อาบูฮาฟิซ อัลฮากีม: จดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชนไทย

 
 
หมายเหตุ:::จดหมายเปิดผนึกฉบับนี้เผยแพร่ครั้งแรกในบล็อก Abu Hafez เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน โดยมีต้นฉบับเดิมเป็นภาษามลายู คือ “Surat terbuka kepada Media Thai” (เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2556) ต่อมา บล็อกดังกล่าวได้เผยแพร่เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษในวันถัดมา คือ “An open letter to Thai Media” เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2556) หลังจากนั้น ผู้เขียนได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับสื่อมวลชนไทยบางสำนักและบันทึกความเคลื่อนไหวลงในอีกบทความหนึ่ง คือ “Thai media has spoken” (เผยแพร่ครั้งแรก 20 พ.ย. 2556)
 
 
จดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชนไทย

โดย อาบูฮาฟิซ อัลฮากีม

สวัสดีครับ

คงจะปฏิเสธมิได้เลยว่าบทบาทของสื่อนั้นทรงอิทธิพลอย่างมากในสังคม บทบาทของสื่อนั้นใช่เพียงแค่การนำเสนอข่าวสารและข้อมูลให้กับสาธารณชนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลต่อมุมมองหรือทัศนคติของสังคมที่ผ่านการรายงานข่าวและการเขียนอีกด้วย ด้วยเหตุนี้เองผู้สื่อข่าวจึงถือได้ว่าเป็นตัวแสดงแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่ง

ในบริบทของความขัดแย้งทางการเมืองในทางภาคใต้ (ปาตานี) ที่สื่อกระแสหลัก (ที่เป็นภาษาไทย) ได้ทำหน้าที่เผยแพร่ข่าวสารและข้อมูลมาเป็นระยะเวลายาวนาน มุมมองของเราในฐานะนักต่อสู้แห่งปาตานีพบว่าทัศนะโดยทั่วไป (general opinion) และวิธีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่รายงานโดยสื่อไทยและนักข่าวไทยยังคงจมปลักอยู่กับรูปแบบเดิมๆ ด้วยความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในด้านการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในโลกไซเบอร์ในยุคปัจจุบันนี้ สิ่งที่เราได้เห็นก็คือ หาได้มีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นแต่อย่างใด คงจะไม่ผิดนักถ้าจะกล่าวว่า สื่อมวลชนไทยนั้นไม่เคยเลยหรือหาได้ยากนักที่จะให้ความยุติธรรมแก่กลุ่มขบวนการที่เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปาตานีในการนำเสนอข่าวของพวกเขา นับตั้งแต่ระยะเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา จวบกระทั่งปัจจุบันก็ยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

ในเรื่องของคำศัพท์ การใช้คำหรือการให้คำนิยามเฉพาะเจาะจงให้กับนักต่อสู้ปาตานี บ่อยครั้งมักจะสื่อถึงภาพพจน์ในเชิงลบเมื่อถูกเผยแพร่ผ่านพื้นที่สื่อของไทย  ซึ่งหนึ่งในการใช้คำก็คือ "ผู้ก่อการร้ายหรือโจรใต้ " แน่นอนอย่างยิ่ง มันเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมีอคติที่เกินเลยและค่อนข้างที่จะมีความลำเอียงเป็นอย่างมาก มีความเหมาะสมดีแล้วหรือที่เรียกขานบรรดานักต่อสู้เหล่านั้น ที่ทำหน้าที่ปกป้องรักษาชะตากรรมชนชาติของตนเองดังกล่าว อาจเป็นเพียงเพราะว่าพวกเขาได้ทำการต่อต้านอำนาจรัฐไทยที่อยู่เหนือพวกเขาด้วยวิธีการที่รุนแรง? ถ้าเป็นเช่นนั้น สิ่งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกระทำ จะถือเป็นผู้ร้ายหรือโจรได้หรือไม่ ในเมื่อทั้งสองพระองค์ก็ได้ทำการต่อสู้กับพม่าที่เข้าปกครองกรุงศรีอยุธยาด้วยวีธีการที่รุนแรงเช่นกัน?

