Save ‘Anwar’ ผู้ปลุกชีวิตมลายู ผู้ปลดเงื่อนไขความรุนแรง

เปิดบทบาท อันวาร์ หะยีเต๊ะ ผู้ต้องขังคดีความมั่นคง ข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร ที่รู้จักในนามอันวาร์บูหงารายา ในงานภาคประชาสังคมและสันติภาพ ผู้จุดประกายการผลิตสื่อภาษามลายูในชายแดนใต้ สู่การลดเงื่อนไขความรุนแรงทางด้านอัตลักษณ์ ท่ามกลางกระแส Save Anwar ที่ยังกระจายไปได้อีก

 
คำพิพากษาอันวาร์
ในห้วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวคำพิพากษาฎีกาให้จำคุกนายมูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ อดีตคนทำงานสื่อทางเลือกในพื้นที่ชายแดนใต้ ถึง 12 ปี ในข้อหาเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง หลายคนรู้จักนายมูฮาหมัดอัณวัรว่า อันวาร์บูหงารายา หรือหากมีการพูดถึงอันวาร์ คนก็จะนึกถึงบูหงารายา หรือหากพูดถึงบูหงารายา คนก็จะนึกถึงอันวาร์
ทว่าในความเป็นจริงแล้วอันวาร์ ไม่ได้มีบทบาทเพียงการทำสื่อทางเลือกอิสระในนามสำนักสื่อบูหงารายาเท่านั้น แต่ทุกคนหรือทุกองค์กรที่เขาไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วย แม้เพียงเวลาสั้นๆ กลับจุดประกายให้คนอื่นได้ทำงานต่อไปได้อีกหลายอย่าง โดยเฉพาะงานด้านสื่อสันติภาพและสื่อภาษามลายู อันเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของคนมลายูมุสลิมปาตานี
นับเป็นบทบาทสำคัญในระยะเวลาเพียง 3 - 4 ปีที่เขาโลดแล่นอยู่ในวงการสื่อประชาสังคมในพื้นที่ หรือหลังจากได้รับการปล่อยตัวเมื่ออุทธรณ์พิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552 แต่อันวาร์ก็ถูกจำคุกไปแล้วเป็นเวลา 1 ปีเศษ เพราะศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกในคดีเดียวกันนี้เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2550 เป็นเวลา 12 ปี
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา เป็นวันที่อิสรภาพของเขาต้องสิ้นสุดลงอีกครั้ง เมื่อศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ด้วยข้อหาการเป็นสมาชิกขบวนการกู้ชาติปัตตานี หรือ ขบวนการบีอาร์เอ็นโคออร์ดิเนต เป็นอั้งยี่และกบฏเพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักรไทย ฯลฯ
 
อันวาร์ กับสำนักสื่อบูหงารายา
ทวีศักดิ์ ปิ เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของอันวาร์ ปัจจุบันเป็นคณะกรรมการวิทยาลัยประชาชน ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นคนหนึ่งที่สามารถบอกเล่าถึงบทบาทของอันวาร์ในบทบาทงานด้านสื่อประชาสังคมในพื้นที่ได้ โดยเฉพาะบทบาทในช่วงของการเป็นบรรณาธิการสำนักสื่อบุหงารายา หรือ Bungaraya
ทวีศักดิ์ เล่าว่า อันวาร์ เป็นคนหนึ่งที่คิดทำเรื่องทางเลือกขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้คนแรกๆ แต่สำนักสื่อบุหงารายา ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 เป็นการรวมตัวของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการสร้างสื่อทางเลือกในการรายงานข่าวและความคืบหน้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เพื่อให้คนในพื้นที่มีกระบอกเสียงเป็นของตนเองในการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ โดยไม่บิดเบือนข้อมูลข้อเท็จจริง และไม่ใช่การรายงานจากแหล่งข่าวศูนย์กลางของรัฐไทยเท่านั้น
