“ขอให้อดทนรับฟังพวกเรา” ข้อเสนอจาก BRN ในวงถกสันติภาพชายแดนใต้

เผยบรรยากาศของการพูดคุยสันติภาพ 28 มีนาคม ตัวแทนบีอาร์เอ็นหลั่งน้ำตาอัดอั้นต่อชะตากรรมชาวมลายูปาตานีตั้งแต่อดีต พร้อมขานรับข้อเสนอลดก่อเหตุความรุนแรง ด้าน สมช. ศอ.บต.ขานรับให้ความยุติธรรมต่อพี่น้องมุสลิม ยอมรับมีสัญญาณเชิงบวก เหตุคนร่วมวงคุยมาในนามองค์กร ชี้มีโอกาสแก้ปัญหาในอนาคตได้
 
 
 
ผ่านไป 2 วัน หลังจากการพูดคุยกันระหว่างคณะตัวแทนรัฐบาลไทย ที่นำโดยพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กับฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็น (BRN) ที่นำโดยนายฮัสซัน ตอยิบ แกนนำขบวนการบีอาร์เอ็น เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2556 ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ร่วมกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ก็จัด“สัมมนาการสร้างความปรองดองและสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้” เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2556 ที่ห้องประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา โดยให้พล.ท.ภราดร และคณะ มาบอกเล่าบรรยากาศของการพูดคุยดังกล่าว ต่อหน้าผู้นำศาสนาและประชาชนกว่า 300 คน
ต่อไปนี้ เป็นการบอกเล่าถึงบรรยากาศของการพูดคุยดังกล่าว โดยผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ที่ร่วมคณะฝ่ายไทยเข้าร่วมการพูดคุยครั้งนี้ด้วย ดังนี้
.......................................
ห
 
ผศ.ดร.ศรีสมภพ เล่าว่า คณะเจรจาฝ่ายไทยมี 9 คน ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง จำนวน 6 คน และตัวแทนจากภาคประชาสังคมอีก 2 คน ส่วนฝ่ายขบวนการ มีตัวแทน 6 คน โดยมาจากขบวนการบีอาร์เอ็น 5 คน และขบวนการพูโล (PULO) 1 คน
“การพูดคุยครั้งนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับผม เพราะไม่เคยมีประสบการณ์อย่างนี้มาก่อน ผมมีความรู้ในเรื่องทฤษฎีเท่านั้น สิ่งที่ประทับใจคือ ทางรัฐบาลมาเลเซียมีการเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดี ทั้งการจัดเวที การจัดกระบวนการพูดคุย ตลอดจนสถานที่ประชุมก็มีความลึกลับซับซ้อน กว่าจะเข้าไปถึง รถต้องวนกันหลายรอบ
ขณะที่ประธานในที่ประชุมก็เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ในการจัดประชุมลักษณะนี้ ทำให้บรรยากาศในการพูดคุยเป็นบรรยากาศที่ไปด้วยดี มีความเป็นมิตรต่อกัน ไม่ได้ตึงเครียดแต่อย่างใด
ในช่วงเช้ามีการพูดคุยกันในเรื่องเงื่อนไขข้างต้นหรือ TOR ในประเด็นที่ว่า จะจัดกระบวนการพูดคุยอย่างไร มีการพูดถึงเรื่องสมาชิกที่จะเข้าร่วมพูดคุยอย่างไร การประสานงานทั้ง 2 ฝ่ายจะทำกันอย่างไร
จากนั้น ต่อด้วยการพูดถึงประเด็นการขอความคุ้มครองทางกฎหมาย หรือหลักประกันการคุ้มครองทางกฎหมายสำหรับตัวแทนของฝ่ายขบวนการที่จะออกมาพูดคุยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบุคคลที่มีหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา(ป.วิอาญา) หรือตามหมายพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (หมาย ฉฉ) ว่าจะทำอย่างไรในเรื่องนี้ เพื่อความสะดวกในการดำเนินการในระหว่างที่มีการเจรจากัน
