มุมมองมลายูจีน-พุทธ-มุสลิมต่อกระแสความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้

เมื่อวันเสาร์ที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา มีการจัดเสวนาในประเด็น “เรื่องเล่าความขัดแย้งจากมุมมองมลายูมุสลิมไทย พุทธ และจีน” ที่ชั้น 3 คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จัดโดย “วิทยาลัยประชาชน” ชายแดนใต้ เพื่อสะท้อนมุมมองของคนมลายูจีน พุทธ และมุสลิมต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

 

“มลายูจีน” ความขัดแย้งไม่ได้มาจากต่างเชื้อชาติ

“ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์” ผู้มีบทบาทการทำงานด้านการเสริมสร้างศักยภาพเพื่อชุมชนในพื้นที่ เป็นนักเขียน รวมทั้งช่างภาพที่กำลังส่งเสริมเยาวชนให้มีการทำหนังสั้น ภาพยนตร์สั้นในพื้นที่ ซึ่งเป็นตัวแทนอภิปรายในประเด็น “คนมลายูจีนต่อปัญหาความขัดแย้ง”

คุณชุมศักดิ์ สะท้อนในฐานะที่เป็นคนในพื้นที่ ดุซงญอ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ที่เติบโตมากับคนมลายูมุสลิม และมีต้นตระกูลเป็นคนเชื้อสายจีนที่อพยพมาจากประเทศจีน ซึ่งความเป็นจีนมักไม่ถูกกล่าวถึงในพื้นที่ประวัติศาสตร์ปาตานี ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วคำว่ามลายูไม่ได้หมายถึง คนอิสลาม หรือคนมุสลิมเพียงอย่างเดียว หากแต่มลายู คือ ชาติพันธุ์ของคนในพื้นที่นี้ เช่น มลายูจีน มลายูพุทธ มลายูฮินดู มลายูมุสลิม เป็นต้น

“ผมเองรากเดิมเป็นคนจีน ความเป็นจริงมีความผูกพันกับคาบสมุทรมลายู และไม่เคยเกิดความขัดแย้งกับคนในพื้นที่เลย ถ้าพูดถึงปัญหาความขัดแย้ง ผมพูดและยืนยันบ่อยๆว่า ความขัดแย้งในพื้นที่นี้ไม่ใช่เรื่องของความแตกต่างทางด้านศาสนา ทุกคนอยู่ได้ ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ได้ แม้อาจมีคำถามจากบางคนขณะมองตาไม่รู้ใจ แต่ผมยังเชื่อว่ารากของความสัมพันธ์ของผู้คนยังแข็งแกร่งอยู่”

ชุมศักดิ์กล่าวถึงภาพถ่ายของตัวเองภาพหนึ่งซึ่งถูกบันทึกในจังหวัดปัตตานี สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันของคนในพื้นที่ คนไทยพุทธกับคนมลายูที่อยู่ด้วยกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ช่วงที่ตนทำหนังสือตนนำภาพนั้นเป็นภาพปก และตั้งชื่อว่า “พหุวิถีพุทธ มุสลิม จีน” ในช่วงเวลาเดียวกันมีประเพณีความผูกพันเกี่ยวกับ 3 ศาสนาพอดี ได้แก่ คนมุสลิมถือศีลอดเดือนรอมฎอน คนจีนมีงานศาลเจ้าลุยไฟ ส่วนคนพุทธก็มีงานวันอาสาฬหบูชา

“ผมเป็นคนจีนก็จริง ผมฟังเสียงอาซานทุกวันวันละ 5 เวลา ผมอยู่ที่บ้านพ่อก็จะเปิดเพลงจีนด้วยความเป็นคนจีน พอสายๆ มีพระมาบิณฑบาตผ่านทางหน้าบ้าน สวนทางกับคนมุสลิมที่เพิ่งละหมาดเสร็จ เป็นภาพที่สวยงามมากในตลาดดุซงญอ ผมจึงนำมาเขียนเป็นหนังสือว่า “ใต้ความทรงจำ” และเขียนเป็นเพลงด้วย

“ผมเป็นตระกูลจีนกลุ่มแรกที่มาอยู่ในดุซงญอ รักใคร่ดูแลกันดี จึงมาอยู่ร่วมกันมากขึ้น ความคล้ายคลึงของคนจีนกับคนในพื้นที่ที่เอื้อประโยชน์ต่อกัน ทำให้คนจีนไม่ขัดแย้งกับคนในพื้นที่ เนื่องจากคนจีนที่เข้ามามุ่งแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าเสมือนเป็นที่อยู่ใหม่ที่ให้ชีวิต บ้างก็มาตั้งหลักแหล่งที่มาเลเซีย ปีนัง สิงคโปร์ บางส่วนบางกลุ่มที่มาอยู่ตอนกลางของประเทศ กลุ่มสุดท้ายเป็นกุลีดีบุก” คุณชุมศักดิ์เล่าฃ