เมื่อครั้งท่านหะยีสุหลง ได้ยื่นข้อเสนอเรียกร้องจำนวนเจ็ดข้อในปี ค.ศ.1953 หลังจากนั้น ตัวของท่านไม่เพียงจะถูกจับกุมและจำคุกเท่านั้น ทว่าในที่สุดท่านก็ถูกฆาตกรรมในข้อหา "เป็นกบฏ" ท่านต้องการที่จะต่อต้านใครหรือ? ท่านต้องการที่จะเปลี่ยนรัฐบาลกรุงเทพฯ กระนั้นหรือ หรือเป็นเพียงแค่การเรียกร้องสิทธิของตนเองและความยุติธรรมให้กับชาวมลายูมุสลิมในภาคใต้ ? ซึ่งการเรียกขานชื่อนี้ ยังคงดำรงอยู่จวบจนถึงทุกวันนี้ และยังคงถูกเร่ใช้โดยผู้สื่อข่าวของไทยบางสำนัก โดยที่มิได้คำนึงถึงความรู้สึกที่อ่อนไหวของชาวปาตานี ที่ได้เชิดชูท่านในฐานะที่เป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่ง

บรรดานักต่อสู้เพื่อเสรีภาพก็เช่นกันที่ถูกเรียกขานว่าเป็น "กลุ่ม/ขบวนการแบ่งแยกดินแดน" จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความกระจ่างชัดว่า ทุกกลุ่มขบวนการต่อสู้เพื่อเสรีภาพปาตานีนั้นเป็น “ขบวนการปลดปล่อย (Liberation)  หาใช่ “ขบวนการแบ่งแยกดินแดน (Separatist)” ไม่ ในนิยามทางรัฐศาสตร์นั้น ยังมีความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างขบวนการปลดปล่อยกับกขบวนการแบ่งแยกดินแดนอยู่มาก

ทุกคำศัพท์ที่ใช้หรือคำนิยามดังกล่าว เป็นการกุคำขึ้นมาเองด้วยเจตนาของรัฐไทย เพื่อให้ภาพพจน์ของนักต่อสู้ถูกมองในเชิงลบ ทว่าถือเป็นความโชคร้ายของรัฐไทยก็ว่าได้ที่ปราศจากการค้นคว้าหรือศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและในเชิงลึก ทำให้ต้องกล้ำกลืนความขืนข่ม ซึ่งในขณะเดียวกันก็ได้จัดวางกลุ่มขบวนการให้อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีความชอบธรรม ในสายตาของประชาชนไทยทั่วไป และในสายตาของชาวโลกอีกด้วย

อาศัยหลักการพื้นฐานที่สำคัญของวารสารศาสตร์ "ภารกิจหลักของนักข่าวก็คือการรายงานข้อเท็จจริงและเคารพสิทธิของคนอื่นเพื่อที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง" ในส่วนบริบทของปาตานีดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้น สื่อมวลชนไทยมักจะมีความเกี่ยวโยงกันกับกองทัพ ตำรวจหรือคนของรัฐเองที่ถูกส่งไปยังสถานที่หนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่สาธารณชนทั่วไปจะตีตราว่าเขาคือ "คนของรัฐบาล" ฉะนั้นจึงไม่ให้ความร่วมมือหรือนำเสนอข้อมูลที่แท้จริงให้กับประชาชนได้ ทั้งๆ ที่ข้อมูลที่จริงแท้นั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะว่ามีข้อจำกัดทางด้านภาษาและบวกกับความไม่เป็นมืออาชีพ ไม่ยอมที่จะพยายามมากไปกว่านั้น พวกเขามีความพึงพอใจกับข้อมูลที่ได้จาก "แหล่งข่าวมือสอง" หรือที่ยิ่งแย่ไปกว่านั้นก็คือ พวกเขาเอาแต่บันทึกสิ่งที่ถูก "ป้อน" ให้โดยรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ซึ่งเราจะเห็นได้จากการรายงานข่าวจำนวนมากที่มักจะจบลงในลักษณะของ "การเหมารวม" ดังตัวอย่างเช่น ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเชื่อว่าเป็นการกระทำของกลุ่มคนร้ายในพื้นที่

บางครั้งพวกเขาอาจลืมหลักการเหล่านี้ก็เป็นได้: นั่นก็คือการพยามเสาะหาและเผยแพร่มุมมองความเห็นที่แตกต่าง ซึ่งปราศจากการครอบงำของอิทธิพลของคนที่สามารถใช้อำนาจหรือตำแหน่งหน้าที่ของเขาไปในทางที่ไม่สอดรับกับผลประโยชน์ของส่วนรวม (To seek out and disseminate competing perspectives without being unduly influenced by those who would use their power or position counter to the public interest) ในการปฏิบัติหน้าที่สำหรับผู้สื่อข่าวนั้นย่อมมีความอิสระในการจัดเก็บข้อมูลและเผยแพร่ข่าวออกไปอย่างตรงไปตรงมาและมีสิทธิที่จะวิเคราะห์และวิจารณ์อย่างเท่าเทียมกัน

