ถก5ข้อBRN ก่อนพูดคุยรอบ3 ตั้งทีมศึกษาคำอ่อนไหว ‘ผู้ปลดปล่อยปาตานี’

ประชุมคณะทำงานพูดคุยสันติภาพ ถก 3 ใน 5 ข้อเสนอบีอาร์เอ็น รับประเด็นความยุติธรรม ช่วยคนถูกคดีจากพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ชี้ยังไม่ถึงเวลาให้มาเลเซียเป็นคนกลาง ปฏิเสธเรียก “ผู้ปลดปล่อย” ชี้เป็นประเด็นอ่อนไหว แต่ให้ตั้งคณะทำงานศึกษาความหมายให้ชัดเจน แนะสมช.ตั้งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นทีมที่ปรึกษาคณะเจรจาฝ่ายไทย
 
 
ก
นายอาซิส เบ็ญหาวัน 
 
เมื่อวันที่ 30พฤษภาคม 2556 ที่โรงแรมซีเอส.ปัตตานี มีการประชุม “คณะทำงานพิจารณาแนวทางการพูดคุย เพื่อสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับผู้ที่มีความเห็นต่างกัน” ซึ่งตั้งโดยสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สปต.) เป็นครั้งแรก มีผู้เข้าร่วม 14 คน โดยมีนายอาซิส เบ็ญหาวัน เป็นประธาน
นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการคณะทำงานฯ เปิดเผยหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีการพิจารณาข้อเสนอของขบวนการบีอาร์เอ็นจำนวน 3 ข้อจากทั้งหมด 5 ข้อ ซึ่งผลการพิจารณาของคณะทำงานจะนำเสนอต่อพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อนำเสนอต่อคณะพูดคุยสันติภาพฝ่ายไทย ก่อนวันนัดพูดคุยเพื่อสันติภาพระหว่างตัวแทนรัฐไทยกับขบวนการบีอาร์เอ็น (BRN) ในวันที่ 13 มิถุนายน 2556 ต่อไป ซึ่งจะเป็นการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการครั้งที่ 3
นายไชยยงค์ เปิดเผยว่า สำหรับทั้ง 3 ข้อที่คณะทำงานพิจารณา ได้แก่ 1.ประเด็นความยุติธรรม ที่ฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็นเรียกร้องให้ปลดปล่อยผู้ที่ถูกคดีความมั่นคงทั้งหมดนั้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นนิติรัฐ (ปกครองด้วยกฎหมาย) คณะทำงานจึงมีความเห็นว่า สำหรับผู้ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ ก็ต้องปล่อยให้ดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรม
นายไชยยงค์ เปิดเผยต่อไปว่า แต่สำหรับบุคคลที่ถูกคดีที่มาจากการออกหมายพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) คณะทำงานจะพิจารณาว่า มีการดำเนินการด้วยความยุติธรรมหรือไม่ เนื่องจากผู้ที่ถูกดำเนินคดีที่ถูกควบคุมตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินมาก่อน มีจุดอ่อนตรงที่เป็นการถูกซัดทอดจากบุคคลอื่น ทั้งที่ผู้ที่จะตกเป็นผู้ต้องหาได้มี 2 กรณีเท่านั้นคือ มีพยานบุคคลหรือพยานหลักฐานยืนยัน
นายไชยยงค์ เปิดเผยว่า color:#333333">การใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินในการควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัย มันง่ายมากที่จะเกิดความผิดพลาด ซึ่งคณะทำงานฯ จะเข้าไปพิจารณาว่าเป็นอย่างไร หากพบว่ามีความผิดพลาดจริง คณะทำงานก็จะดำเนินการในส่วนนี้
นายไชยยงค์ เปิดเผยอีกว่า ข้อที่ 2.ประเด็นที่ขบวนการบีอาร์เอ็นต้องการให้มาเลเซียเป็นคนกลาง (Mediator) ในการเจรจา และการให้องค์การการประชุมอิสลาม หรือ โอไอซี (OIC) หรือตัวแทนกลุ่มประเทศอาเซียนมาเป็นสักขีพยานนั้น คณะทำงานฯ มองว่ายังไม่ถึงเวลา เนื่องจากยังอยู่ในช่วงของการพูดคุย ยังไม่ถึงระดับการเจรจา
“กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพครั้งนี้ยังอีกยาวไกล หากถึงขั้นการเจรจาเมื่อไหร่ ทางคณะทำงานฯ จะพิจารณาอีกครั้งในอนาคต” นายไชยยงค์ กล่าว
นายไชยยงค์ เปิดเผยต่อไปว่า ส่วนข้อที่ 3.ประเด็นที่ให้รัฐไทยเรียกขบวนการบีอาร์เอ็นว่า เป็นองค์กรปลอดปล่อยชาวมลายูปาตานี ทางคณะทำงานฯ เห็นว่า ต้องกลับไปศึกษาคำว่า “ผู้ปลดปล่อย” ว่ามีความหมายว่าอย่างไร เช่น หมายถึงปลอดปล่อยผู้ต้องขัง หรือ ปลดปล่อยอัตลักษณ์ หรือปลดปล่อยรัฐกันแน่ เป็นเรื่องที่จะต้องไปศึกษาให้ชัดเจนเพราะเป็นประเด็นที่อ่อนไหว
นายไชยยงค์ เปิดเผยด้วยว่า คณะทำงานฯ มีเสนอต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานผู้เชียวชาญเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับการพูดคุยสันติภาพขึ้นมา เพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะตัวแทนพูดคุยสันติภาพฝ่ายไทย เช่น คณะทำงานผู้ที่เชี่ยวชาญภาษามลายู เพื่อแปลเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพูดคุยเพื่อสันติภาพหรือเอกสารของขบวนการบีอาร์เอ็น เป็นต้น
นายอาซิส เบ็ญหาวัน ประธานคณะทำงานฯ เปิดเผยหลังการประชุมว่า คณะทำงานฯ เสนอให้ผู้ที่มีความเชียวชาญภาษามลายูและเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่มาแปลข้อเสนอของขบวนการบีอาร์เอ็นทั้งหมด เนื่องจากข้อเสนอดังกล่าว เป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และเพื่อป้องกันการคลาดเคลื่อนตามความต้องการของบีอาร์เอ็น
 