ต่อมาในปี 2552 อันวาร์ได้เริ่มเข้ามาร่วมงานกับสำนักสื่อบุหงารายาในฐานะบรรณาธิการ โดยได้รับการแต่งตั้งจากสมาชิกในองค์กร ด้วยเหตุผลที่ว่า อันวาร์มีทักษะในการเขียนข่าวและบทความ อันเป็นความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการของสำนักข่าวเนชั่น (Nation)
อีกเหตุผลหนึ่งคือ เพราะอันวาร์มีเวลาว่างมากกว่าสมาชิกคนอื่นๆที่เป็นนักศึกษา โดยอันวาร์เข้ามาทำหน้าที่ตรวจชิ้นงานของสมาชิกที่ส่งมาให้ ทั้งที่เป็นบทความหรือข่าว ก่อนที่จะอัพโหลดขึ้นเว็บไซต์ของสำนักสื่อบูหงารายา BungarayaNews ในการเผยแพร่ข้อมูลตั้งแต่แรก
ต่อมาอันวาร์และสมาชิกได้ร่วมคิดค้นหาวิธีการเผยแพร่ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยช่องทางวิทยุของสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันสลาตัน(Media Selatan) และสถานีวิทยุองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.) จังหวัดปัตตานี ในรูปแบบของการร่วมจัดรายการ มีการทำหนังสือบุหงารายาบุ๊ก (Bungaraya Book) และจดหมายข่าวบุหงารายอนิวส์ (Bungaraya News) ขึ้นมา
อันวาร์เป็นคนที่มีความฝันแนวแน่ที่จะทำสื่อทางเลือกในพื้นที่ ด้วยความรัก ความชอบของเขา เขาจึงมีความพยายามอย่างมากในการสร้างสื่อให้เกิดขึ้นจริง เป็นสมาชิกคนหนึ่งที่คิดค้นวิธีการต่างๆในการเผยแพร่ข่าวสาร ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ หนังสือ จดหมายข่าว เป็นต้น เพื่อช่วยเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนในพื้นที่ตามข้อเท็จจริง
แต่ในปี 2554 สื่อทางเลือกในพื้นที่ได้เกิดขึ้นอย่างมากมายและรวดเร็ว อันวาร์จึงได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบในการนำเสนอด้วยการเน้นไปทางการการทำโครงการด้านการศึกษาทางเลือก เช่น มีการอบรมการเรียนรู้เรื่องสิทธิต่างๆในพื้นที่ เรื่องสันติภาพ เรื่องเยาวชน เรื่องตาดีกา เป็นต้น ซึ่งทำให้อันวาร์กลายเป็นนักกิจกรรมไปในตัวด้วย เพราะต้องเป็นวิทยากรในกิจกรรมต่างๆ แต่ก็ทำในนามของสำนักสื่อบุหงารายาตลอดเวลา
“ที่ผ่านมา สำนักสื่อบูหงารายาเคยทำงานร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรมในการจัดโครงการ พัฒนาเยาวชนในพื้นที่ เช่น การอบรมการเขียนข่าว การเขียนบทความ อบรมเรื่องสิทธิมนุษยชนและกิจกรรมด้านสันติภาพ
ต่อมา อันวาได้ร่วมกับกลุ่มที่มีชื่อว่า เครือข่ายเยาวชนกับการสร้างสันติภาพที่ร่วมกับกลุ่มมะขามป้อม จังหวัดเชียงใหม่จัดโครงการฟอรั่มระยัตในพื้นที่ต่างๆทั้งที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี อำเภอรือเสาะ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น และได้ร่วมเป็นทีมงานเครือข่ายเยาวชนเพื่อการพัฒนาสู่อาเซียน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI)
ด้วยวิธีการทำงานของเขาที่มีหลากหลายรูปแบบ และได้ร่วมงานกับทีมงานต่างๆ มากมาย แต่ยังใช้ใช้ชื่อของสำนักสื่อบูหงารายา จนทำให้อันวาร์ได้รับฉายาว่า อันวาร์บุหงารายา ซึ่งเมื่อเอ่ยถึงชื่ออันวาร์คนก็จะนึกถึงบูหงารายา แต่ถ้าเอ่ยถึงบูหงารายา คนก็จะนึกถึงอันวาร์ ซึ่งทุกคนที่ทำงานในภาคประชาสังคมในพื้นที่ รวมทั้งคนทั่วไปส่วนใหญ่ล้วนจะรู้จักดี
