ประณามกราดยิง 6 ศพ วอนหยุดฆ่าผู้บริสุทธิ์‘หวังรัฐไทย-BRN ไม่สิ้นหวัง’

เอ็นจีโอด้านสิทธิแถลงประณาม เหตุกราดยิงร้านชำปัตตานี ตาย 6 ยันเป็นการทำลายกระบวนการพูดคุย หวังรัฐไทย-BRN อย่าสิ้นหวังสร้างสันติภาพ ชาวมุสลิมละหมาดฮายัต เรียกร้องให้หยุดฆ่าผู้บริสุทธิ์ ผู้นำอิสลามเสียใจ ย้ำทุกศาสนาไม่สอนให้ทำคนอื่นเดือดร้อน ญาติยันไม่ย้ายหนี ทิ้งใบปลิวเกลื่อน ระบุ“นักรบฟาตอนี”ล้างแค้น สื่อเห็นต่างจากรัฐ ชี้อาจไม่ใช่ฝีมือขบวนการ หรือเป็นกลุ่มต้านพูดคุย
 
 
จากกรณีเหตุคนร้ายกราดยิงใส่ร้านขายของชำมีผู้เสียชีวิตรวม 6 ราย ที่ร้านขายของชำเลขที่ 17/12 ม.5 บ้านโคกม่วง ต.รูสะมิแล อ.เมืองปัตตานี เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 1 พฤษภาคม 2556 จนมีผู้เสียชีวิต 6 ศพ หนึ่งในนั้นเป็นเด็กอายุ 3 ขวบ ทำให้มีหลายองค์กรออกมาประณามผู้ก่อเหตุ เช่น มูลนิธิผสานวัฒนธรรม รวมทั้งการเรียกร้องของชาวมุสลิมในพื้นที่
ทั้งนี้เหตุเกิดหลังจากทีมีการพูดคุยสันติภาพระหว่างตัวแทนรัฐไทยกับตัวแทนขบวนการต่อต้านรัฐไทยที่นำโดยขบวนการบีอาร์เอ็น(BRN) ที่ประเทศมาเลเซียเพียงวันเดียว
 
เอ็นจีโอด้านสิทธิออกแถลงการณ์ประณาม
โดยเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2556 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross Cultural Foundation) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ออกแถลงการณ์ ขอประณามผู้ใช้ความรุนแรงต่อกรณีการกราดยิงชาวไทยพุทธที่ปัตตานี กำหนดแนวทางหยุดยิงเพื่อสร้างบรรยากาศแก้ปัญหาด้วยแนวทางสันติวิธี
แถลงการณ์ ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวที่ทำให้ประชาชนเสียชีวิต 6 ราย หนึ่งในนั้นเป็นเด็กอายุ 3 ปี และบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย ซึ่งการฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการกระทำที่ผิดกฎหมาย อีกทั้งเป็นการสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวต่อประชาชนในพื้นที่
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้สูญเสียชีวิตและขอประณามผู้ใช้ความรุนแรงต่อกรณีนี้ แม้ว่ายังไม่มีการสืบทราบสาเหตุหรือเหตุจูงใจในการฆ่าสังหารในครั้งนี้ เหตุดังกล่าวเป็นการกระทำอย่างอุกอาจในพื้นที่ชุมชนไทยพุทธ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในพื้นที่โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและการจับกุม
 
ยันเป็นการทำลายกระบวนการพูดคุย
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุด้วยว่า ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ.2556 หลังจากเริ่มมีการพูดคุยสันติภาพระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับกลุ่มบีอาร์เอ็นอย่างเป็นทางการและเปิดเผยนั้น ทำให้ประชาชนในพื้นที่และทั้งประเทศเกิดความหวังว่า การพูดคุยจะนำพาไปสู่สันติสุขในอนาคตแต่ก็ต้องอาศัยความพยายามของทุกภาคส่วน แม้กระบวนการพูดคุยสันติภาพที่เริ่มต้นขึ้นในครั้งนี้ จะยังไม่สามารถยุติเหตุรุนแรงได้ในทันที เพราะอาจจะมีผู้ที่ยังไม่เข้าใจและแสดงปฏิกิริยาต่อต้าน รวมทั้งอาจเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อทำลายกระแสการสนับสนุนการพูดคุย
 
