โมเดลปกครองชายแดนใต้ ชาวบ้านขอออกแบบเอง

ครึ่งทางของ 200 เวที “ทางเลือกกลางไฟใต้: เราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร” กับข้อเสนอรูปแบบการปกครองท้องถิ่นสู่การกระจายอำนาจ ชาวบ้านบอกว่าขอออกแบบเอง

 การเดินหน้าจัดประชุมระดมความคิดเห็นประชาชนทุกระดับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของสภาประชาสังคมชายแดนใต้จำนวน 200 เวที กำลังเดินหน้าเต็มสปีดความเร่งโดยมีหลักหมายการจัดชุมนุมครั้งใหญ่สรุปความเห็นในวันที่ 28 เมษายน 2556 โดยในวันนี้ issue book หรือคู่มือการทำความเข้าใจรูปแบบการปกครองท้องถิ่นชื่อว่า “ทางเลือดกลางไฟใต้: เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร” ทั้งเล่มภาษาไทยและภาษามลายูได้ถูกแพร่กระจายเต็มพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อวันที่ 6-7 ธันวาคมที่ผ่านมา ชาวบ้านจะรังตาดง ต.ท่าธง และชาวบ้านกือเม็ง ต.อาซ่อง อ.รามัน จ.ยะลา ได้มีโอกาสมาชุมนุมเพื่อการระดมความเห็นการเสนอรูปแบบการปกครองท้องถิ่นโดยมีกลุ่มวิทยากรจากโครงการวิจัยพื้นที่ชุ่มน้ำ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในการจัดเวทีนโยบายสาธารณะ “ชายแดนใต้จัดการตนเอง” พลังการเมืองภาคประชาชน กำหนดอนาคตชายแดนใต้ อันเป็นวันที่ชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านได้เห็นภาพโมเดลรูปแบบการปกครองตนเอง พร้อมๆ กับการอธิบายความหมายต่างๆ โดยวิทยากรอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง

กลุ่มวิทยากรกระบวนการที่ผ่าน การอบรมอธิบายทำความเข้าใจในรูปแบบและเนื้อหาของโมเดลรูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบต่างๆ 6 แบบในหนังสือคู่มือได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อพบปะชาวบ้านด้วยการยิงคำถามแรกว่าด้วยทำไมต้องคุยเรื่องกระจายอำนาจ และการอธิบายถึงความเป็นมาของขบวนการระดมความคิดเห็นครั้งนี้ พร้อมๆ การชี้แจงว่าการทำเนินการทุกอย่างอยู่ในกรอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องการแบ่งแยกดินแดนแต่อย่างใด

คู่มือ “ทางเลือกกลางไฟใต้: เราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร” นับว่าเป็นเอกสารที่มีเนื้อหาไม่ซับซ้อนประกอบกับการอธิบายเนื้อหาที่เป็นเรื่องเฉพาะ และผ่านการขบคิดโดยนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญปรากฏเป็นเอกสารที่มีภาพประกอบสวยงาม โมเดลรูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบต่างๆ ที่ปรากฏในเอกสารเป็นภาพกราฟฟิกแสดงภาพโมเดลรูปแบบการปกครอง แสดงสัญลักษณ์ขององค์กร หน่วยงาน และอำนาจขององค์กรปกครองด้วยขนาดและสีที่แตกต่างของวงกลม

โมเดลไหนที่ประชาชนมีอำนาจสูงสุด

สิ่งที่ชาวบ้านจะรังตาดงและบ้านกือเม็งเห็นจากโมเดลคือ ขนาดต่างๆ ของสัญลักษณ์แทนอำนาจการเมืองการปกครอง อำนาจบริหารที่เปลี่ยนไปจากโมเดลหนึ่งไปสู่อีกอันหนึ่ง อันเป็นรูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษที่ถูกนำเสนอในคู่มือ ในขณะเดียวกัน คำถามหนึ่งที่ปรากฏในเวทีชาวบ้านคือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองอย่างที่ปรากฏในโมเดลต่างๆ นั้น โมเดลไหนที่ประชาชนมีอำนาจสูงสุด