ในอีกด้านหนึ่งของอันวาร์ เป็นคนที่เห็นความสำคัญของภาษามลายู จึงได้เริ่มและเน้นการใช้ตัวอักษรยาวีในการเขียนงานเพื่อเป็นการอนุรักษ์ภาษามลายูในพื้นที่ด้วย เนื่องจากภาษามลายูที่ใช้อักษรยาวีเป็นอัตลักษณ์หนึ่งของคนในพื้นที่ ในขณะที่สังคมมลายูส่วนใหญ่ทั้งในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียจะใช้อักษรรูมี
อันวาร์เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีความสามารถในการออกแบบมาก เขาพยายามใช้ตัวอักษรยาวีในการเขียนงานภาษามลายูในงานต่างๆ ทั้งการออกแบบป้ายประชาสัมพันธ์ต่างๆ การเขียนนิตยสาร เอกสารต่างๆ เพราะถือว่าเป็นการฟื้นฟูและอนุรักษ์ภาษามลายูต่อไปในอนาคตต่อไปด้วย
 
ผู้จุดประกายผลิตสื่อภาษามลายู
 
ขณะที่ “รอมละห์ แซแยะ” ภรรยาของอันวาร์ ก็เป็นอีกคนที่รับรู้และเห็นถึงบทบาทของเขาในงานภาคประชาสังคม และมองเห็นถึงแรงบันดานใจที่ต่อมากลายเป็นการจุดประกายให้หลายๆคน ได้สานต่อจนถึงปัจจุบัน
รอมละห์ เล่าว่าอันวาร์เริ่มเข้าทำงานในภาคประชาสังคมในปี 2552ช่วงหลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง แต่ก็เลิกที่ไม่ไปเรียนต่ออีกหลังจากถูกจับขณะเรียนอยู่ปี 2 ในคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
ต่อมาปี 2553 อันวาร์ได้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนสันติภาพ หรือ School of Peace ที่ประเทศอินเดีย ประกอบกับเริ่มทำกิจกรรมเล็กๆ อีกหลายกิจกรรม โดยเฉพาะการทำสื่อสันติภาพกับองค์กรในมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นจุดแรกเริ่มที่อันวาร์ได้ทำงานสื่อสันติภาพอย่างจริงจัง ในช่วงนั้นเองที่รอมละห์ได้รู้จักกับอันวาร์
ในช่วงอันวาร์เริ่มจัดฝึกอบรมข่าวเล็กๆ อันวาร์เองก็ได้เข้าฝึกอบรมข่าวที่โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ด้วย นับเป็นรุ่นแรกๆ ของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ โดยอันวาร์เริ่มพูดคุยถึงแนวคิดที่จะผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ภาษามลายูขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
จนกระทั่งโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ จะจัดโครงการค่ายฝึกอบรมข่าวนักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในช่วงเดือนเมษายน 2555 อันวาร์ได้มีส่วนร่วมในการวางแผนและเริ่มเดินสายไปยังโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามหรือโรงเรียนปอเนาะในพื้นที่ แม้กระทั่งทีมพี่เลี้ยงค่ายส่วนใหญ่ก็มาจากฝ่ายการศึกษาของสำนักสื่อบูหงารายา ซึ่งโครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติเพื่อผลิตนักข่าวและสื่อภาษามลายูในพื้นที่ชื่อ “ซินารัน” ในช่วงปลายปีเดียวกัน
แต่ก็ใช่ว่าอันวาร์จะมีแต่งานสื่อที่ดูเหมือนเป็นอาสาสมัครเท่านั้น อันวาร์ยังได้สมัครเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์โฟกัสภาคใต้ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นชื่อดังของภาคใต้ มีสำนักงานอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แต่ทำงานได้เพียงไม่กี่เดือนก็ลาออก เนื่องจากความไม่สะดวกหลายอย่าง