ประธานสภาประชาสังคมวอน 2 ฝ่ายอย่างสร้างทางตัน
นายประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ ประธานสภาภาคประชาสังคมชายแดนภาคใต้ กล่าวแสดงความเห็นกรณีขบวนการบีอาร์เอ็นเผยแพร่คลิปวิดีโอครั้งที่ 3 ว่า ส่วนตัวมองว่า คู่เจรจาทั้งสองฝ่ายไม่ควรเร่งรีบให้เสียบรรยากาศ แต่ละฝ่ายยังไม่ควรยกประเด็นที่จะเป็นประเด็นที่จะถึงทางตัน เช่น ฝ่ายบีอาร์เอ็น ก็ไม่น่าที่จะรีบช่วงชิงโอกาสทางการเมือง ตั้งประเด็นที่ทำให้ฝ่ายรัฐถึงทางตันเร็ว
“ส่วนฝ่ายรัฐบาลไทยก็เช่นกัน เรื่องที่จะหยิบขึ้นมาพูดก็ไม่ควรให้ฝ่ายบีอาร์เอ็นถึงทางตัน ในช่วงนี้เพราะเป็นช่วงการสร้างบรรยากาศความไว้วางใจ ต้องค่อยพูดค่อยคุยอย่างสร้างสรรค์ ถ้าไปยกประเด็นซึ่งเป็นประเด็นทางเทคนิคเช่น คดีก่อเหตุต่างๆ คดีทำร้ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฝีมือของฝ่ายใด ก็ควรจะเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อไป สอบสวน พิสูจน์หลักฐาน นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็ให้ดำเนินการไป บีอาร์เอ็นและรัฐบาลไทย ไม่ควรเอาเรื่องเหล่านี้มาเป็นข้อขัดแย้ง หรือข้อขัดข้องที่จะเป็นอุปสรรค์ต่อกระบวนการสันติภาพ” นายประสิทธิ์ กล่าว
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า การพูดคุยระหว่างกันในวันที่ 13 มิถุนายน 2556 นี้ ควรเป็นประเด็นที่สร้างสรรค์ ที่จะนำไปสู่กระบวนการสันติภาพ และเกิดสันติสุข ต้องค่อยๆพยายาม อย่าเร่งรีบทำให้เสียกระบวน ถ้าหากกระบวนการสันติภาพล้มลง ก็จะไม่มีใครได้ประโยชน์ ทั้งฝ่ายรัฐบาลไทย และฝ่ายบีอาร์เอ็น
“การพูดคุยถือเป็นการดีที่ได้พูดคุยระหว่างกัน อย่ายกประเด็นที่เป็นเรื่องเทคนิคมาเป็นประเด็นปัญหา ซึ่งกรณีฝ่ายบีอาร์เอ็น นำประเด็นทางเทคนิคขึ้นมาพูดนั้น ก็คงต้องย้อนกลับไปดูว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547  ใครที่ออกมาทำร้ายเจ้าหน้าที่ 300-400 คน อย่าไปพูดถึงเฉพาะ ตากใบ ไอปาร์แย กรือเซะ  สะพานกอตอ  ซึ่งบางกรณีก็ผ่านมา 30-40 ปีแล้ว” นายประสิทธิ์ กล่าว
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการยกเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาทำให้บรรยากาศสันติภาพเสีย เพราะโอกาสในการพูดคุยครั้งนี้เป็นนาทีทองของทั้งสองฝ่าย ต้องคุยกันไป ไม่ทำลายบรรยากาศการพูดคุย เพราะตนเห็นว่าไทยสามารถยุติสงครามคอมมิวนิสต์ในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นกรณีตัวอย่างของโลก และถ้าสามารถยุติความขัดแย้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ทั่วโลกก็จับตามอง บรรยากาศที่สร้างสรรค์เช่นนี้ ก็หวังให้เกิดสันติภาพและสันติสุขได้จริง