ในช่วงบ่ายใช้เวลาในการพูดคุยกันนานมาก ตั้งแต่เวลา 14.00 น. จนถึงช่วงคำ เริ่มด้วย พ.ต.อ.ทวี เสนอต่อฝ่ายการขบวนการบีอาร์เอ็น 3 ข้อ คือ 1.ทำอย่างไรที่จะให้ความรุนแรงลดลง โดยเฉพาะความรุนแรงต่อเด็ก สตรี ครู พระและผู้หญิง 2.ทำอย่างไรที่หลีกเลี่ยงการก่อเหตุในเขตเมือง เขตชุมชน และเขตเศรษฐกิจ เพราะจะทำให้คนบริสุทธิ์ได้รับผลกระทบด้วย 3.สร้างความเชื่อมั่นโดยการมาร่วมกันช่วยหาสาเหตุของความรุนแรง
“ในช่วงนี้ใช้เวลามากที่สุดในการพูดคุย โดยตัวแทนขบวนการบีอาร์เอ็นกล่าวว่า ปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นความผิดของขบวนการบีอาร์เอ็นอย่างเดียว แต่จะต้องพูดถึงว่า รัฐไทยก็เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความรุนแรง
ตัวแทนขบวนการบีอาร์เอ็นได้ระบายความรู้สึกสะเทือนใจที่รัฐไทยกระทำต่อพี่น้องประชาชนมลายูปาตานี ตั้งแต่อดีต เช่น กรณีของหะยีสุหลง อับดุลกอเดร์ กรณีเหตุการณ์กบฏดุซงญอ เมื่อปี 2491 กรณีเหตุสังหาร 6 ศพที่สะพานกอตอ เมื่อปี 2518 เหตุการณ์ประท้วงที่ปัตตานีเมื่อปี 2518 เหตุการณ์ตากใบ เมื่อปี 2547 เหตุการณ์กรือเซะ เมื่อปี 2547 เป็นต้น”
ในการระบายและสะท้อนความรู้สึกสะเทือนใจต่อชะตากรรมของชาวมลายูปาตานีที่ถูกรัฐไทยกระทำในเหตุการณ์ต่างๆ ของตัวแทนขบวนการบีอาร์เอ็น เป็นด้วยความตึงเครียด โดยใช้ภาษามลายูระบายถึงความรู้สึกเจ็บปวด เจ็บช้ำ อัดอั้น สะเทือนใจ
ระหว่างการบอกเล่านั้น ผู้พูดและเพื่อนร่วมคณะไม่อาจกลั้นน้ำตาในสิ่งที่ได้บอกเล่าและได้ยิน กระทั่งบางคนถึงกับต้องออกนอกห้องประชุมไปและกลับเข้ามายังห้องประชุมอีกครั้ง หลังจากระงับความรู้สึกเศร้าโศกได้และสามารถเข้าร่วมพูดคุยต่อไปได้
“การแสดงความรู้สึกนี้ ผมคิดว่า เป็นความรู้สึกที่แท้จริงของเขา เป็นความรู้สึกของนักต่อสู้ปาตานี ที่ต้องการต่อสู้เพื่อประชาชนของเขา”
“เป็นความรู้สึกเจ็บปวดที่เคยถูกกระทำจากรัฐในอดีต โดยที่คณะเจรจาของฝ่ายไทยทุกคนรับฟังอย่างสงบ ไม่มีการตอบโต้กันแต่อย่างใด ทุกคนมีความตั้งใจที่จะรับฟังกันถึงความเจ็บปวดของพี่น้องประชาชนปาตานี
หลังจากนั้นพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต.ชี้แจ้งถึงการดำเนินการของรัฐบาลที่ผ่านมาในการแก้ปัญหาต่างๆต่อประชาชนในพื้นที่ เช่น การเยียวยาผู้สูญเสียจากเหตุไม่สงบอย่างเต็มที่ การเปิดพื้นที่สนับสนุนด้านวัฒนธรรม ภาษา โดยการเปิดสถานีโทรทัศน์ภาษามลายู ร่วมทั้งการแก้ปัญหาความยุติธรรมต่อประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนการออกมาตรการต่างๆ ที่ไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐไปทำร้ายประชาชน เป็นต้น
 ส่วนเรื่องเหตุการณ์ในอดีต เช่น กรณีหะยีสุหลง อับดุลกอเดร์ กรณีเหตุการณ์กบฏดุซงญอ เป็นต้น เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่รัฐที่นั่งอยู่ที่นี้ ไม่ได้อยู่ในช่วงนั้น จึงไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้
