เสียงที่ไม่ค่อยได้ยิน ชาวคริสต์ในชายแดนใต้

 “ความจริงแล้วคริสต์กับอิสลามกับพี่น้องกัน เพราะในประวัติศาสตร์ระบุว่ามีต้นกำเนิดมาจากศาสนาเดียวกัน คือ ศาสนาอิสลาม แต่ในช่วงหลังคริสต์ได้แยกออกมาเป็นศาสนาเดียว” เป็นประโยคหนึ่งที่บาทหลวงในจังหวัดยะลา หรือที่ชาวคริสต์เรียกว่าคุณพ่อเล่าย้อนไปถึงความเป็นมาของศาสนาคริสต์

ชาวคริสต์ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีจำนวนน้อยมากเหมือนเทียบกับคนพุทธ  และมิพักต้องพูดถึงคนมุสลิมซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของพื้นที่  มักไม่มีใครทราบหรือสนใจว่าพวกเขามีความเป็นอยู่เช่นไรในท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในจังหวัดชายแดนภาคใต้เกือบเก้าปี  

ชาวคริสต์ในสามจังหวัดชายแดนใต้สามารถแบ่งให้เห็นได้อย่างชัดเจน 2 นิกาย คือ นิกายคาทอลิก และนิกายโปรเตสแตนท์ ซึ่งในจังหวัดยะลามีโบสถ์คริสต์ โดยไม่ได้แบ่งเป็นคาทอลิกหรือโปรเตสแตนท์จำนวนทั้งสิ้น 6 หลัง ตั้งอยู่ใน อ.เมืองยะลา จำนวน 5 หลัง และใน อ.ธารโต อีก 1 หลัง

เจ้าของร้านศรีสวัสดิ์ ซึ่งเป็นร้านขายผ้ารายใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในเมืองยะลา ก็นับถือคริสต์ นิกายคาทอลิกเช่นกัน

“เท่าที่จำความได้ก็เป็นคาทอลิกแล้ว และก็นับถือคาทอลิกกันมาตั้งแต่บรรพบุรษแล้วด้วย”เจ้าของร้านศรีสวัสดิ์ย้ำถึงระยะเวลาอันยาวนาน ตั้งแต่ที่ครอบครัวของเธอเริ่มศรัทธาในคาทอลิก

ณ โรงเรียนเจริญศรีศึกษา แสงแดดยามสายสาดส่องเข้ามาที่ศาลา อันเป็นที่ตั้งของรูปปั้นพระนางมารีอาที่กำลังอุ้มพระเยซูผู้เป็นบุตรของพระผู้เป็นเจ้า ตามความเชื่อของชาวคริสต์นิกายคาทอลิก

หลังเข้าแถวในตอนเช้า เด็กนักเรียนทั้งชายและหญิงจะเข้ามาในโบสถ์คาทอลิก เพื่อร่วมกันสวดมนต์โดยใช้พระคัมภีร์ไบเบิลฉบับภาษาไทย ทำพิธีกรรมทางศาสนาและสำนึกผิดต่อบาปที่ได้กระทำลงไป โบสถ์ที่ตั้งอยู่ในโรงเรียนเจริญศรีศึกษา อ.เมือง จ.ปัตตานี แห่งนี้เป็นศาสนสถานของชาวคาทอลิกในจังหวัดปัตตานีและพื้นที่ใกล้เคียงที่จะมาร่วมกันประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในวันสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะยามเช้าของวันอาทิตย์ ในวันคริสต์มาสหรือในวันสำคัญ เช่น งานแต่งงาน เป็นต้น

บรรยากาศในโบสถ์แห่งนี้เราจะเห็นภาพที่เด็กชั้นประถมตอนต้นที่ยังอ่านพระคัมภีร์ยังไม่คล่อง โดยรุ่นพี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ จะคอยชี้ว่าพวกเขาสวดไปถึงช่วงใด บรรทัดใด หรือวรรคใดแล้ว