รอมละห์ เล่าว่า เดิมมีการพูดคุยกันว่าอันวาร์จะมีอิสระในการทำงานอยู่ในพื้นที่ โดยเขียนข่าวส่งข่าวไป แต่ในความเป็นจริงคือ ต้องเดินทางไปหาดใหญ่ทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 3-4 วัน ซึ่งการเดินทางไปมาดังกล่าวทำให้ไม่สะดวก จึงลาออกมาทำงานอิสระ คือทำข่าวลงเว็บไซต์บูหงารายา
ในช่วงของการทำหนังสือบุหงารายาบุ๊ก ได้ตั้งเป็นสำนักพิมพ์เพื่อผลิตสื่อส่งพิมพ์ซึ่งเป็นสื่อการเรียนการสอน 3 ภาษา คือ ภาษามลายู ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ โดยมีผลงานที่ตีพิมพ์ออกมาแล้ว เช่น เป็นหนังสือการ์ตูน 3 ภาษา ต่อมาหลังจากอันวาร์ได้ถอนตัวไปคนที่เหลือได้ตั้งเป็นกลุ่มAWAN BOOK และดำเนินการรณรงค์เรื่องการใช้สื่อภาษามลายูและผลิตสื่อ 3 ภาษาต่อไป
รอมละห์ เล่าว่า อันวาร์ชอบทำงานสื่ออิสระที่สามารถเป็นกระบอกเสียงให้ชาวบ้านได้ อันวาร์มักบอกว่า ความเป็นมลายูมุสลิมปาตานีมีความสวยงามอยู่หลายอบ่างที่จะต้องนำเสนอออกมา “โดยเฉพาะภาษามลายู ซึ่งเป็นภาษาดั้งเดิมของเรา แต่เราลืมไปแล้ว แต่เราก็ไม่มีสื่อภาษามลายูมากนัก ที่จะทำให้คนได้อ่านและพูดภาษามลายูได้”
สำหรับสำนักสื่อบูหงารายา ไม่เพียงเป็นสื่ออิสระเท่านั้น แต่มีคุณค่าทางความรู้สึก แม้ว่าอันวาร์ไม่ใช่คนที่ก่อตั้งสำนักสื่อนี้ แต่อันวาร์ชอบชื่อนี้ เพราะคำว่า บูหงารายา แปลว่าดอกชบา เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของพื้นที่
แม้ว่าปัจจุบันสำนักสื่อบูหงารายาสลายตัวไปแล้ว กลุ่มคนที่ทำงานร่วมในสำนักสื่อนี้ต่างๆก็มีงานขับเคลื่อนอยู่ในพื้นที่อยู่ต่อไป เช่นเดียวกับคนอื่นๆที่อันวาร์เข้าไปมีสัมพันธ์เกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะการขับเคลื่อนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสื่อสันติภาพและสื่อภาษามลายู
ซึ่งรอมละห์ บอกว่า อันวาร์กลายเป็นขวัญใจหรือไอดอลของรุ่นน้องๆ ในพื้นที่หลายคน โดยพยายามเดินตามรอยและผลงานของอันวาร์เองก็มีคนนำมาฉายซ้ำมากขึ้น
 
ความหมายของสันติภาพ
แม้สถานะอันวาร์ในปัจจุบันคือ ผู้ต้องขังคดีความมั่นคงต่อรัฐ ทว่ารอมละห์ก็ย้ำว่า “บทบาทของอันวาร์ในช่วงที่ผ่านมาเป็นภาพที่ชัดเจนถึงการต่อสู้ด้วยปากกาและตัวอักษร โดยเชื่อว่านั่นเป็นการสู้เพื่อสันติภาพ คนที่รู้จักอันวาร์จึงพยายามช่วยเขาทุกวิถีทางที่เชื่อว่าจะมีผล”
สิ่งที่กล่าวมานั้น อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เชื่อว่าหากลองค้นหาชื่อของเขาในอินเตอร์เน็ตไม่ว่าด้วยภาษาไทยหรือภาษามลายู ก็อาจจะพบผลงานของเขาอีกหลายชิ้น ทั้งที่เป็นงานเขียนและภาพเคลื่อนไหวในชื่อและหัวข้อต่างๆ โดยเฉพาะผลงานเกี่ยวกับภาษามลายู ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการปลุกกระแสการรื้อฟื้นภาษามลายูเพื่อการสื่อสารขึ้นในพื้นที่ จนสามารถกล่าวได้ว่า ปัจจุบันภาษาไม่ได้เป็นเงื่อนไขของความรุนแรงในพื้นที่อีกต่อไปแล้ว อันเนื่องมาจากมีการยอมรับและส่งเสริมสนับสนุนภาษามลายูในระดับนโยบายของรัฐไทยแล้ว