“เมื่อมาถึงจุดนี้ ผมเองในฐานะนักวิชาการหรือตัวแทนภาคประชาชนที่เข้าร่วมในกระบวนการนี้ พยายามที่จะพูดให้เห็นว่า ผมเข้าใจต่อความรู้สึกของฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็นหรือต่อพี่น้องมลายูปาตานี เพราะผมมีคนรู้จักในพื้นที่ และมีลูกศิษย์ที่เป็นชาวมลายูหลายคน และมีความรู้สึกในความเจ็บปวดต่างๆ
ขณะเดียวกันผมชี้ให้เห็นว่า ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ไม่ได้มีเฉพาะคนมลายูอย่างเดียว เพราะเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้ที่เสียชีวิตแล้วกว่า 5,500 คน บาดเจ็บเป็นหมื่นคน คนที่เสียชีวิตมีทั้งทหาร ตำรวจ คนไทยพุทธ มุสลิม และประชาชนผู้บริสุทธิ์
ดังนั้นความเจ็บปวดจากเหตุไม่สงบในพื้นที่ เป็นความเจ็บปวดของทุกฝ่าย เราไม่อยากที่จะให้คนในพื้นที่เสียชีวิตมากไปกว่านี้ เรามีหนทางในการหาทางออกร่วมกันได้หรือไม่ในตอนนี้
ในการพูดคุยในครั้งนี้ ขบวนการบีอาร์เอ็นเสนอว่า รัฐต้องแสดงให้เห็นถึงรูปธรรมที่ชัดเจนในเรื่องการให้ความยุติธรรมต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะในเรื่องกฎหมายและต่อผู้ต้องหา
ส่วนฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็นรับจะพิจารณาเรื่องการลดการก่อเหตุรุนแรง โดยจะนำเรื่องนี้เข้าไปพิจารณาในสภาของเขา (สภาองค์กรนำของขบวนการบีอาร์เอ็น) แต่ยังไม่สามารถที่พูดคุยในรายละเอียดได้ เนื่องจากเวลาไม่เพียงพอ จึงมีการนัดพูดคุยกันอีกครั้งในวันที่ 29 เมษายน 2556 โดยมีการฝากการบ้านแก่ทั้ง 2 ฝ่ายว่า ทางฝ่ายรัฐไทยรับที่จะไปดำเนินการในเรื่องความยุติธรรม ส่วนขบวนการบีอาร์เอ็นทำอย่างไรที่จะทำให้ความรุนแรงลดลง
“การพูดคุยครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ฝ่ายขบวนการบอาร์เอ็นมาในฐานะตัวแทนองค์กรหรือตัวแทนจากสภาซึ่งเป็นองค์กรนำของขบวนการ ไม่ใช่มาในนามส่วนตัว ดังนั้นหากจะมีข้อตกลงอะไรกับรัฐไทย จึงต้องเป็นข้อตกลงที่ผ่านมติของสภาของเขา โดยองค์กรต่างๆ ทุกระดับต้องรับทราบ
สำหรับประเด็นที่วิตกกังวลว่า การพูดคุยครั้งนี้จะแก้ปัญหาความรุนแรงได้จริงหรือไม่ คงมีหลักประกันมากพอสมควร เพราะว่าครั้งนี้เป็นการพูดคุยในนามองค์กร เป็นกลไกที่เรามีความเชื่อมั่นว่า น่าจะเป็นตัวช่วยในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้
สัญญาณในเชิงบวกจากที่ประชุมครั้งนี้คือ คำพูดของตัวแทนเยาวชนหรือฝ่ายเปอมูดอที่กล่าวย้ำในที่ประชุมว่า “ขอให้อดทนในการรับฟังพวกเรา” เพราะว่าเรามีความรู้สึกมากมายที่จะแสดงออกและเราจะแก้ปัญหาได้ในที่สุด
“ในช่วงท้ายของการพูดคุย ผมมีความประทับใจในคำพูดของทั้ง 2 ฝ่าย โดยนายฮัสซัน ตอยิบ ได้พูดว่าขอขอบคุณที่ทางรัฐไทยรับฟังความรู้สึกเจ็บปวดของนักสู้ปาตานี แม้ว่าจะมีปัญหาบ้างในกระบวนการสร้างสันติภาพก็ตาม แต่เราจะพยายามทางออกให้ได้ แต่ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของพระเจ้า”
“ส่วน พล.ท.ภราดร พูดว่า ความสำเร็จในวันนี้ คือการได้รับรู้ความจริงใจระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเป็นโอกาสที่จะให้มีการพูดคุยต่อไป ดังนั้น การพูดคุยครั้งต่อไปต้องดีขึ้น เมื่อรับทราบความรู้สึกของทั้ง 2 ฝ่ายด้วยความจริงใจ”