“ช่วงที่เกิดสงคราม “เปอร์แรดุซงญอ” พ่อผมออยู่ในพื้นที่ดุซงญอ จึงเห็นความเอื้ออาทร และการต่อสู้ พ่อเล่าให้ฟังว่าก่อนเกิดการปะทะกัน ชาวบ้านพากันลี้ภัยในห้องใต้ดินของบ้าน ผมก็เลยเชื่อว่า รากของคนในพื้นที่มีลักษณะพิเศษ คือ คนจีนเป็นแค่คนอาศัย ไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่เราอยู่อาศัยด้วยความรักและผูกพัน”

มุมมอง “มลายูพุทธ” มลายูเกลียดซีแย

อาจารย์ประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ ข้าราชการครู และประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ตัวแทนคนมลายูพุทธ สะท้อนมุมมองของคน “ซีแย” ว่าตนเป็นคน 2 ประเทศ ดั้งเดิมเป็นชาวนา แต่อาศัยอยู่นอกหมู่บ้าน เนื่องจากมีปัญหา จนกระทั่งกลับบ้านไม่ได้ ไม่มีแม้ที่ซุกหัวนอน จึงต้องไปอยู่ที่ป่าสงวนที่บาโหย ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังเป็นป่าสงวน

ในมุมมองของอาจารย์ประสิทธิ์เล็งเห็นว่า คนมลายูจะถูกปลูกฝังให้เกลียดคน”ซีแย”

“ผมเห็นว่าปัญหาที่ขัดแย้งในพื้นที่ไม่ใช่เรื่องศาสนา แม้ผมไม่ได้เป็นคนที่ศึกษาเรื่องศาสนาอย่างลึกซึ้ง แต่ก็ศึกษาคอนเซ็ปของศาสนา ไม่มีเรื่องศาสนาที่ทำให้ความขัดแย้ง หรือสถานการณ์รุนแรงแบบนี้ คนมุสลิมสอนเรื่องความสันติสุข คนไทยพุทธสอนเรื่องการประนีประนอม ส่วนคริสต์ก็เอาความรักมาเป็นตัวตั้งให้แบ่งปันความรักให้ผู้อื่น ทำให้เห็นจุดร่วมที่ไม่มีเหตุผลที่ต้องฆ่าผู้อื่นแต่อย่างใด ฉะนั้นเรื่องศาสนาไม่ใช่แก่นแท้ของเรื่องนี้ เป็นเพียงการดึงเอาศาสนามาเกี่ยวข้องกับยุทธวิธีบางส่วนที่จะทำให้การรวบรวมพลังในการเคลื่อนไหวมากกว่า” อาจารย์ประสิทธิ์กล่าว

อาจารย์ประสิทธิไม่เห็นด้วยในเรื่องของวัฒนธรรมก่อให้เกิดความขัดแย้ง เพราะตนทำงาน 40 ปี อยู่กับมุสลิมตลอดชีวิต แม้เรื่องอาหารการกินไม่เหมือนกัน จึงมีความเข้าใจในความแตกต่างแต่ไม่แตกแยก และเชื่อว่าถ้าทุกคนเข้าใจและยอมรับในจุดต่างนี้ได้ จะสามารถทำงานร่วมกันได้ โดยปราศจากความขัดแย้ง

“ผมค่อนข้างมั่นใจว่าแก่นแท้ที่เกิดความขัดแย้ง คือ อำนาจการเมืองการปกครองที่มีมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ และคนมลายูท้องถิ่นก็ไม่ยอมรับเพราะวิถีตรงนี้ผนึกกับเรื่องศาสนา เรื่องอื่นเป็นแค่ส่วนประกอบ โดยที่คนมุสลิมในพื้นที่รู้สึกว่าการควบรวมหัวเมืองปัตตานีเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยไม่ถูกต้อง” อาจารย์ประสิทธิ์เผยและว่า

อาจารย์ประสิทธิ์ยอมรับว่าประวัติศาสตร์เป็นเช่นนี้จริง เมื่อมีอำนาจเข้ามาบีบบังคับให้เป็นเช่นนั้น ความไม่ต้องการอยู่เป็นส่วนหนึ่งรัฐไทยเกิดขึ้นทันที แล้วคนกลุ่มนี้พยายามต่อสู้เพื่อให้หลุดออกจากบริบทของราชอาณาจักรไทยตั้งแต่ตอนนั้น นี่คือแก่นของปัญหา แต่มักเป็นเรื่องที่ไม่มีใครพูดถึง

“ถ้าจะเอาวัฒนธรรมพุทธมาใช้กับคนมุสลิมคงเป็นไปได้ยาก เมื่อเป็นเช่นนี้คนพื้นที่นี้จึงต้องพยายามต่อสู้ โดยผ่านทางองค์กรต่างๆ เช่นกลุ่มของ BRN Coordinate ที่เป็นกลุ่มที่มีการจัดตั้งเข้มแข็ง หนักแน่น”

อาจารย์ประสิทธิ์ได้เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาว่า สันติภาพจะเกิดขึ้น ถ้ารัฐบาลไทยมีแนวคิดอีกแบบว่า BRN คือ คนที่อยู่ในสังคมเดียวกัน โดยแก้ปัญหาจากความขัดแย้งในหมู่ประชาชนคนพวกเดียวกัน ยุทธศาสตร์ไม่ใช่ด้วยวิธีการเอาชัยชนะ แต่ต้องหาวิธีแก้อีกชุดหนึ่งต่างหาก

