“ดร.โนอาห์ ซาลาเมะห์” สันติภาพต้องควบคู่กับความรู้

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2556 ที่ห้องฟาฎอนีย์ โรงแรม ซีเอส ปัตตานี โรงเรียนวิชาการเมือง (College of Deep South Watch) ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ร่วมกับ กลุ่มด้วยใจ จัดการบรรยายในหัวข้อ “เมื่อสันติภาพต้องมีความยุติธรรม : บทเรียนจากนักโทษการเมืองสู่นักเคลื่อนไหวสันติภาพบรรยายโดย ดร.โนอาห์ อิบราเฮม ซาลาเมะห์ อัลคมัวร์ ผู้อำนวยการศูนย์การจัดการความขัดแย้งและการปรองดอง (Center for Conflict Resolution and Reconciliation) ซึ่งมีตัวแทนจากองค์กรภาคประชาชนเข้าร่วมประมาณ 30 คน

ดร.โนอาร์ ผู้เกิดในสถานะผู้ลี้ภัยสงคราม

ในเบื้องต้น ดร.โนอาห์ เล่าถึงพ่อแม่ของตนเองว่าเคยอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในดินแดนปาเลสไตน์ เป็นชุมชนเล็กๆ ที่อาศัยอยู่อย่างเรียบง่าย ต่อมาพ่อแม่จำเป็นที่จะต้องอพยพไปอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัย เนื่องจากเกิดสงครามกับอิสราเอล

ดร.โนอาห์ ถือกำเนิดเมื่อปี ค..1965 ในค่ายผู้ลี้ภัย และอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยตลอดระยะเวลานั้นโดยครอบครัวหวังมาตลอดว่า สักวันหนึ่งครอบครัวเราจะมีโอกาสที่จะกลับไปอาศัยอยู่ในหมู่เดิม แต่สุดท้ายก็ไม่อาจกลับไปอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดิม เนื่องพื้นที่ตรงนั้นทางอิสราเอลได้ยึดไปแล้ว

เมื่ออายุ 15 ปี ดร.โนอาห์ จึงได้ตัดสินใจออกจากค่ายหลีภัย ด้วยความที่เป็นวัยรุ่นที่ต้องการจะต่อต้านการยึดครองของอิสราเอล จึงได้ต่อสู้เชิญสัญญาลักษณ์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การระบายสีตามป้ายต่างๆ เขียนข้อความต่อต้านการยึดครองของอิสราเอลตามกำแพงเป็นต้น ซึ่งเป็นการต่อสู้โดยที่ไม่มีอุดมการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

เข้าร่วมขบวนการปลดปล่อยปาเลสไตน์

ต่อมา ดร.โนอาห์ ได้เจอกับบุคคลกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงในการต่อต้านอิสราเอล คือขบวนการปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ได้มอบอาวุธให้เพื่อที่จะไปสู้กับอิสราเอล เป็นเหตุให้ถูกทหารอิสราเอลจับกุมและติดคุกเป็นระยะเวลา 15 ปี

“ผมคิดว่า ถ้าหากผมได้รับโอกาสทางการศึกษา ผมคงจะใช้แนวทางอย่างอื่นในการต่อต้านการยึดครองของอิสราเอล แต่ในเมื่อผมไม่มีโอกาสการศึกษาผมจึงใช้แนวทางการต่อสู้ในหนทางนี้คือต่อสู้ด้วยอาวุธในการต่อสู้กับอิสราเอล” ดร.โนอาห์ กล่าว

ในระหว่างที่ผมติดคุก ดร.โนอาห์ ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการอ่านหนังสือ ซึ่งหนังสือเหล่านี้ได้มาจากการที่นักโทษในเรือนจำช่วยกันเรียกร้องให้มีหนังสือในเรือนจำ จนได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ จึงทำให้ในเรือนจำมีหนังสือทุกชนิด เช่น การเมือง สังคม เศรษฐกิจ วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ เป็นต้น ยกเว้นหนังสือที่เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอลเท่านั้นที่ไม่มีในเรือนจำ

“การเรียกร้องขอให้มีหนังสือในเรือนจำ พวกเราทำทุกวิธีเพื่อให้ทหารอิสราเอลยอมรับในข้อเรียกร้อง ผมต้องเสียเพื่อนในเรือนจำไป 2 คน เพราะเสียชีวิตจากการอดอาหารเพื่อเรียกร้องให้มีหนังสือ”

