‘อยากได้อะไรจากสันติภาพ’ เสียงจากพื้นที่ นักศึกษา-คนพุทธ-คนทำงาน

‘อยากให้สันติภาพแก้ปัญหาอะไร’ คือคำถามง่ายต่อคนในพื้นที่ชายแดนใต้ เสียงจากนักศึกษา คนไทยพุทธ คนทำงาน ย้ำต้องยุติความรุนแรงเป็นอันดับแรก สันติภาพต้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม เปิดพื้นที่ถกเถียงกันได้ทุกเรื่อง มีเวทีพูดคุยทุกระดับในสังคม ต้องถอนทหารและเร่งสร้างบรรยากาศประชาธิปไตย ต้องเร่งแก้ปัญหาการศึกษาในพื้นที่ ต้องนิรโทษกรรมและทบทวนคดีความมั่นคง 
 
 
 
 
 
“ต้องการให้สันติภาพแก้ปัญหาอะไรในชีวิตประจำวัน” เป็นคำถามง่ายๆ ที่หวังจะให้ชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ต้องเผชิญกับปัญหาความรุนแรง ได้สะท้อนความต้องการออกมา ในขณะที่หลังจากการลงนามเพื่อพูดคุยสันติภาพในชายแดนใต้ของไทยระหว่างเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กับตัวแทนขบวนการบีอาร์เอ็น-โคออดิเนท เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ที่มีตัวแทนรัฐบาลมาเลเซียเป็นพยานนั้น สื่อต่างๆมุ่งนำเสนออย่างเจาะลึกแต่ส่วนใหญ่ยังฉายภาพไปที่ตัวละครสองฝ่ายที่มีอาวุธอยู่ในมือเท่านั้น
ต่อไปนี้เป็นเสียงจากคนในพื้นที่ส่วนหนึ่งที่พยายามแสดงความคิดเห็นต่อกระบวนการดังกล่าว ที่สำคัญคือข้อเสนอแนะและความต้องการให้แก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนในมุมมองของตัวเอง ได้แก่เสียงจากกลุ่มนักศึกษา คนทำงานและประชาชนต่อความหวังในการแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่มีมีมากกว่า 9ปีแล้ว
 
สันติภาพต้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม
นายมูหามะบากรี อาบูดาโด๊ะ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา กล่าวว่า เห็นด้วยกับกระบวนการสันติภาพที่จะเกิดขึ้น แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้คนได้แสดงความคิดเห็นที่หลากหลายและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพ โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ที่จะต้องมีบทบาทในการกำหนดทิศทางของตนเองได้
“หากกระบวนการสันติภาพเกิดขึ้นประชาชนทุกฝ่ายไม่มีส่วนร่วม แต่เป็นกระบวนการที่มีเพียงฝ่ายรัฐหรือฝ่ายกลุ่มคนที่คิดต่างจากรัฐเท่านั้น กระบวนการสันติภาพนั้นก็ไม่อาจเป็นสันติภาพที่แท้จริง” นายมูหามะบากรี กล่าว
 
ต้องเปิดพื้นที่ถกเถียงกันได้ทุกเรื่อง
นายอนัสมะรอแม นักศึกษาสาขาวิชาเอกนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา ชั้นปี 1 กล่าวว่า กระบวนการสันติภาพเป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ แนวทางในการแก้ไขปัญหาหลักๆ คือ จะต้องเข้าหาพูดคุยกันและตั้งโต๊ะเสวนากันระหว่างทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายรัฐและฝ่ายขบวนการ และสามารถถกเถียงกันได้ในทุกๆเรื่อง เพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในชายแดนภาคใต้
นางสาวฮูดาดือราโซ นักศึกษาสาขาวิชาเอกนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา ชั้นปี 1 กล่าวว่า กระบวนการสันติภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องร่วมกันสร้างเพื่อให้เกิดสันติขึ้นมา และแนวทางการแก้ไขปัญหานั้นจะต้องหาสาเหตุว่า ความขัดแย้งนั้นเกิดขึ้นจากอะไรและทำไมถึงเกิดขึ้น จึงสามารถแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ที่สำคัญควรเปิดให้มีการพูดคุยกันในเรื่องที่คับข้องใจของคนในพื้นที่ และรวมไปถึงให้มีการถกเถียงกันในเรื่องของความขัดแย้ง เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน
 