สื่อมวลชนไทยเองยังมีน้อยมากที่ได้เปิดพื้นที่ให้กับฝ่ายนักต่อสู้ให้สามารถอาศัยพื้นที่เพื่อแสดงออกได้ เพื่อสื่อไปยังสาธารณชนไทยทั่วไปได้รับรู้ เพื่อใช้ในการชี้แจงต่อประเด็นที่สำคัญ หรือจะเป็นว่าท่าทีของพวกเขานั้นเป็นอย่างไร เช่น: ทำไมต้องเปิดพื้นที่และนำเสนอให้กับคนร้ายและผู้ก่อการร้ายด้วยเล่า? จนถึงตอนนี้ประชาชนไทยเองยังคงเกิดถามมาโดยตลอดว่า: ทำไมชาวมลายูในภาคใต้ถึงได้ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล? ทำไมต้องใช้ความรุนแรง? ทำไมต้องการแยกตัวออกจากประเทศไทย? ทำไมระเบิดที่นั่นที่นี่ ซึ่งส่งผลต่อการสูญเสียที่ไม่เพียงแต่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ซึ่งติดอาวุธเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์อีกด้วย? ทำไมครูถึงถูกยิงตาย? และคำถามอื่นๆ อีกมากมาย

หลักการพื้นฐานของสื่อสารมวลชน: คือส่งเสียงให้แก่ผู้ที่ไม่มีโอกาสได้พูดและบันทึกสิ่งที่ถูกซ่อนเร้น (Give voice to the voiceless; document the unseen) นี่เป็นการเรียกร้องเพื่อให้สื่อได้เปิดพื้นที่และโอกาสให้กับกลุ่มที่ถูกกดขี่ได้เปล่ง "เสียง" ของพวกเขาออกมา สื่อมวลชนไทยถูกคาดหวังว่าจะบันทึกสิ่งที่เจ้าหน้าที่ตั้งใจจะ "ซ่อนเร้น" เอาไว้ เพื่อให้ความจริงปรากฏได้อย่างชัดเจน หากไม่เช่นนั้นแล้ว คงจะอีกนานที่สังคมไทยจะไม่มีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง และสำหรับชาวมลายูปาตานี โดยเฉพาะบรรดานักต่อสู้เองก็จะยังคงถูกเรียกขานว่าเป็นโจร กบฎ หรือที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือเป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง พวกเขาได้ทำการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของพวกเขาที่ถูกปล้นกลับคืนมาเท่านั้น

เป็นเรื่องที่แตกต่างกับนักข่าวและสำนักข่าวต่างประเทศเป็นอย่างมาก พวกเขามีความเป็นมืออาชีพมากกว่า ด้วยวิธีการทำงานแบบเชิงรุกและผลลัพธ์ที่ได้จากข่าวสารมีความเป็นกลางไม่ลำเอียงข้างใดข้างหนึ่ง พวกเขาไม่ได้คาดหวังต่อข้อมูล "ที่ถูกป้อนให้" แต่ว่าได้มุ่งมั่นพยามอย่างหนักเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่เป็นจริงด้วยแนวทาง "การเข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชน"  (Engaging the community) ถึงแม้ว่าพวกเขาจะต้องเผชิญกับข้อจำกัดในด้านภาษาและวัฒนธรรมเฉกเช่นสื่อมวลชนไทย แต่ทว่าความเป็นมืออาชีพของพวกเขาที่ยืดมั่นกับหลักกาและจรรยาบรรณของผู้สื่อข่าว พวกเขามีความง่ายดายอย่างยิ่งในการได้รับข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ (authentic ) สำหรับสังคมมลายูปาตานี โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านในระดับชุมชน ซึ่งมีความไว้วางใจต่อสื่อต่างชาติมากกว่าสื่อของไทยด้วยซ้ำ

ด้วยเหตุนี้เองเราจะพบว่าการนำเสนอข่าวและข้อมูลที่เผยแพร่สู่สาธารณชนทั่วไปโดยสื่อต่างประเทศนั้นดีกว่ามากและเป็นการบ่งบอกถึงระดับความน่าเชื่อถือของสื่อไทยเองอีกด้วย บางครั้งมีความแตกต่างทั้งข้อมูลและข้อเท็จจริงระหว่างสื่อไทยและสื่อต่างประเทศ หรือแม้แต่ยังมีข้อขัดแย้งกันเองภายในสิ่งที่เผยแพร่ระหว่างสื่อไทยด้วยกันเอง ประชาคมโลกที่มีจำนวนนับพันล้านคน ซึ่งรวมไปถึงชาวมลายูในเอเชียอาคเนย์ (Nusantara) ที่มีจำนวนมากกว่า 300 ล้านคน ต่างมีความเข้าใจถึงความทุกข์ทรมานและการต่อสู้ของประชาชนชาวปาตานีมากกว่าเสียอีก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรไทยที่มีจำนวนกว่า 60 ล้านคน ที่ยังไม่มีความเข้าใจต่อปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ใดๆ เลย