หวังรัฐไทย-บีอาร์เอ็นอย่าสิ้นหวังสร้างสันติภาพ
 
อีกทั้งเหตุรุนแรงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้การก่อเหตุแต่ละครั้งจะไม่มีการอ้างความรับผิดชอบของกลุ่มหรือฝ่ายใดก็ตามตลอดมาและในระหว่างการพูดคุยสันติภาพ หากแต่เมื่อมีการยอมรับว่า มีกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องอิสรภาพปัตตานีเกิดขึ้นจริง ย่อมแสดงให้เห็นว่า มีต้องมีผู้รับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว ทั้งในทางกฎหมายในประเทศและในทางกฎหมายระหว่างประเทศ การกระทำความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายทั้งในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ดี ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนย่อมเป็นความรับผิดชอบของรัฐที่จะต้องจัดให้มีมาตรการที่รัดกุมและรอบคอบ พร้อมทั้งการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ในการแจ้งเบาะแสและแจ้งเหตุความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งการติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยกระทำผิด ที่ผ่านมารัฐยังคงไม่สามารถสร้างมาตรการป้องกันภัยที่มีประสิทธิภาพ
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมหวังว่า การก่อเหตุการณ์ความรุนแรงทำร้ายผู้บริสุทธิ์ในแต่ละครั้งจะไม่นำไปสู่การสิ้นหวังของฝ่ายรัฐบาลไทยและกลุ่มบีอาร์เอ็นที่จะยึดมั่นในการพูดคุย ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแสวงหาแนวทางเพื่อนำไปสู่การยุติการก่อเหตุร้ายรุนแรง กระบวนการสันติภาพยังต้องการได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่และทั้งประเทศเพื่อนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพต่อไปในอนาคตอันใกล้
 
ชาวมุสลิมละหมาดฮายัต ร้องให้หยุดฆ่าผู้บริสุทธิ์
 
กก
เวลา 13.00 น. ที่มัสยิดนูรุลเอ็นซาน ม.1 ต.ปะกาฮารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี พร้อมด้วย อิหม่ามยะโก๊บ หร่ายมณี อิหม่ามประจำมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี พร้อมด้วยประชาชนในพื้นที่ และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมละหมาดฮายัตเพื่อขอพระจากพระผู้เป็นเจ้าเอกองค์อัลเลาะห์โปรดประทานให้เกิดความสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และช่วยปกป้องรักษาชีวิตของผู้บริสุทธิ์ให้รอดพ้นจากสิ่งเลวร้าย
การละหมาดในครั้งนี้เป็นการรวมตัวของประชาชนในพื้นที่ เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะการฆ่าผู้บริสุทธิ์ ซึ่งการฆ่าถือเป็นบาปอย่างหนักในทางศาสนาอิสลาม
หลังเสร็จพิธีละหมาด ผู้เข้าร่วมพิธีพร้อมกับเด็กๆ เยาวชนในพื้นที่ได้ถือป้ายผ้าทั้งภาษาไทย และภาษามลายู ประณามการก่อเหตุ โดยเฉพาะเหตุกราดยิงหน้าร้านขายของชำ และเรียกร้องให้ยุติการก่อเหตุกับประชาชนผู้บริสุทธิ์
โดยข้อความว่า“ปฏิเสธความรุนแรงหยุดฆ่าเด็ก สตรี คนพิการ เพื่อสันติ เด็กผิดอะไรทำไม่ต้องทำกับเด็กอย่างโหดร้าย” นอกจากนี้ ยังมีการเขียนด้วยลายมือเพื่อแสดงความรู้สึกของเด็กโดยมีใจความว่า “หนูอยากเรียน หนูอยากเก่ง หนูต้องการให้เหตุการณ์สงบและยุติ เพื่อหนูจะได้พัฒนาประเทศอันเป็นที่รักของหนู และทุกคน”
 