การอ่านหนังสือในคุก คือจุดเปลี่ยนชีวิต

การที่ได้อ่านหนังสือ ทำให้ ดร.โนอาห์ มีความรู้ความเข้าใจสังคมมนุษย์ เข้าใจโลก เข้าใจคนอื่นมากยิ่งขึ้น ซึ่งคนเหล่านั้นอาจจะอยู่ในฐานะเดียวกันกับเรา และบุคคลเหล่านี้จะยึดถือคุณค่าอะไรบ้างอย่างร่วมกันอย่างที่เรายึดถือ และสิ่งเหล่านั้นอาจจะเป็นสันติภาพก็ได้ ซึ่งในการต่อสู้นั้นจำเป็นที่ต้องอาศัยผู้ที่มีความเห็นที่แตกต่างกัน แต่ยึดถือคุณค่าบางอย่างร่วมกัน และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความรู้ทำให้ดร.โนอห์ร์ หันมาต่อสู้ด้วยสันติวิธี

ต่อมาเมื่อดร.โนอาห์ ถูกปล่อยตัวในโครงการแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอล จึงได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติเหมือนบุคคลทั่วไป มีครอบครัว ทำงานเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว เรียนหนังสือจนปริญญาเอก ในระหว่างที่ เรียนหนังสือ ดร.โนอาห์ ได้มีโอกาสทำกิจกรรมมากมาย เช่น กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพแก่ประชาชน ก่อตั้งห้องสมุดแก่เด็กๆ และกิจกรรมต่างที่เกี่ยวกับเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา อีกมากมาย ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ เป็นการต่อสู้อย่างหนึ่ง เป็นการต่อสู้ในลักษณะที่ไม่ใช้ความรุนแรง (Non - Violent) อีกทั้งเป็นหนทางในการค้นหาสันติภาพอย่างหนึ่ง

จากนักโทษ สู่นักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพ

“ผมคงจินตนาการไม่ออกว่า ชีวิตของผมจะเป็นอย่างไรหากผมไม่ได้รับการศึกษา แต่ผมเดาว่าถ้าเด็กๆ ที่จับอาวุธต่อสู้กับผู้ยึดครองอิสราเอลเหล่านั้น ได้รับโอกาสทางการศึกษาหรือได้อ่านหนังสื่อในเรือนจำเหมือนกับผม ผมคิดว่าความรู้เหล่านี้ทำให้เด็กเหลานี้ไม่ใช้ความรุนแรงก็ได้  บางครั้งการทีคนเราใช้ความรุนแรง มันไม่ใช่สิ่งที่มาจากภายใน (Inner) ของเรา หรือความต้องการภายในของเราจริงๆ แต่เกิดจากการที่เราต้องการตอบโต้อะไรบางอย่างที่มากดดันเรา เช่น ถ้าเขาถูกจับหรือเขาถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม แน่นอนคนเหล่านี้จะต้องมีวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะตอบโต้กับสิ่งเหล่านี้ ความรุนแรงไม่ได้มาพร้อมกับตัวเรา แต่เกิดจากการที่เราถูกกดดันจากสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา” ดร.โนอาห์ สะท้อนความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปาเลสไตน์

ดร.โนอาห์ กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ชาวปาเลสไตน์หันมาต่อสู้ในหนทางของสันติวิธีมากยิ่งขึ้น แต่ยังไม่ทั้งหมด ซึ่งมีสำนักที่เกี่ยวกับสันติวิธี (Non-Violence) อยู่ 3 สำนักคิด สำนักที่ 1 เชื่อว่าสันติวิธีคือหนทางของเขาหรือเป็นปรัชญาของเขา สำนักคิดที่ 2.มองว่าสันติวิธีคือทางเลือกในขณะหนึ่งเท่านั้น และสำนักที่ 3.มองว่าสันติวิธีเป็นตัวเสริมของกิจกรรมอื่นๆ ของสังคม

ดร.โนอาห์ กล่าวว่า ไม่ว่าเราเคยติดคุกหรือต้องประสบเคราะห์กรรมอย่างอื่นมาแล้วในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม อาจจะไม่สำคัญเท่าที่เรายึดถือว่าสันติวิธีเป็นคุณค่าของมนุษย์ เป็นคุณธรรมหรือศีลธรรมที่อยู่กับมนุษย์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไร

“สันติวิธีสามารถที่จะเริ่มในตัวเอง เราต้องสังเกตความคิดหรือกระทำของเราต่อบุคคลที่อยู่รอบตัวเอง สังเกตว่าเป็นสันติวิธีหรือเปล่า โดยเริ่มจากคนในครอบครัวของเราก่อน ส่วนประเด็นที่ว่าแล้วเราจะตัดสินอย่างไรว่าการกระทำใดเป็นสันติวิธีหรือไม่นั้น ให้ดูที่ว่ามนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไร ต่างก็มีศีลธรรมบางอย่างอยู่ในตัวเอง เราต้องชี้ชัดกับตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า สิ่งที่เราทำนั้น อยู่ในกรอบศีลธรรมของศาสนาของเราหรือไม่ ถ้าหากอยู่ในกรอบของศีลธรรม นั่นแสดงว่าเรากำลังเข้าสู่สันติภาพแล้ว”

