จากบางขวางสู่ชายแดนใต้ อิสรภาพในโลกของพ่อลูกและสามี

บรรยากาศที่นี่เต็มไปด้วยผู้คนนับร้อย ทั้งพ่อ แม่ ภรรยา ลูกสาว ลูกชาย ญาติ ที่เดินทางกันมาด้วยความหวังจากชายแดนใต้ เป็นเวลาที่ทุกคนได้ทิ้งความเศร้าไว้ชั่วขณะ ทุกคนต่างเดินทางเป็นระยะทางกว่าพันกิโลสู่จุดหมายปลายทางที่ล้อมรอบไปด้วยกำแพงสูง นัยว่าจะเป็นการเยี่ยมเยียนครั้งสุดท้ายสำหรับที่นี่

          ที่นี่ เสรีภาพถูกปิดกั้นและถูกกดทับด้วยกฎระเบียบต่างๆ มากมาย สิ่งที่ฉันเห็น ทุกคนชะเง้อหน้ารอคอยผู้ที่เป็นพ่อ ลูกชาย หรือสามี ที่ต้องอยู่ในสถานะผู้ต้องขังในคดีความมั่นคง ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา ที่มีโอกาสได้พบบุคคลอันเป็นที่รักอีกครั้งหนึ่ง

          ด้วยเวลาอันแสนสั้น ที่พวกเขามีโอกาสแสดงถึงความรักที่มีให้กันอย่างเต็มหัวใจ หลังจากต้องพรากจากกัน ซึ่งแต่ละคนต้องอยู่ที่นี่ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน บ้างเป็นการรับเคราะห์ที่ตนไม่ได้ทำความผิด แต่ถูกซัดทอดให้มาอยู่ในสถานะผู้ต้องขัง ทั้งที่ตนเป็นบุคคลที่เป็นความหวังหรือเสาหลักของครอบครัว สถานะที่ทำลายความหวังที่จะได้อยู่ด้วยกัน

          เมื่อได้พบเจอคนอันเป็นที่รัก น้ำตาที่อัดอั้นเริ่มรินไหล เป็นน้ำตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักความอาทรที่ไม่อาจห้ามไม่ให้มันหยุดไหลได้ ดูเหมือนแต่ละคนอยากจะหยุดเวลานั้นไว้ หลังจากที่ได้แต่นับวันรอวันแล้ววันเล่า กว่าจะถึงวันที่รอคอยที่จะได้สัมผัสมือลูกชาย สามีหรือพ่อ

          ฉันเห็นภาพเหล่านี้แล้วรู้สึกตื้นตันใจ อีกทั้งที่ได้เห็นและได้ยินต่างคนต่างเล่าเรื่องราวที่ตัวเองพบเจอให้อีกฝ่ายได้ฟัง ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าโอกาสแบบนี้จะมีอีกเมื่อไร

จากใจคนเป็นสามี

          ชายหนุ่มคนหนึ่ง พอได้เห็นหน้าภรรยากับลูกชาย ฉันเห็นสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที พร้อมๆ กับคำพูดที่ถูกเก็บอยู่ในอกที่อยากบอกให้ทุกคนรับรู้ว่า “ผมดีใจมาก ที่ได้กอดลูกชายและภรรยา”

          ฟังดูเหมือนธรรมดา ทว่า...“ผมจากภรรยาตอนกำลังตั้งครรภ์ 8 เดือน วันนี้ผมเห็นลูกชายวิ่งมาหาผม ทั้งที่เขาไม่เคยเห็นหน้าผมมาก่อนเลย และผมไม่รู้ว่าจะมีโอกาสนี้อีกไหม” เป็นคำพูดของสามีและพ่อที่เห็นหน้าลูกเป็นครั้งแรก

          “สิ่งเดียวที่จะทำให้ผมมีโอกาสแบบนี้อีก คือ ขอความยุติธรรมให้ผมด้วย ผมจะได้กลับไปอยู่กับลูกชาย ภรรยา และครอบครัวผม ผมจะไม่ขออะไรมาก ผมขอแค่นี้”

อ้อมกอดของคนเป็นพ่อ

          อีกภาพที่ฉันเห็นเบื้องหน้า เป็นภาพของหัวหน้าครอบครัวคนหนึ่งกำลังโอบกอดลูกสาวด้วยความรัก โดยไม่รู้ว่าตัวเองจะได้ทำหน้าที่นี้ได้อีกครั้งเมื่อไหร่ ส่วนลูกสาวที่อยู่ในอ้อมกอดพ่อเริ่มมีน้ำไหลรินออกมา เหมือนกับว่าไม่ได้สัมผัสถึงความอบอุ่นแบบนี้มาแสนนาน