จึงไม่น่าแปลกใจที่กระแส “Save Anwar” หรือ “Free Anwar” จะกระจายไปได้อีก อย่างที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ หากแต่การขับเคลื่อนเรื่องของเขาภายในพื้นที่ ยังอาจไม่ร้อนแรงมากนัก ด้วยเกรงว่าอาจมีผลกระทบศาลสถิตยุติธรรม และผู้ต้องขังคดีความมั่นคงก็หาได้มีอันวาร์เพียงคนเดียว
 
ข้อมูลประกอบ
 
สรุปคำพิพากษา
(คัดลอกจากรายงานเรื่อง “วิเคราะห์คำพิพากษาคดี "มูฮาหมัดอัณวัร" กับคำชี้แจงของ กอ.รมน.” ของสำนักข่าวอิศรา)
ศาลจังหวัดปัตตานี ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2556 มีด้วยกัน 4 สำนวน โดย นายมูฮาหมัดอัณวัร เป็นจำเลยที่ 3 ในสำนวนแรกจากจำเลย 6 คน ขณะที่อีก 3 สำนวนมีจำเลย 5 คน
 
คำฟ้อง :
คำฟ้องของโจทก์ (พนักงานอัยการ) สรุปว่า ระหว่างเดือน สิงหาคม 2546 ถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ทั้งกลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้ง 11 คนกับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ
- เป็นสมาชิกขบวนการกู้ชาติปัตตานี หรือ ขบวนการบีอาร์เอ็นโคออร์ดิเนต
- เป็นอั้งยี่และกบฏเพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักรไทย และยึดอำนาจปกครองในส่วนของ จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลาบางส่วน เพื่อตั้งประเทศหรือรัฐใหม่ที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง
- สะสมกำลังพลและอาวุธ สมคบกันตระเตรียมการและวางแผนการเพื่อเป็นกบฏและเพื่อก่อการร้าย หรือกระทำความผิดใดอันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเพื่อก่อการร้าย ใช้กำลงประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานของรัฐและประชาชนทั่วไป
พฤติการณ์ :
          จำเลยทั้ง 11 คนกับพวกสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป จับกลุ่มปรึกษากันเพื่อจะกระทำการก่อการร้ายในเขตพื้นที่ จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลาบางส่วน
พื้นที่เกิดเหตุ :
ต.ปูยุด อ.เมืองปัตตานี, ต.ยะรัง ต.ปิตูมุดี อ.ยะรัง, ต.ม่วงเตี้ย อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี และ ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา
เส้นทางคดี :
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นายมูฮาหมัดอัณวัร กับจำเลยรวม 9 คนมีความผิดจริง ให้ลงโทษจำคุกคนละ 12 ปี ยกเว้นจำเลยที่ 2 ที่ 10 และ 11 ที่อายุไม่เกิน 20 ปี ให้ลดโทษ 1 ใน 3 ต่อมาในศาลอุทธรณ์ ศาลให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และ 3 คือนายมูฮาหมัดอัณวัร โจทก์และจำเลยบางรายยื่นฎีกา
 
ข้อเท็จจริงประกอบพยานหลักฐานที่ศาลฎีกาพิจารณา :
- วันที่ 5 กรกฎาคม 2548 มีคนร้ายร่วมกันฆ่า ด.ต.สัมพันธ์ อ้นยะลา เจ้าพนักงานตำรวจ สภ.ยะรัง จ.ปัตตานี ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ หรือ ปอเนาะพงสตา และโรงเรียนบุญบันดาล หรือ ปอเนาะแนบาแด ซึ่งตั้งอยู่ใกล้สถานที่เกิดเหตุ และได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 7 รายซึ่งพักอาศัยอยู่ในโรงเรียนทั้งสองแห่งไปซักถาม ก่อนออกหมายจับจำเลยทั้ง 11 คนมาดำเนินคดี