ดร.โนอาห์ กล่าวว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะต่อสู้กับศีลธรรมที่ตัวเองยึดถือ บางครั้งที่พฤติกรรมหรือการกระทำที่ทำลงไปนั้น คิดว่าเป็นการกระทำในแนวทางสันติแล้ว ถูกต้องตามกรอบศีลธรรมที่เรายึดถือแล้ว แต่ก็ยังเกิดความขัดแย้งกันอยู่ สันติวิธีเป็นเรื่องที่ยากมาก และต้องการการฝึกฝนเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง และเมื่อเปลี่ยนแปลงตัวเราได้แล้วก็ไม่ยากที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่นที่อยู่รอบๆ ตัวเรา

ประวัติ ดร.โนอาห์ อิบราเฮม ซาลาเมะห์ อัลคมัวร์ (Dr. Noah Salameh) นักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพ 

ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการศูนย์การจัดการความขัดแย้งและการปรองดอง (Center for Conflict Resolution and Reconciliation) ซึ่งทำงานอยู่ในปาเลสไตน์ เขาจบการศึกษาปริญญาตรีสาขาวรรณคดีอังกฤษที่มหาวิทยาลัย Bethlehem ประเทศปาเลสไตน์ และปริญญาโทสาขาการจัดการความขัดแย้งและสันติศึกษาแห่งสถาบัน Joan B. Kroc สันติศึกษาระหว่างประเทศ ที่มหาวิยาลัย Notre Dame ในสหรัฐอเมริกา และสำเร็จปริญญาเอกสาขาประวัติศาสตร์และการจัดการความขัดแย้งที่มหาวิทยาลัยไคโร ประเทศอียีปต์ และปริญญาเอกสาขาการจัดการความขัดแย้ง ICAR ที่สถาบันการจัดการและวิเคราะห์ความขัดแย้ง มหาวิทยาลัย George Mason, Virginia, สหรัฐอเมริกา (completed in Cairo)

เขาเป็นทั้งผู้อำนวยความสะดวกการเสวนาผู้นำศาสนาทั้ง อิสลาม คริสต์ และยิว  ร่วมจัดเสวนาระหว่างสื่อมวลชนของอิสราเอลและปาเลสไตน์เพื่อเข้าใจสันติภาพ โครงการพัฒนาชาวเบดูอินในญาฮาลิน (Jahalin) ผู้อำนวยการโครงการเสวนาระหว่างพรรคการเมืองอิรักกับภาคประชาสังคมที่เป็นสุหนี่ ซีอะห์และชาวเคิร์ด และผู้อำนวยการของศูนย์ Bandar Ben Sultan เพื่อสันติภาพภูมิศึกษามหาวิทยาลัย Hebron เป็นต้น

ก่อนที่จะเขาผันตัวเองมาใช้สันติวิธีในการต่อสู้นี้ เขาเคยถูกจำคุกในคดีความขัดแย้งระหว่างปาเลสไตน์และอิสราเอลเป็นเวลา 15 ปี (ระหว่างวันที่ 2เมษายน 2513วันที่ 20 พฤษภาคม 2528) และออกจากเรือนจำโดยการแลกผู้ต้องขังระหว่างอิสราเอลกับองค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์  PLO ( Palestine liberation Organization) เขาใช้เวลา 15 ปีหมกมุ่นกับหนังสือในห้องสมุดในเรือนจำ และเมื่อได้รับอิสระเขาตัดสินใจเรียนต่อในมหาวิทยาลัยจนจบปริญญาเอกและเป็นนักต่อสู้โดยใช้สันติวิธีและเชื่อมั่นในสันติภาพ และกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญแปรเปลี่ยนความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และประสบการณ์ทำงานโครงการส่งเสริมการพูดคุยสนทนา (Dialogue Project) ให้แก่ชุมชนชาวปาเลสไตน์และอิสราเอล และสนทนาข้ามศาสนาและวัฒนธรรมเป็นเวลา 20 ปี

ผลงานวิชาการ  คือ หนังสืออิสลามและสันติภาพ ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาอาหรับ และอีกเล่มคือ แนวทางการจัดการความขัดแย้งในแบบใหม่ (Towards a New Way of Dealing with Conflict (Arabic), และงานวิจัยหัวข้อเรื่อง : The Palestinian Intifada as a Nonviolence Tool (English), 1994