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันในการรายงานข่าวของสื่อไทยคือ ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ในบริบทของประวัติศาสตร์ปาตานี เริ่มตั้งแต่ยุคของราชอาณาจักรลังกาสุกะจนถึงปัจจุบัน สื่อไทยค่อนข้างที่จะโน้มเอียงไปยังประวัติศาสตร์ฉบับที่เขียนโดยคนในชาติตนเอง ซึ่งสถานะและการสื่อสารในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างปาตานี-สยาม เป็นการมองจากประวัติศาสตร์ฉบับของไทยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองจึงมีความเข้าใจที่ผิดพลาดว่า ปาตานีนั้นแต่เดิมเป็นของสยามประเทศ รวมทั้งรัฐมลายูทางตอนเหนือของคาบสมุทรมลายู (กลันตัน ไทรบุรี ตรังกานู และ เปอร์ลิส) ที่เคยเป็นของพวกเขาเช่นกัน  ประวัติศาสตร์ไทยก็ยังอ้างด้วยว่า ดินแดนส่วนใหญ่ของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เขมร และพม่า แต่เดิมเป็นของเขาเช่นกัน  ซึ่งความจริงแล้วถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ในฉบับของประเทศเหล่านี้ เราจะพบว่าพวกเขาก็จะอ้างบริเวณดังกล่าวทั้งหมดก็เป็นของพวกเขาเช่นกัน แต่ถูกสยามยึดไปในยุคสมัยใดยุคสมัยหนึ่ง

ถ้าเราย้อนศึกษารายละเอียดของประวัติศาสตร์ที่บันทึกโดยชาวต่างชาติซึ่งเคยมีปฏิสัมพันธ์กับราชอาณาจักรปาตานีในอดีตที่ผ่านมา อย่างเช่น จีน ญี่ปุ่น ฮอลแลนด์ โปรตุเกส อังกฤษ และชาวอาหรับ เราจะพบว่ามีเนื้อหาที่ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และกลับกลายเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขียนโดยคนสยามเอง ข้อเท็จจริงเหล่านี้เองที่มักจะถูกละเลยโดยสื่อมวลชนของไทย

นานมากแล้วที่สื่อมวลชนไทยได้นิยามนักต่อสู้ชาวมลายูปาตานีเป็นโจร คนร้าย ผู้แบ่งแยกดินแดน กบฎ หรือแม้แต่ผู้ก่อการร้าย แต่เนื่องจากว่าชาวมลายูนั้นไม่มีช่องทางนำเสนอที่เหมาะสม ได้แต่เก็บกดความไม่พอใจไว้ข้างในมาเป็นเวลานานนับหลายสิบปี เป็นเรื่องย้อนแย้งอย่างยิ่งเมื่อฝ่ายขบวนการได้เรียกขานรัฐไทยว่าเป็น "นักล่าอาณานิคมสยาม (penjajah)" สร้างความประหลาดใจและโกรธเกรี้ยวให้กับพวกเขา ดังนั้นเราจะพบว่าสื่อไทยก็เริ่มมีบทบาทในการโหมกระพือความโกรธในการนำเสนอข่าวและรายงานของพวกเขา เป็นเรื่องยากยิ่งที่พวกเขาจะยอมรับความจริงที่ว่า พวกเขาเองก็เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ยึดครองหรือเป็นจ้าวอาณานิคมในภูมิภาคนี้ ทั้งๆ ที่ในประวัติศาสตร์ของชาวมลายูในเอเชียอาคเนย์ (Nusantara0 เป็นที่รับรู้กันแล้วว่า ชนชาวไทยถือเป็นหนึ่งในผู้ที่ยึดครองและเป็นจ้าวอาณานิคม เฉกเช่นเดียวกันกับนักล่าอาณานิคมจากทางยุโรปมิมีผิด