น.ส.รอกีเยาะ เจะดอรอกี ประธานกลุ่มสตรีพัฒนาชุมชน ต.ท่าธง สะท้อนในเวทีว่า ต้องการให้ผู้นำท้องที่ และผู้นำท้องถิ่นทั้งหมดเหมือนเดิม แต่อยากให้พวกเขามาดูแลชาวบ้าน และให้ความจริงใจกับชาวบ้านมากขึ้น

ในขณะเดียวกันชาวบ้านคืนอื่นๆ ในที่ประชุมถามว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจะสามารถแก้ไขปัญหาที่เป็นอยู่ได้หรือไม่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมืองการปกครองจะสามารถตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของชาวบ้านได้หรือไม่ โดยมีเสียงสะท้อนจากเวทีในทำนองว่า “เวลาชาวบ้านมีปัญหาเดือดร้อน ร้องเรียนไปแล้วเงียบหายหรือเปล่า” “มีโมเดลไหนที่ประชาชนสามารถเข้าถึงนายก เข้าถึงผู้ว่าได้ง่ายบ้าง” เป็นต้น

การสะท้อนถึงอำนาจการบริหารขององค์กรปกครองท้องถิ่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหารการพูดคุย โดยทุกเวทีเห็นพ้องต้องกันว่าต้องการให้องค์กรปกครองท้องถิ่นระดับตำบล หมู่บ้านยังคงอยู่และต้องการอำนาจการบริหารที่สอดคล้องกับความเป็นจริง ชาวบ้านคนหนึ่งยกปัญหามาสะท้อนในเวทีคือ กรณีโรงเรียนรับนมก่องเพื่อแจกให้เด็ก ปรากฏว่านมบูด ทุกฝ่ายต่างโทษองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทั้งๆ ปัญหาเกิดจากเอเย่นต์ส่งนม โดยที่ อบต. ไม่มีอำนาจจัดการแต่อย่างใด

การพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องอำนาจที่แท้จริงของประชาชนนับเป็นเนื้อหาที่เข้มข้นในทุกเวที ในขณะที่วิทยากรกระบวนการเน้นย้ำตลอดเวลาว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ในขณะเดียวกันผู้เข้าร่วมประชุมต่างไม่มีความมั่นใจว่าท้ายที่สุดแล้วขอบเขตการจัดการตนเองที่กำลังเรียกร้องจะได้มาอย่างไร จึงได้ยินเสียงส่วนหนึ่งที่เล็ดรอดออกมาในระหว่างกลุ่มชาวบ้าน เช่นว่า “เราดูแลตนเองได้ บ้านเราเอาก้านมันสำปะหลังปักลงดิน ก็กินได้แล้วไม่ต้องใส่ปุ๋ย” “เสียงคนแบบเรา orang kaki kabut (ขาเปื้อนฝุ่น) เขาจะฟัง เขาจะเอาไปคิดด้วยหรือ”

เราต้องการการเลือกตั้ง

ข้อเสนอทางเลือกกลางไฟใต้และรูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษที่ถูกนำเสนอต่อชาวบ้านมีเนื้อหาส่วนที่สำคัญที่สุดคือรูปแบบการปกครองในระดับจังหวัด ซึ่งทุกข้อเสนอจะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งดูเหมือนว่าข้อเสนอนี้ถูกจริตกับเวทีระดมความคิดเห็นเกือบทุกเวที อีกทั้งปรากฏข้อเสนอที่หลากหลายมากที่สุดประเด็นหนึ่งของการแลกเปลี่ยนความเห็น

ชาวบ้านจะรังตาดง และชาวบ้านกือเม็งต่างเห็นพ้องกันว่าผู้บริหารระดับสูงต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งชาวบ้านหลายคนช่วยกันอภิปรายสนับสนุนข้อเสนอของตนเองอย่างแข็งขัน