ต้องถอนทหารและเร่งสร้างบรรยากาศประชาธิปไตย
นางสาวนูรอัลวานีย์ สมาแอ นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวว่าการเจราจาครั้งนี้หวังว่าทั้งสองฝ่ายจะยอมรับข้อเสนอของแต่ละฝ่าย เพื่อคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพราะคนในพื้นที่ต่างก็เบื่อความรุนแรงเต็มที่แล้ว แต่การเจราจาของทั้งสองฝ่ายขอให้นึกถึงประชานในพื้นที่ด้วย ไม่ใช่แค่หวังแต่ผลประโยชน์ของตัวเองฝ่ายเดียว
“การเจราจาครั้งนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ถึงแม้ว่ามันยังไม่ชัดเจนว่าจะประสบผลสำเสร็จหรือไม่ แต่อย่างน้อยความหวังที่จะให้ในพื้นที่ 3 จังหวัดสงบสุขนั้นยังมีอยู่และเป็นสิ่งทุกฝ่ายปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง”
นูรอัลวานีย์ กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าการตั้งเป็นนครปัตตานีนั้นก็ดี เพราะทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายกระบวนการบีอาร์เอ็นจะได้ไม่ต้องสูญเสียไปมากกว่านี้ในการสู้รบแย่งแช่งดินแดน ถือว่าเป็นถอยคนก้าวเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่เกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน
 
ต้องมีเวทีพูดคุยทุกระดับในสังคม
นักศึกษามหาวิยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีคนหนึ่ง กล่าวว่า กระบวนการสันติภาพต้องเป็นการเปิดพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยน แสดงความคิดเห็นโดยไม่จำกัดสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ไม่เฉพาะแค่วงเสวนาทางวิชาการเท่านั้น เช่น ในร้านน้ำชา สถาบันการศึกษาต่างๆ ก็สามารถเป็นพื้นที่พูดคุยเพื่อสันติภาพได้ เป็นต้น
นักศึกษาคนเดิม กล่าวอีกว่า การดึงคนให้ออกมาพูดคุยเรื่องสันติภาพนั้น จะต้องมาจากฐานความคิดที่เป็นองค์ความรู้ เนื่องจากคำนิยามหรือความเข้าใจคำว่าสันติภาพของแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มอาจแตกต่างกัน ดังนั้นจึงต้องเปิดพื้นที่ให้คนได้มาพูดคุยกันให้มาก เพื่อเป็นการแสวงหาจุดร่วมในกระบวนการสันติภาพ ที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนถกเถียงความคิดของทุกฝ่าย อย่างมีเสรีภาพที่แท้จริง
 
ต้องยุติความรุนแรงเป็นอันดับแรก
นางอันธิฌา แสงชัย อายุ 36 เจ้าของร้านหนังสือ Buku Pattani อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี กล่าวว่า อันดับแรกก่อนที่จะเกิดสันติภาพ ต้องยุติความรุนแรงก่อน ทั้งฝ่ายรัฐและขบวนการจะต้องหันหน้ามาเจรจาพูดคุยกันให้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้ยุติความรุนแรงได้
นางสาวดาราณี ทองศิริ เจ้าของร้านหนังสือ buku pattani อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี กล่าวว่า หากในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีสันติภาพเกิดขึ้น ดิฉันต้องการให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ซึ่งดิฉันคิดว่ากระบวนการสันติภาพเป็นมากกว่าแค่การเซ็นสัญญา การแก้ปัญหาจะต้องครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมด
นางสาวดาราณี กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาหลังการลงนามดังกล่าวก็ยังไม่ได้ส่งผลดีอะไรในพื้นที่ ชาวบ้านเองก็ไม่ได้รับความยุติธรรมเหมือนเดิม อีกทั้งนักศึกษาเองก็ถูกเพ่งเล็งจากภาครัฐในการทำกิจกรรม
นางสาวดาราณี กล่าวว่า การจัดงานวันสื่อทางเลือกในวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการะบวนการสันติภาพ เพราะสื่อมีอิทธิพลต่อสังคมเป็นอย่างมาก และเมื่อสันติภาพเกิดขึ้นจริง การทำงานก็จะคล่อง เพราะความหวาดระแวงก็จะหมดไป เนื่องจากปัจจุบันทุกคนมีความหวาดระแวง ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา เอ็นจีโอ หรือคนในพื้นที่ ทำให้ทำงานลำบาก
นางสาวไซนะ นาแว อายุ 22 ปี จากองค์กร Pattani Forum กล่าวว่า ต้องยุติความรุนแรงก่อนเป็นอันดับแรก เพราะความรุนแรงได้สร้างความสูญเสียอย่างมหาศาลแก่ประชาชนและสังคมวงกว้าง และยังสร้างความขัดแย้งที่ไม่รู้จักจบด้วย
 
