ความเห็นคนในหลังการพูดคุยระหว่าง สมช.กับ แกนนำ BRN

การพบปะระหว่าง  พล..ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่ง (สมช.) กับนายฮัสซัน เจ๊ะหลง แกนนำขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ (BRN-Coordinate) เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ทำให้นักวิชาการ และผู้ที่ทำงานภาคประชาสังคม นิยามหมายของการพบปะครั้งนี้แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่เหมือนคือ “การพบปะครั้งนี้เป็นขั้นตอนสำคัญในการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในรูปแบบสันติวิธี”

แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา

“อยากให้รัฐบาลพูดคุยกับหลายๆ กลุ่ม”

 

แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 15 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การพบว่าครั้งนี้ ถือว่าเป็นเจตจำนงที่ดีของรัฐบาลที่จะแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือว่าเป็นบันไดขั้นแรกที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาโดยการพูดคุย

“อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลมีความพร้อมจะมีการเจรจากับฝ่ายขบวนการ การพูดคุยครั้งนี้มีความแตกต่างจากการพูดคุยจากหลายครั้งที่ผ่านมา ที่ดำเนินการโดยฝ่ายทหาร และภาคประชาสังคม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วรัฐบาลไม่เคยทราบ

“หลังจากการลงนามเพื่อจะพูดคุยกันในครั้งนี้ คิดว่าไม่ได้หวังว่าจะทำให้เกิดความสงบสุขในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องการพุดคุยครั้งนี้ ถือว่าเป็นการสร้างความรู้จัก และสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน หลังจากนั้น จึงพัฒนาสู่การทำอย่างไรที่จะทำให้ทั้ง 2 ฝ่าย ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกัน โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงต่อกัน

“อย่างไรก็ตาม การพูดคุยระหว่างกันตัวแทนรัฐบาลไทยกับแกนนำขบวนการ BRN-Coordinate ที่จะมีขึ้นครั้งต่อไปในวันที่ 28 มีนาคม 2556 คิดว่าน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในหลายๆ ประเด็น สิ่งสำคัญที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการคือ ต้องมีการพูดคุยกับหลายๆ กลุ่มที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ แม้ว่ากลุ่มเหล่านั้นจะไม่มีกองกำลังที่เคลื่อนไหวในพื้นที่แล้วก็ตาม

“เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา ดิฉันและสมาชิกกลุ่มวะดะห์ในฐานะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ร...เฉลิม อยู่บำรุง ได้มีการประชุมนัดแรกไปแล้วหลังจากได้รับการแต่งตั้ง โดยดิฉันตนได้เสนอต่อที่ประชุมว่า อยากให้ภาคประชาสังคมในพื้นที่เข้ามามีบทบาทในกระบวนการพูดคุยด้วย เนื่องจากภาคประชาสังคมเป็นบุคคลในพื้นที่ ทั้งที่เป็นนักวิชาการ นักศึกษาและอื่นๆ

“บุคคลเหล่านี้มีความใกล้ชิดกับประชาชน และรู้ปัญหาในพื้นที่อย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ยังไม่ได้รับการตอบรับแต่อย่างใดในขณะนี้

 

นางสาวละม้าย  มานะการ

 “ที่รัฐบาลต้องทำคือกำหนด Road Map สันติภาพ”

 

นางสาวละม้าย  มานะการ กองเลขานุการสภาประชาสังคมชายแดนใต้ กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้เป็นการเจรจาระหว่าง พล..ภราดร พัฒนถาบุตร กับ นายฮัสซัน ต็อยยิบ หากรัฐบาลมีความจริงใจในการเจรจา หรือเป็นนโยบายของรัฐบาลจริงๆ คิดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ในการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ในลักษณะสันติวิธี ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ที่ทำงานในเรื่องสันติวิธี เน้นการพูดคุยเพื่อสันติภาพ และการเจรจาระหว่างกัน

“จากการศึกษากรณีของจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย และกรณีภาคใต้ของประเทศฟิลิปปินส์  พบว่า กว่าที่การเจรจาจะนำไปสู่การเกิดสันติภาพได้นั้น ต้องใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี ดังนั้นสิ่งสำคัญหลังจากนี้ที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการคือ การกำหนด Road Map (แผนที่นำทาง) ให้ชัดเจนว่า จะนำสันติภาพมาสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร

”รัฐบาลจะต้องทำความเข้าใจในหน่วยงานของรัฐเอง และหน่วยงานของรัฐทุกๆหน่วยต้องออกมาสนับสนุนการดำเนินการของรัฐบาลในครั้งนี้ และเรื่องนี้ต้องเป็นนโยบายของทุกๆ รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ที่สำคัญอย่าเอาเรื่องนี้มาเป็นเรื่องการเมือง เพราะประชาชนในพื้นที่มีความสูญเสียมามากพอแล้ว

 

อาจารย์อะฮหมัด สมบูรณ์  บัวหลวง

“ความขัดแย้งต้องจบด้วยการเจรจา ด้วยปัญญาและความจริงใจ”

อาจารย์อะฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง ผู้อำนวยการหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า การลงนามดังกล่าว เป็นการทำสัญญาต่อกัน

“การลงนามครั้งนี้ ตนมีความคิดเห็น 2 ประการ คือ ประการที่ 1.รัฐบาลไทยยอมรับว่ามีขบวนการกอบกู้เอกราชปาตานีจริง ดังนั้นหลังจากนี้รัฐบาลจะเรียกขบวนการกอบกู้เอกราชปาตานีว่า “โจร” อีกต่อไปไม่ได้ อีกทั้งเป็นการยอมรับว่า การต่อสู้ในพื้นที่เป็นการต่อสู้ทางอุดมการณ์  

“ประการที่ 2.เป็นการเปิดพื้นที่ในการแก้ปัญหาในมิติใหม่ ที่ประเทศไทยจะต้องจารึกว่า ความขัดแย้งที่เกิดขั้นจะต้องจบลงด้วยการพูดคุยเท่านั้น ดังนั้นการเซ็นสัญญาครั้งนี้ เป็นแสวงหาสันติภาพในอนาคต ฉะนั้นหลังจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องมีความจริงใจต่อการแสวงหาแนวทางสันติภาพที่ถาวร ไม่ใช่แค่ต้องการให้ประชาคมโลกรับรู้ว่า รัฐบาลมีแนวทางแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีแล้วเท่านั้น

“หลังจากนี้ อย่าถามว่าพื้นที่ตรงนี้จะสงบหรือไม่ เนื่องจากความสงบสุขกับความรุนแรงเป็นคนละเรื่องกัน การเซ็นสัญญาครั้งนี้เป็นกระบวนการหรือขั้นตอนหนึ่งที่จะหาทางออกร่วมกันในอนาคต หรือเป็นการยอมรับศักดิ์ศรีของแต่ละฝ่ายในการทำข้อตกลงร่วมกัน

“การเซ็นสัญญาครั้งนี้ บุคคลที่ออกมาเซ็นสัญญากับรัฐบาลจะเป็นตัวปลอมหรือตัวจริงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญคือเป็นเป็นมิติใหม่ที่ประวัติศาสตร์ไทยจะต้องจารึกว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะต้องจบลงบนโต๊ะเจรจา หรือต้องแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา ไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการใช้อาวุธ

“ส่วนเหตุรุนแรงในพื้นที่นั้น คิดว่าจะยังคงเกิดขึ้นต่อไป แต่จะรุนแรงขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่กับทั้ง 2 ฝ่ายว่า จะมีความจริงใจแค่ไหนในสิ่งที่เซ็นสัญญาลงไป หากรัฐบาลไม่มีความจริงใจ ก็อาจจะเกิดความรุนแรงขึ้นได้อีก หรือหากรัฐบาลมีความจริงใจ แต่ฝ่ายขบวนการไม่มีความจริงใจ ผลสะท้อนก็จะกลับไปเกิดขึ้นต่อขบวนการเสียเอง”