ผู้นำอิสลามเสียใจ ย้ำทุกศาสนาไม่สอนให้ทำคนอื่นเดือดร้อน
นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งที่เกิดเหตุอยู่ไม่ไกลบ้านพักว่า รู้สึกเสียใจ และไม่เห็นด้วยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสียชีวิต และเป็นเป้าหมายที่อ่อนแอไม่มีทางสู้ ทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่บ้าน และไม่เกิดสันติสุขในพื้นที่
นายแวดือราแม กล่าวว่า ขอให้ทุกคนอดทนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยึดมั่นในหลักศาสนาที่ถูกต้อง เพราะทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี และขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพี่น้องประชาชนได้ช่วยดูแลป้องกัน และทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
พล.ต.ธวัช สุกปลั่ง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี กล่าวว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปทำความเข้าใจกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ และได้รับความสูญเสียเพื่อให้กำลังใจและเยียวยาด้านจิตใจ เหตุที่เกิดขึ้นมีหลายปัจจัยที่จะต้องร่วมกันพิจารณาเพื่อหาทางป้องกัน พร้อมขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนได้ระมัดระวังตนเองด้วยอีกทางหนึ่ง
 
ญาติ 6 ศพไม่ย้ายหนี ทุกคนมีสิทธิอยู่ในแผ่นดินเกิด
นายกมลศิลป์ ใจสำราญ ญาติของนายสมพร พงศ์ธัญญะวิริยา หนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงร้านน้ำชา เปิดเผยว่า เป็นร้านประจำที่ที่นายสมพรไปอุดหนุนและนักพูดคุยบ่อย ไม่รับรู้เรื่องอะไรด้วย เนื่องจากเป็นคนพิการตั้งแต่เกิด ต้องนั่งบนเก้าอี้ล้อเลื่อนตลอดเวลา โดยมีพี่น้อง 10 คน ทุกคนช่วยกันดูแล ซึ่งหลังจากนายสมพรเสียชีวิต ญาติๆ ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากนายสมพรเป็นคนพิการและยังไม่มีครอบครัว
“แม้จะเกิดเหตุนี้ขึ้น ผมก็ยังจะอยู่ที่นี่ต่อไป เพราะเกิดที่นี่ อยู่ที่นี่ตั้งแต่เด็กๆ ต้องการพัฒนาที่นี่ให้มีความเจริญเหมือนที่อื่นๆ เพื่อรองรับอาเซียน ที่นี่เป็นแผ่นดินเกิดของผม คนที่นี่ก็มีสิทธิที่จะพัฒนาพื้นที่ตรงนี้”
“เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อยากให้หยุดการกระทำต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ เหตุการณ์แบบนี้ไม่ว่าจะเกิดกับใคร ทุกคนก็ต้องเสียใจ ถ้าเกิดกับครอบครัวของผู้ก่อเหตุเอง พวกเขาก็ต้องเสียใจเหมือนกัน คนที่ก่อเหตุผมรู้ว่ามีอุดมการณ์ แต่ก็ขอให้ลดความใจดำในการกระทำต่อผู้บริสุทธิ์ด้วย” นายกมล กล่าวว่า
 
ทิ้งใบปลิวเกลื่อน ระบุ“นักรบฟาตอนี”ยิงล้างแค้น
ส่วนที่จังหวัดยะลา มีมือมืดทิ้งใบปลิวที่มีข้อความเกี่ยวกับเหตุกราดยิงชาวบ้านที่ปัตตานีเสียชีวิต 6 ศพดังกล่าว ในหลายพื้นที่ โดยมีข้อความระบุว่า เป็นการล้าแค้นของกลุ่มนักรบฟาตอนี โดยพิมพ์ข้อความด้วยคอมพิวเตอร์ลงบนกระดาษขาวขนาด A4
เนื้อหาในใบปลิวระบุว่า “พี่น้องนักรบฟาตอนีทุกคน เราได้ล้างแค้นให้กับพวกท่านแล้ว เราตายไป 4 คน แต่เราอาคืนมากกว่าเดิม ขอให้เหล่านักรบฟาตอนีทุกคนจงรับรู้ไว้ว่า แผ่นดินของเราจะต้องญีฮาต 6 คน ที่ปัตตานี จะเป็นบทเรียนให้ซีแยได้จดจำว่า เราจะฆ่าทุกคนไม่เว้นเด็ก หรือผู้หญิง เราจะต่อสู้เพื่อขบวนการ BRN ที่ยิ่งใหญ่ของเรา พวกเราจะทำให้ซีแยต้องยอมรับข้อเสนอของเราในทุกทาง จงสู้ต่อไป” ลงชื่อ นักรบฟาตอนี
โดยเจ้าหน้าที่ได้เก็บใบปลิวที่พบไปตรวจสอบเพื่อหาที่มา พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มในการตรวจสอบบุคคล ยานพาหนะต้องสงสัย และออกตรวจสอบย่านชุมชนในพื้นที่อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการทำร้ายเป้าหมายที่อ่อนแอ โดยเฉพาะชุมชนไทยพุทธ
 