ต้องเร่งแก้ปัญหาการศึกษาในพื้นที่
นางสาวนูรไอนี มะลี ครูอัตราจ้างโรงเรียนเรียนชุมชนบ้านปูยุด อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี กล่าวว่า การแก้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีมาแล้วหลายรูปแบบมากแต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ดังนั้น ตนคิดว่าการพูดคุยเจราจาในครั้งนี้ น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้องที่สุดแล้ว เพราะที่ผ่านมาแก้ปัญหาโดยรัฐเป็นฝ่ายเดียว โดยการปราบปรามและการเผชิญหน้ากันมากกว่าที่การพูดคุยกัน
“การเจราจาครั้งนี้ ดิฉันหวังว่าทั้งสองฝ่ายนั้นจะมีข้อเสนอดีๆให้แก่กัน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้อยู่กันอย่างสงบซักที เพราะคนในพื้นที่มีความทุกข์กันมานานมากแล้ว”
นางสาวนูรไอนี กล่าวต่ออีกว่า ในฐานะที่ตนเป็นครู ปัญหาแรกที่ควรเร่งแก้ไขโดยด่วน คือการศึกษาของเด็กในพื้นที่ เนื่องจากเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อนักเรียนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการที่ครูถูกทำร้ายจนทำให้ต้องปิดโรงเรียนบ่อยครั้ง จนทำให้เด็กในพื้นที่ค่อยข้างจะเรียนช้าที่กว่าเด็กที่อื่น
“การเรียนเป็นสิ่งสำคัญที่จะปลูกฝังให้เด็กได้เติบโตเป็นคนดีต่อไปในอนาคต แต่ปัญหาคือครูขาดแคลน เนื่องจากครูที่เป็นต่างพื้นที่รู้สึกหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดจนไม่กล้าที่จะมาสอนเด็กในพื้นที่ แต่เชื่อว่าหลังจากการเจราจาจบสิ้นลง ความรุนแรงอาจจะเบาบางลงก็เป็นได้
 
ต้องนิรโทษกรรมและทบทวนคดีความมั่นคง
 
นายวีฟาอี มอลอ นักจัดรายการวิทยุจากสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันสลาตัน กล่าวว่า ขั้นแรกของกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อยากมีการนิรโทษกรรมผู้ต้องขังในคดีความมั่นคง เพราะปัจจุบันมีทั้งคนที่ทำผิดจริงและคนบริสุทธิ์แต่ตกเป็นแพะรับบาป
นายวีฟาอี กล่าวอีกว่า เมื่อมีการเริ่มกระบวนการสันติภาพแล้ว ก็ควรที่จะนำคดีความมั่นคงทั้งหมดมาทบทวนใหม่ว่า มีความยุติธรรมตามกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ ตั้งแต่การสืบสวน สอบสวน ไปจนถึงกระทั่งพิพากษาของศาล
นายวีฟาอี กล่าวต่ออีกว่า ตนคิดว่าเมื่อกระบวนการสันติภาพเกิดขึ้น การทำงานในพื้นที่ก็จะง่ายขึ้น เพราะสถานการณ์ปัจจุบันถูกจำกัดทั้งสิทธิในการสื่อสารหรือถูกเพ่งเล็งจากภาครัฐ เช่น นักจัดรายการวิทยุบางคนถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกดินแดน เมื่อสันติภาพเกิดขึ้นก็จะทำให้คนในพื้นที่สามารถทำงานได้อย่างอิสระ โดยไม่ถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