- พยานโจทก์ซึ่งเป็นตำรวจ เบิกความถึงสาเหตุที่เข้าตรวจค้นโรงเรียนว่า จากการตรวจศพ ด.ต.สัมพันธ์ พบว่าคนร้ายนำโทรศัพท์มือถือของผู้ตายไปด้วย และต่อมาตรวจสอบพบว่า บุคคลที่เรียนและพักอาศัยอยู่ที่โรงเรียนบุญบันดาลรายหนึ่งเป็นผู้นำโทรศัพท์ของผู้ตายไปใช้ และนำไปติดต่อกับบุคคลต่างๆ เช่น ผู้ต้องหาชุดแรก 7 ราย เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวไปซักถามโดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก (พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457) และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548)
- ผู้ต้องสงสัยทั้ง 7 รายซึ่งให้การเป็นพยานโจทก์ ยอมรับว่าบุคคลที่เรียนและพักอยู่ในโรงเรียนทั้ง 2 แห่งต่างถูกชักชวนให้เข้าเป็นสมาชิกขบวนการกู้ชาติปัตตานี หรือขบวนการบีอาร์เอ็นโคออร์ดิเนต มีการเข้าพิธีซูเปาะ (สาบาน) ร่วมรับฟังคำบรรยายปลุกระดมเพื่อกอบกู้เอกราชของรัฐปัตตานีกลับคืนมา และฝึกความแข็งแกร่งของร่างกาย พร้อมฝึกจิตใจให้กล้าหาญด้วยการกระทำความผิดกฎหมายรูปแบบต่างๆ รวมทั้งฝึกยุทธวิธีการสู้รบและการใช้อาวุธ
- พยานโจทก์ซึ่งเป็นตำรวจอีกนายหนึ่ง เบิกความว่า ขบวนการแบ่งแยกดินแดนเริ่มมีมาตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนรูปแบบการปกครอง กระทั่งกลุ่มบีอาร์เอ็นโคออร์ดิเนตริเริ่มจัดระบบการต่อสู้ให้เข้มแข็ง เปลี่ยนยุทธวิธีโดยใช้การหาสมาชิกจากนักเรียนตามโรงเรียนปอเนาะและตาดีกา มีการฝึกพัฒนาเยาวชนที่เป็นสมาชิกเป็นกองกำลังติดอาวุธเพื่อแบ่งแยกดินแดน และขบวนการนี้ได้ปฏิบัติการรูปแบบต่างๆ โจมตีหน่วยทหาร ปล้นอาวุธปืน ฆ่าผู้นำท้องถิ่น และล่าสุดคือลักลอบฆ่าตัดคอ ด.ต.สัมพันธ์
- ศาลเชื่อว่ามีขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี ซึ่งเป็นคณะบุคคลที่ตั้งขึ้นเพื่อมุ่งหมายกระทำการแบ่งแยกราชอาณาจักร ยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร ทั้งใช้กำลังประทุษร้ายกระทำการอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย รวมทั้งกระทำการอันใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐ โดยมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาล อันเป็นความผิดฐานกบฏและก่อการร้ายจริง แม้คำเบิกความจะเป็นคำให้การชั้นสอบสวนและซักถามจะเป็นการซัดทอดจากผู้เป็นสมาชิกของขบวนการด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้เป็นการปัดความผิดของตน เป็นเพียงการเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ที่ประสบพบเห็นมา มีการนำชี้สถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องว่ามีอยู่จริง
คำพิพากษา :
- คดีรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดจริง (เป็นสมาชิกขบวนการกู้ชาติปัตตานีที่มุ่งหมายกระทำการแบ่งแยกราชอาณาจักร) เฉพาะจำเลยที่ 3 นายมูฮาหมัดอัณวัร กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลจึงพิพากษาแก้ (แก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์) ให้จำคุก 12 ปีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
 
คำชี้แจงจาก กอ.รมน.
พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) แถลงเรื่องนี้เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2556 ว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อ 25 กรกฎาคม 2550 ให้จำคุกจำเลยคนละ 12 ปีจำนวน 9 คน คือ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 (นายมูฮาหมัดอัณวัร เป็นจำเลยที่ 3) จำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 7 ถึงที่ 11 ในความผิดต่อความมั่นคง ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย อั้งยี่ ซ่องโจร แต่ในขณะที่กระทำความผิด จำเลยที่ 2 ที่ 10 และที่ 11 มีอายุไม่ถึง 20 ปี ให้ลดมาตราส่วนโทษ 1 ใน 3 คงเหลือจำคุก 8 ปี และให้ยกฟ้องจำนวน 2 คน คือจำเลยที่ 4 และที่ 6
ต่อมาจำเลยทั้ง 9 คนยื่นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้มีคำพิพากษาเมื่อ 16 มิถุนายน 2552 ให้ยกฟ้องเพิ่มเติมจำนวน 2 คน คือ จำเลยที่ 2 และ ที่ 3 (นายมูฮาหมัดอัณวัร) พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานีและจำเลยที่เหลือ 7 คนได้ยื่นฎีกาขัดค้าน ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำสั่งพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3
พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวว่า จากคำพิพากษาดังกล่าวได้มีการสร้างกระแสในเชิงปฏิเสธและไม่เห็นด้วยกับกระบวนการยุติธรรมอย่างกว้างขวาง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จึงขอชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจดังนี้
1.ผู้พิพากษาของประเทศไทยปฏิบัติหน้าที่ในพระนามขององค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นองค์ศาสนูปถัมภก คือให้การอุปถัมภ์ทุกศาสนา ไม่แบ่งแยกหรือเลือกปฏิบัติต่อทั้งศาสนาพุทธ อิสลาม คริสต์ หรือศาสนาอื่นๆ ดังนั้นการอ้างอิงถึงความไม่ยุติธรรมจากเรื่องศาสนาจึงไม่มีเหตุผลอันควรสำหรับกระบวนการยุติธรรมของศาลไทย อีกทั้งผลการพิจารณาของศาลไทยมิได้มีผลความเชื่อถือเฉพาะในประเทศไทย แต่รวมถึงสามารถนำไปประกอบเป็นหลักฐานในการพิพากษาคดีระดับสากลด้วย
2.กระบวนการศาลยุติธรรมของไทยมีขั้นตอนที่ได้ให้ความเสมอภาคระหว่างจำเลยและผู้กล่าวหา ตลอดทั้งยึดถือในหลักสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมอยู่ในตัว จึงได้มีขั้นตอนที่ใช้ความละเอียดในการพิพากษาคดีถึง 3 ขั้น คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา มิได้ตัดสินโดยใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ อีกทั้งศาลแต่ละระดับจะใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาคดีที่แยกจากกัน และไม่มีการแทรกแซงซึ่งกันและกัน โดยจำเลยทุกคดีจะมีสิทธิในการร้องขอความยุติธรรมได้รวม 3 ชั้น และสิ้นสุดที่ศาลฎีกา จึงเห็นได้ว่าศาลของประเทศไทยได้ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมในการให้โอกาสต่อทั้งจำเลยและฝ่ายผู้ฟ้อง คืออัยการ
3.นายมูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ ถูกตั้งข้อกล่าวหาร่วมกับพวกอีก 11 คน เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2548 จากพฤติกรรมร่วมกันซ่องสุมผู้คนทำการฝึกเพื่อต่อต้าน ทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ จึงถูกตั้งข้อหาร่วมกันก่อการร้าย เป็นอั้งยี่ ซ่องโจร ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิจารณาจากหลักฐานและพยานบุคคลแล้วพิพากษาให้ลงโทษจำคุก นายมูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ เป็นเวลา 12 ปี
หลังจากนั้น นายมูฮาหมัดอัณวัร และเครือญาติมีความเห็นว่าศาลชั้นต้นมิได้ให้ความยุติธรรมเพียงพอ จึงได้ดำเนินการร้องขอความยุติธรรมผ่านศาลอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกฟ้อง ต่อมาฝ่ายอัยการซึ่งเป็นทนายความของรัฐเห็นว่ารูปคดีของ นายมูฮาหมัดอัณวัร ยังมีข้อสงสัยในพฤติกรรมอันมีผลต่อความมั่นคงสันติสุขของประชาชน ชุมชน และประเทศ จึงได้เสนอเรื่องให้พิจารณาในระดับสูงสุดคือศาลชั้นฎีกา ด้วยพยานหลักฐานที่ครบถ้วนและมีความชัดเจนมิอาจโต้แย้งได้ ศาลฎีกาจึงได้พิพากษายืนตามศาลขั้นต้น คือ จำคุก นายมูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ เป็นเวลา 12 ปี นับว่าเพียงพอต่อการให้ความยุติธรรมแก่ทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว
4.ในอดีตก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุก นายมูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ ศาลของประเทศไทยได้เคยพิพากษายกฟ้องคดีความที่มีทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิมตกเป็นผู้ต้องหาจำนวนหลายราย ดังนั้นการที่จำเลยผู้หนึ่งผู้ใดจะถูกพิพากษาอย่างไรจะขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและดุลยพินิจของผู้พิพากษาที่มิได้มุ่งแต่จะใช้บทลงโทษเฉพาะต่อประชาชนแต่เพียงประการเดียว แต่ยังต้องคำนึงถึงหลักการอื่นๆ ที่จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสมเหตุสมผลด้วย