อีกด้านในใจกลางเมืองยะลา ในค่ำคืนวันศุกร์ เสียงสวดมนต์ถูกเปล่งออกมาเป็นภาษาไทย โดยมีเสียงเพลงที่บรรเลงด้วยเปียโนหลังใหญ่เป็นฉากหลังสอดประสานกับเสียงร้องของทั้งเหล่าชายหญิง ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน ถึงวัยชรากว่า  50 คน พลางก้มดูเนื้อเพลงตามหนังสือเล่มน้อยที่อยู่ในมือของพวกเขา

โดยทันทีที่การประสานเสียงสิ้นสุดลงในแต่ละช่วง พวกเขาก็จะวางหนังสือไว้บนตักหรือข้างกาย พลันยกมือทั้งสองข้างประสานกันไว้ตรงทรวงอกพร้อมกับอธิษฐาน โดยการเอื้อนเอ่ยความปรารถนาออกมาเป็นคำพูด ดังก้องอยู่ในบริเวณแถวเก้าอี้นั่งที่ล้อมรอบด้วยกระจก ซึ่งหากดูจากภายนอกหลายคนที่ผ่านไปมา คงสงสัยว่าเขากำลังทำอะไรกันอยู่

ความจริงแล้วพวกเขาทั้งหมดเป็นผู้ศรัทธาในพระเจ้าเช่นกัน โดยที่พวกเขาจะเรียกแทนตัวเองว่าคริสเตียน หรือชาวคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ มีพระเยซูเป็นศาสดา ซึ่งพวกเขาจะมารวมตัวกันทุกช่วงค่ำของทุกวันและในช่วงเช้าของวันอาทิตย์เพื่อร่วมกันสวดมนต์ ขอพร และอธิษฐาน ในที่สิ่งที่แต่ละคนปรารถนา

ความแตกต่างของคาทอลิกและโปรเตสแตนท์ คือ คาทอลิกจะมีโบสถ์ที่ประดับประดาอย่างสวยงามด้วยดอกไม้หลากสีสัน ไม้กางเขน รูปปั้น หรือภาพวาดสวยงามมากมาย

ขณะที่โปรเตสแตนท์จะไม่มีโบสถ์ที่ประดับประดาอย่างวิจิตรบรรจง แต่มี “คริสตจักร” ซึ่งเป็นสถานที่ในการมารวมตัวกัน เพื่อประกอบพิธีกรรมและกิจกรรมทางศาสนา เช่น สวดมนต์ หรือจัดงานแต่งงาน โดยในคริสตจักร จะไม่มีการตกแต่งสถานที่เหมือนคาทอลิก เป็นพียงอาคารธรรมดาเรียบง่ายเท่านั้น

หนึ่งในชาวคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์คือครอบครัวร้านตัดเสื้อแอ่น แอ๊น ในย่านสายกลางของตัวเมืองยะลา  จะสังเกตได้ว่าภายในร้านจะไม่มีภาพ ไม้กางเขน หรือรูปปั้นที่เป็นสัญลักษณ์เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ให้เห็นเลย มีเพียงประโยคคำสอนทางศาสนาที่คัดลอกออกมาจากพระคัมภีร์ไบเบิลที่พิมพ์ลงบนกระดาษสีขาว หรือเพลงสรรเสริญพระเยซูคริสต์ติดอยู่ตามฝาผนังภายในร้านเท่านั้น

          ท้ายสุดของชีวิต อันเป็นอนิจจังที่ทุกคนต้องยอมรับ คือ ความตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยอมรับจากผู้ศรัทธาในพระคริสต์ก็จะจบลงที่สุสาน ซึ่งสำหรับชาวคริสต์ในพื้นที่จังหวัดยะลาและพื้นที่ใกล้เคียง ร่างกายของพวกเขาจะถูกฝังไว้ที่สุสาน  ซึ่งมีทั้งของนิกายโปรเตสแตนท์และคาทอลิกซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายเดียวกันคือโต๊ะปาแก๊ะ ในตำบลปรามะ ในตัวเมืองยะลา