“มหานครใหญ่เกินไป รู้สึกห่าง คิดว่าสามนครใกล้ชิดกว่า มีผู้ว่าเยอะดีกว่ามีน้อย” เป็นแนวคิดของกลุ่มที่ต้องการให้มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นรายจังหวัดอ้างว่าการมีผู้ว่า 3 คน ใน 3 จังหวัดจะสามารถดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งเป็นการสะดวกของประชาชนในการเข้าถึงผู้ว่าราชการจังหวัด มีความรู้สึกใกล้ชิดกว่าการมีผู้ว่ามหานคร หากเป็นมหานครจะเป็นองค์กรที่ใหญ่โตขึ้นชาวบ้านจะไม่มีพาวเวอร์ที่จะไปถึงได้ หรือทัศนะที่ว่าโครงสร้างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันดีแล้วเพียงแต่การได้ผู้บริหารจากการเลือกตั้งจะเป็นการเพิ่มอำนาจที่แท้จริงให้กับผู้ว่า

ในขณะที่กลุ่มที่เห็นว่าการมีผู้ว่ามหานครบริหารคนเดียวจะมีข้อดีในด้านความเป็นเอกภาพในการเมืองการปกครอง มีอำนาจที่ชัดเจน โดยมีข้อเสนอว่าให้มีผู้ว่าเพียงคนเดียงที่บริหารทั้งสามจังหวัดและสี่อำเภอของสงขลาด้วย

ประเด็นที่ทุกฝ่ายเห็นด้วยเป็นเสียงเดียวกันคือ แต่ละจังหวัดต้องมีสภาระดับจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง อีกทั้งหน่วยปกครองระดับล่างลงไป คือ ระดับอำเภอ ระดับตำบลหรือกระทั่งระดับหมู่บ้านต่างต้องการให้ได้มาโดยการเลือกตั้ง

กือเม็งโมเดล

ในระหว่างการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่บ้านกือเม็ง ชาวบ้านที่นี่ได้มีข้อเสนออย่างเป็นรูปธรรมในอีกโมเดลหนึ่งซึ่งพวกเขาเรียกกันเองในชื่อ “กือเม็งโมเดล”

ชาวบ้านกลุ่มใหญ่เห็นพ้องกันว่าต้องการให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดใน 3 จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และให้มีการเลือกตั้งผู้ว่ามหานครอีก 1 ตำแหน่งคล้ายๆ ตำแหน่ง AGONG หรือพระราชาธิบดีของมาเลเซียทำหน้าที่บริหารทั้งสามจังหวัด พร้อมๆ กันนี้ให้มีการจัดการเลือกตั้งทั้งสภามหานคร และสภาประชาชน ในส่วนระดับล่างให้มีการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลเช่นเดิม

แม้ว่าการพูดคุยจะสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของชาวบ้านในการรับรู้และการมีส่วนร่วมในกระบวนการระดมความคิดเห็น แต่น้ำเสียงของความไม่มั่นใจในสิ่งที่เลือกจะปรากฏให้เห็นตลอดเวลา ในขณะที่ต่างคนต่างเสนอ เห็นชอบ สนับสนุนการเลือกตั้งผู้บริหารในระดับต่างๆ เห็นด้วยกับการมีสภาประชาชน มองเห็นภาพการจัดการตนเอง

แต่ในขณะเดียวกัน ชาวบ้านเองไม่มีองค์ความรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงสู้การจัดการตนเองได้จะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง ยังคงมีคำถามว่าเมื่อได้ผู้ว่าจากการเลือกตั้งแล้วจะสามารถแก้ปัญหาความไม่สงบได้หรือไม่ ผู้ว่าจากการเลือกตั้งจะมีอำนาจแค่ไหน จะสามารถแก้ปัญหายาเสพติด ปัญหาการศึกษาได้หรือไม่

ทั้งนี้ เพราะสิ่งที่ชาวได้รับรู้คือ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างอำนาจการเมือง ประชาชนสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งผู้บริหาร ในขณะเดียวกันต่างไม่แน่ใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การแปรเปลี่ยนของนโยบายสาธารณะหรือไม่