          ลูกสาวเริ่มก้มหน้าน้ำตานอง เธอไม่อยากให้พ่อเห็นว่ากำลังร้องไห้อยู่ ในขณะที่มือของพ่อกำลังโอบกอดอยู่ไม่ยอมปล่อย

          “พ่อคือนักโทษประหาร” ที่อาจไม่มีโอกาสถูกย้ายไปยังเรือนจำที่บ้านเกิดอย่างคนอื่นๆ ในวันนี้

          จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายมาถึง เมื่อทั้งคู่ต้องแยกออกจากกัน ก็ได้แต่ส่งสายตาเพื่อเก็บเป็นความทรงจำทุกการเคลื่อนไหว ไม่มีคำบอกลา ไม่มีคำพูดใดๆ ที่ออกจากปากทั้งสองคน มีเพียงสายตาที่จดจ้องกัน ฉันพยายามเก็บภาพทุกๆ วินาทีให้มากที่สุดและให้นานที่สุด ดูเหมือนทั้งสองคนจะรู้แล้วว่าอีกไม่กี่อึกใจจะเกิดอะไรกับพวกเขา

          เสียงตะโกนดังมาแต่ไกล “หมดเวลาเยี่ยมแล้ว” สีหน้าและอารมณ์ของทุกคนเปลี่ยนไป ต่างตกใจกับเสียงนั้น เพราะเมื่อได้ยินคำนี้ นัยน์ตาเริ่มมีน้ำไหลมาอีกครั้ง มันคงไม่ใช่น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มอย่างในตอนแรก แต่เป็นน้ำตาแห่งความเสียใจที่ต้องพรากจากกันอีกครั้ง เมื่อไหร่หนอจะได้เจอกันอีก

สายตาของลูกชายในแดน 2

          ณ เรือนจำบางขวางแห่งนี้ ที่ฉันได้สัมผัสถึงความรู้สึกของผู้เป็นแม่ที่มอบให้กับลูกชายที่สวมเสื้อนักโทษชายสีน้ำตาล ด้านหลังมีข้อความว่า “แดน 2

          สายตาของแม่ มุ่งตรงไปยังสายตาของลูกชาย มือด้านขวาของแม่ ไปจับที่หัวไหล่ของลูก แม้ไม่มีคำพูดใด แต่สายตาผู้ที่เป็นแม่จ้องมอง “ต้องจากลูกไปแล้วนะ” ในขณะที่ผู้ที่เป็นลูกเอ่ยคำด้วยความเงียบว่า “ต้องจากแม่สุดที่รักไปเหมือนกัน”

          การบอกลาครั้งนี้ ไม่ได้เป็นคำพูดออกมา แต่แสดงออกผ่านสายตาของแม่ลูกคู่นี้ “เราต้องจากกันอีกแล้ว” ด้วยเวลาที่สั้นมาก ถ้าฉันหยุดเวลานี้ได้ ฉันจะหยุดเวลาให้โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ

          และแล้วก็ถึงเวลาที่ทุกคนก็ต้องทยอยเดินออกจากที่นั่นไป บางคนน้ำตายังนองหน้า จนกระทั่งต้องเดินผ่านประตูเหล็กบานแล้วบานเล่า แม้ฉันไม้ได้เกี่ยวข้องเป็นญาติกับพวกเขา แต่ทุกย่างก้าวของฉันเหมือนไร้ความรู้สึกใดๆ มันล่องลอยอย่างไร้จุดหมาย....

          สิ่งเดียวที่ฉันคิด คือ โลกของความเป็นพ่อ แม่ ลูกสาว ลูกชาย สามี ภรรยา แม้กระทั่งญาติ ต้องไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้น พวกเขาไม่สมควรอยู่ในสถานที่แบบนั้น

ทุกคนออกมาจากดินแดนกำแพงสูงพร้อมกับพวกเราด้วย แต่ในโลกของความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น อย่างน้อย โลกของพวกเขาจะอยู่ใกล้กันมากขึ้นในเดือนรอมฎอนอันประเสริฐนี้

          ฉันหวังว่า สันติภาพจะนำอิสรภาพและความยุติธรรมกลับคืนมา