เชื่อโยงเหตุปะทะ/วิสามัญฆาตกรรม 4 ศพ
สำหรับผู้เสียชีวิต 4 คนที่ระบุใบปลิวดังกล่าว เชื่อว่าเป็นผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2556 บนเทือกเขาบ้านตะโละเว ต.ปะแต อ.ยะหา เขตรอยต่อบ้านเจาะบันตัง ม.9 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา จนเกิดการยิงปะทะกันทำให้คนร้ายเสียชีวิต 3 ราย
ผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย คือ 1.นายบุญยา ดาเล็ง อยู่บ้านเลขที่ 36 ม.1 ต.เขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจดีเอ็นเอแล้วพบว่า ตรงกับดีเอ็นเอของกลุ่มคนร้ายที่เข้าโจมตีฐานปฏิบัติการหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 32 จ.นราธิวาส
2.นายบูดีมัน มะยิ อยู่ ต.เขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา จ.ยะลา มีหมายจับก่อเหตุยิงชาวบ้านในงานบุญเดือนสิบที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา และ 3.นายอับดุลตอเล๊ะ สะฮะ อยู่บ้านเลขที่ 162 ม.3 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา มีหมายจับในคดีฆ่าตัดตอทหารพลร่ม 2 ศพ ที่ ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา
ต่อมาเป็นเหตุวิสามัญฆาตกรรม นายสุกรี เปาะเฮง อายุ 30 ปี ซึ่งมีประวัติเป็นมือประกอบระเบิด มีหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548) เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2556 ขณะเจ้าหน้าที่ปิดล้อมตรวจบ้านเลขที่ 150/1 บ้านไอร์ลากอใน หมู่ 5.ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส
 
สื่อฝ่ายเห็นต่างจากรัฐ ฟันธงไม่ใช่ฝีมือขบวนการ
 
ขณะที่สำนักข่าว ambranews ซึ่งเป็นสื่อภาษามลายูที่เกาะติดปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รายงานข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ด้วย โดยระบุว่า เหตุดังกล่าว ไม่ใช่มาจากการก่อเหตุของขบวนการปลดปล่อยปาตานีแต่เป็นของทหารชุดดำ เช่นเดียวกับเว็บไซด์ของขบวนการพูโล อย่าง www.pulo.info ออกมาสื่อสารในทำนองเดียวกันด้วย
โดยเนื้อข่าวจากทั้ง 2 เว็บไซต์ระบุตรงกันว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นการใส่ร้ายขบวนการต่อต้านรัฐในฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการพูดคุยสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ และสังคมก็อาจจะเชื่อได้ง่ายต่อข้อกล่าวหาเหล่านั้น เนื่องจากเหยื่อส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ
เว็บไซต์ Abranews อ้างโดยสรุปว่า ที่ผ่านมามีหลายกรณีที่ทหารพรานยิงชาวบ้านเสียชีวิต เพื่อใส่ร้ายขบวนการที่ปฏิบัติการในพื้นที่ และสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวยากต่อการถืออาวุธเพื่อปฏิบัติการ เนื่องจากอยู่ใกล้ด่านทหาร และยังชี้อีกว่า เกิดข้อสงสัยจากชาวบ้านมาตลอดถึงเหตุผลของการตั้งด่านของทหาร ซึ่งสร้างความยุ่งยากในการดำเนินชีวิตของชาวบ้าน หรือเพื่อสิ่งใด ทั้งๆที่ไม่เกิดประโยชน์เลย
ส่วนเว็บไซต์พูโล (pulo.info) ยังรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า เหตุดังกล่าว อาจเป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2556 ณ กระทรวงกลาโหม ระหว่าง พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เรียก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และผู้แทนของแต่ละเหล่าทัพเข้าร่วมประชุมพิจารณากำหนดนโยบายแนวทางการประสานงาน และการปฏิบัติร่วมกันในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และแถลงข่าวว่า ไม่สามารถรับข้อเสนอทั้ง 5 ข้อของขบวนการได้
 
และ www.pulo.info