การระดมความคิดเห็นในเวทีสาธารณะจึงดูเหมือนเป็นการส่งต่อภาพจำลองโมเดลรูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษจากคู่มือที่ผลิตโดยนักวิชาการสู่การรับรู้ของประชาชน เป็นภาพสองมิติที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการบริการจัดการท้องถิ่น ในขณะที่ชาวบ้านจำนวนหนึ่งตั้งคำถามว่าข้อเสนอเหล่านี้จะสามารถสู่ความเป็นจริงหรือไม่ และทางเลือกต่างๆ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ทั้งในระดับการกำหนดนโยบายและในชีวิตประจำวัน

 คนไม่อยู่บ้านไม่เอาด้วย ฝ่ายทหารไม่รับรู้

ในขณะที่การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นดำเนินไปอย่างออกรส เสียงสะท้อนในประเด็นเรื่องสิทธิอำนาจของประชาชนจะมีขึ้นเป็นระยะ เช่น ความสงสัยว่ากระบวนการระดมความคิดเห็นครั้งนี้จะนำไปสู่บทสรุปใด ข้อเสนอของประชาชนชายแดนใต้จะได้รับการยอมรับจากหน่วยงานรัฐบาลหรือไม่ เป้าหมายของสภาประชาสังคมจะสำเร็จหรือไม่ คนพุทธในพื้นที่มีความเห็นในประเด็นนี้อย่างไร

ไม่เพียงเท่านี้ ชาวบ้านในเวทีบ้านกือเม็งคนหนึ่งกล่าวว่า ข้อเสนอต่างๆ ที่ชาวบ้านระดมความเห็นถ้าหาก “คนไม่อยู่บ้าน” ไม่เห็นด้วยคงไปไม่รอด ขณะที่อีกคนหนึ่งกล่าวว่า ทุกอย่างถ้าฝ่ายทหารไม่เห็นด้วย “ไม่ผ่าน” และหากทหารเห็นด้วย “ผ่าน”

เวทีสร้างความเข้าใจการเมือง

แม้ว่ากลุ่มชาวบ้านที่มารวมตัวกันจะเป็นกลุ่มผู้หญิงในจำนวนเกินครึ่งของที่ประชุม แต่การแสดงความคิดเห็นและการแลกเปลี่ยนกลับเป็นไปอย่างเข้มข้น เสียงประชาชนทั้ง 2 ชุมชมแห่งนี้เป็นไปในแนวทางเดียวกันว่าทุกคนต้องการเปลี่ยนแปลงจากสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะการในระดับท้องถิ่นที่ดูเหมือนว่าหากเกิดการเปลี่ยนแปลงย่อมเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี

แม้ว่ารูปแบบการจัดเวทีนโยบายสาธารณะ “ชายแดนใต้จัดการตนเอง” จะมีวิทยากรให้ความรู้และอธิบายรูปแบบข้อเสนอต่างๆ แต่ดูเหมือนว่าบทสนทนาระหว่างกันของชาวบ้านจะเข้มข้นและลงลึกในรายละเอียดมากกว่า ข้อเสนอและความคิดเห็นของสมาชิกชุมชนจะได้รับความสนใจและมักจะมีข้อถกเถียงตามมาเสมอ

ประธานกลุ่มสตรีพัฒนาชุมชน ต.ท่าธง กล่าวว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสรับฟังและพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นการกระจายอำนาจ ซึ่งก่อนจะเข้าร่วมเวที รู้สึกกลัว เพราะคิดว่าเป็นการพูดคุยเพื่อหาแนวร่วมในการแบ่งแยกดินแดน แต่เมื่อมาฟังแล้วก็เข้าใจว่าไม่ใช่ เป็นการพูดคุยเรื่องการเมือง การกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นสิทธิของพวกเขาที่จะต้องรับรู้อยู่แล้ว และเวทีครั้งนี้ทำให้มีความรู้และเข้าใจเรื่องโครงสร้างทางการเมืองการปกครองมากขึ้น