BRN ต้องการความเป็นอิสระในการเมืองการปกครองเพื่อดูแลกันเอง ต้องการคงความเป็นอัตลักษณ์ความเป็นมลายูมุสลิมเอาไว้ให้โดดเด่นเหมือนประเทศเอกราชทั้งหลาย มีสิทธิเสรีภาพทางศาสนาทุกประการ เสมอกับเชื้อชาติอื่นๆหาก BRN มองเช่นนี้ รัฐบาลก็อาจจะคิดได้ว่าจะไม่ไปกดขี่ข่มเหง กระทำอย่างเสมอภาค ผมเชื่อว่าจุดลงตัวมี หากทุกคนต่างคิดอย่างมีเหตุผล ความขัดแย้งตรงนี้อาจคลี่คลายได้หมด”

“มลายูมุสลิม” ความขัดแย้งเกิดจากโครงสร้างอำนาจ

นายการิม มูซอ หรืออีชา ผู้ขับเคลื่อนด้านการสร้างศักยภาพให้กับคนในพื้นที่ เป็นคนหนุ่มที่มีบทบาทในการประสานงานฝ่ายเยาวชนและนักศึกษาของสำนักปัตตานีรายอ เพื่อสันติภาพและการพัฒนา สะท้อนมุมมองคนมลายูมุสลิมว่าค่อนข้างกดดันที่ต้องอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง จากการถูกยัดเหยียดความเป็นตัวตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบการศึกษา

ในมิติโครงสร้างทางการเมือง การิมเห็นด้วยที่ว่าปมความขัดแย้งในพื้นที่เกิดจากการถูกปลูกฝังตั้งแต่สมัยเด็กให้เกลียดคน “ซีแย” จริงๆ แล้วความเป็นมลายูมุสลิมมีวิถีของศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง

การิมกล่าวว่าขณะนี้คนมลายูถูกกดดัน ทุกคนมีสิทธิในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับตนเอง แต่วันนี้การถูกตราหน้าจากสังคมเพียงเพราะการคิดที่แตกต่างไปจากเดิม

“ในทางกฎหมายเรายังต้องเชื่อในอำนาจรัฐ แต่โดยพฤตินัยแล้วคงไม่มีใครเชื่อ เพราะวันนี้ดูเหมือนเรากำลังเป็นกบฏของรัฐไทยโดยไม่รู้ตัว ถามว่าโรงเรียนตาดีกาจะมีไปทำไมถ้าระบบการศึกษาไทยดี ถ้าอำนาจทางการเมืองดีคณะกรรมการมัสยิดก็ไม่จำเป็นต้องมี” นายการิมกล่าว

การิมยังกล่าวอีกว่า วันนี้คนปัตตานีต้องกำหนดชะตากรรมตนเอง ต้องมาถกเถียงถึงความต้องการของตนเอง พูดคุยถึงเรื่องโครงสร้างทางอำนาจที่จะส่งผลต่ออนาคตให้รู้เรื่องก่อน ส่วนบุคคลภายนอกช่วยหยุดฟังและให้เกียรติคนใน

ปัจจุบันเมื่อ 2 ฝ่าย คือรัฐบาลกับ BRN ลุกขึ้นมานั่งคุยกัน BRN บอกว่าต้องการเอาพื้นที่ตรงนี้คืน นี่คือโจทย์ที่เกิดความขัดแย้งในเวลานี้ ถามว่าทุกวันนี้ทั้งสองฝ่ายได้คุยอย่างตรงไปตรงมากับคนในพื้นที่บ้างหรือยังว่ามองปัญหาในพื้นที่อย่างไร ทั้งเรื่องการศึกษา วัฒนธรรม อัตลักษณ์ ความสัมพันธ์พุทธ-มุสลิม และอีกเรื่องหนึ่งที่ทุกคนต้องยอมรับ คือ เรื่องเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์

“อยากเรียกร้องจากรัฐว่า เปิดโอกาสให้ทุกคนมาพูดคุยกัน จะได้เกิดการตื่นตัวทางการเมือง เพื่อทุกคนจะได้เข้าสู่ประตูซาตูปาตานีอย่างพร้อมเพรียง”

นี่เป็นเสียงสะท้อนของคนมลายูมุสลิม ทั้งจีน พุทธ และมุสลิมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่พยายามขับเคลื่อนสันติภาพให้เกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งผู้เข้าร่วมต่างเล็งเห็นตรงกันว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากเชื้อชาติ ศาสนาที่แตกต่างกัน แต่เกิดจากโครงสร้างอำนาจ บริบททางกฎหมายที่สวนทางกับชีวิตความเป็นอยู่ในพื้นที่ แม้วันนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังหาทางแก้ไขไม่ได้ แต่ถ้าทุกคนทำความเข้าใจ ยอมรับ และช่วยกันหาวิธีแก้ปัญหา เชื่อว่าความสงบสุขปลายด้ามขวานไทยคงไม่ไกลเกินเอื้อม