนโครงการพัฒนาด่านบูกิตกายูฮิตัมในฝั่งมาเลเซีย ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยอำนวยสะดวกการขนส่งสินค้าแล้ว ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่าง 2 ประเทศด้วย เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยง (Connectivity) ในการรองรับประชาคมอาเซียนในปี 2558 ด้วย

 

9 การส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล

ข้อเท็จจริง

ไทยมีศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้รับการยอมรับในด้าน องค์ความรู้ในการตรวจสอบมาตรฐานอาหารและสินค้าฮาลาลในระดับโลก ขณะที่ประเทศมาเลเซียมีตลาดโลกมุสลิม สำหรับส่งออกสินค้าฮาลาล

นอกจากนี้ ไทยมีความได้เปรียบในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร จะเห็นได้ว่า ไทยส่งออกปลาประป๋องทูน่าเป็นอันดับ 1 ของโลก

ขณะนี้ มีบริษัท ลังกาสุกะ กรุ๊ป ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมฮาลาลจากมาเลเซีย สนใจที่จะมาลงทุนตั้งโรงงานผลิตอาหารฮาลาลในจังหวัดปัตตานี (ไทยต้องการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมฮาลาล )

ทั้งนี้ บริษัทสหฟาร์ม เป็นที่ปรึกษาให้แก่บริษัทของมาเลเซียในทำโครงการสร้างฟาร์ม/โรงชำแหละไก่เพื่อส่งออกไปยังมาเลเซียด้วย

ท่าทีไทย

ไทยมีความพร้อมในอุตสาหกรรมฮาลาล ทั้งด้านวัตถุดิบทางการเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ จึงขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบการฮาลาลจากมาเลเซีย มาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล จังหวัดปัตตานี

          ไทยและมาเลเซียสามารถร่วมมือในการร่วมมือลงทุนผลิตและขยายการส่งออกสินค้าฮาลาล ไปยังตลาดมุสลิม ซึ่งมีขนาดประชากรถึง 1.8 พันล้านคน หรือมีผู้นับถือศาสนาอิสลาม 1 ใน 3 ของประชากรโลก

 

10.ความร่วมมือด้านเกษตรอินทรีย์ (Organic Farming)

ข้อเท็จจริง

ในมาเลเซีย มีองค์กร Bernas เป็นองค์กรเดียวที่สามารถนำเข้าข้าวทางน้ำทางเดียวและจำหน่ายข้าวในมาเลเซีย และเห็นว่า ปัจจุบันตลาดข้าวอินทรีย์ (Organic Rice) มีความต้องการมากขึ้น รวมทั้งในอนาคต จึงประสงค์จะร่วมมือกับไทยในการใช้องค์ความรู้ (Know How) และเทคโนโลยีจากไทย

รัฐกลันตันเปิดโอกาสให้ผู้สนใจมาลงทุนในพื้นที่ ซึ่งรัฐจะหาที่ตั้งโรงงานในพื้นที่ 3 – 4 พันเอเคอร์ (ประมาณ 1 หมื่นไร่) ให้ เพื่อเพาะปลูกและผลิตข้าวอินทรีย์ร่วมกันสำหรับจำหน่ายในมาเลเซีย หากมีปริมาณมากพอจะร่วมกันส่งออกไปตลาดจีน ซึ่งรัฐกลันตันได้รับใบรับรองคุณภาพข้าวอินทรีย์อยู่แล้ว

ท่าทีไทย

ไทยยินดีที่จะให้ความร่วมมือ โดยเฉพาะการปลูกและผลิตข้าวอินทรีย์ในรูปแบบการร่วมทุนของเอกชน

11.ร่วมมือกับมาเลเซียในการส่งออกทุเรียนไปตลาดจีน

ข้อเท็จจริง

มาเลเซียได้ทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการส่งทุเรียนไปยังตลาดจีน ระหว่างการเยือนมาเลเซียของนายกรัฐมนตรีประเทศจีน เมื่อเดือนเมษายน 2554 ซึ่งจีนมีความต้องการนำเข้าทุเรียนในปริมาณที่สูงมาก

ท่าทีไทย

ยินดีที่จะร่วมมือกับมาเลเซียในการจัดส่งทุเรียนไปตลาดจีน ซึ่งไทยมีความได้เปรียบกว่ามาเลเซีย ทั้งนี้ ไทยเป็นประเทศส่งออกทุเรียนมากที่สุด โดยครองตลาดส่งออก 1.5 แสนตัน/ปี ทุเรียนไทยสามารถเก็บได้ก่อนและสามารถส่งออกเป็นทุเรียนสดได้ ขณะที่มาเลเซียส่งออกทุเรียนแปรรูปเท่านั้น

ทั้งนี้จังหวัดยะลามีศักยภาพด้านผลไม้ มีผลผลิตทุเรียน 4.8 หมื่นตัน/ปี ซึ่งสะดวกในการขนส่งไปยังท่าเรือปีนัง ของมาเลเซีย

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

color:#333333">ชง color:#333333">11เรื่องยิ่งลักษณ์เจรจานายกฯมาเลย์’ ‘ใบกระท่อมขึ้นชั้นปัญหาระหว่างประเทศ

color:#333333">

http://www.deepsouthwatch.org/node/2916