กระบวนการสันติภาพเคแอลที่ริเริ่มผ่านการลงนามในเอกสารฉันทามติทั่วไปว่าด้วยกระบวนการพูดคุยสันติภาพเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2013 ได้เปิดบทตอนใหม่ๆ ให้การตระหนักยอมรับต่อสถานะของขบวนการเคลื่อนไหว พวกเขาจะไม่ถูกขนานนามว่าเป็นโจรหรือผู้ก่อการร้ายได้อีก แต่จะถูกเรียกชื่อที่เป็นทางการว่า "ผู้ที่มีความคิดเห็นและอุดมการณ์ที่แตกต่างจากรัฐ (ไทย)” ซึ่งสื่อต่างชาติชั้นนำทั่วโลกเกือบทั้งหมดได้ให้ความสำคัญติดตามข่าวอย่างจิงจังต่อทุกความเคลื่อนไหวของกระบวนการที่นำไปสู่สันติภาพดังกล่าวนี้ แต่ทว่าสำหรับบางสำนักข่าวของไทยกลับมีท่าทีที่เย็นชาและได้หรี่ตามองความพยายามหาหนทางคลี่คลายปัญหาด้วยแนวทางสันติของรัฐบาลตัวเองในแง่ลบ ตั้งคำถามมากมายเพื่อบั่นทอนความน่าเชื่อถือต่อกระบวนการ ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือพวกเขาได้กลายเป็นกลุ่มก้อนที่ต่อต้านสันติภาพ (anti-peace) หรือในแง่หนึ่งคือกลุ่มคนที่พยายามบ่อนทำลายสันติภาพ (peace spppoilers) ในที่สุด ถ้าหากว่าพวกเขาไม่ต้องการให้ความขัดแย้งนี้ได้รับการแก้ไขด้วยแนวทางอันสันติ แล้วจะมีทางเลือกอื่นหรือไม่ที่พวกเขาจะสามารถนำเสนอได้? หรือว่าสื่อไทยมีความรู้สึกร่วมกันบางฝ่ายที่พอใจจะเห็นสถานการณ์ที่ดำรงอยู่นี้คงสถานะเดิมต่อไป บนสถานการณ์ที่ความไม่สงบและความไร้เสถียรภาพก่อให้เกิดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินที่เพิ่มมากไปกว่านี้? ทัศนะเช่นนี้เหมือนกับท่าทีของฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามกับสันติภาพ ผู้ซึ่งต้องสูญเสียอำนาจอิทธิพลและผลประโยชน์ที่ต้องแลกกับสันติภาพที่จะเกิดขึ้น? หรือว่าพวกเขามีวาระซ่อนเร้นอะไรอยู่?

ในช่วงหลังนี้เราพบว่าผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนของไทยจำนวนหนึ่งที่เริ่ม "เปิดตา" ขึ้นเพื่อต้องการให้สาธารณชนมองเห็นความจริง จะมิใช่เป็นเพียง "สคริปต์" ที่ผู้มีอำนาจได้ยื่นให้กับพวกเขาซึ่งหนักไปข้างใดข้างหนึ่ง พวกเขาได้ทำงานอย่างหนัก ทำการศึกษาและตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ ทำงานคลุกคลีกับชุมชนที่ต่างเชื้อชาติ ภาษาและวัฒนธรรม สิ่งที่พวกเขาได้รับการตอบแทนกลับมาคือความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนด้วยความเต็มใจที่ได้เปิดอกระบายความจริงออกมาในสิ่งที่พวกเขารู้และสิ่งที่อัดอั้นภายในใจ ด้วยเหตุนี้เมื่อเราได้อ่านรายงานข่าวที่แตกต่างหลากหลายจากพวกเขา ซึ่งรวมไปถึงสารคดีบางชิ้นเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญ อย่างเช่นเหตุการณ์โศกนาฏกรรมตากใบที่ได้จัดทำขึ้นมาใหม่ การเสียชีวิตของนายมะรอโซ เหตุการณ์ปะทะกันที่ทำให้ท่านอุสตาซรอฮีม หรือ "เปเล่ดำ" ได้เสียชีวิต ตลอดจนเหตุการณ์ปะทะกันที่ปากู อำเภอทุ่งยางแดง รวมไปถึงการรายงานความคืบหน้าขอกระบวนการสันติภาพ ซึ่งทั้งหมดนั้นได้นำมุมมองใหม่และมีความสมดุลในการเสนอข่าวในภาคใต้ ด้วยการนำเสนอของสื่อเช่นกันที่ความเห็นจากฝ่ายขบวนการก็เริ่มที่จะได้ยิน แต่ก็เป็นที่น่าเสียดาย เมื่อการรายงานหรือความคิดเห็นดังกล่าวออกมา กลับโดนเย้ยหยันว่าเป็น “กระบอกเสียง” ของบีอาร์เอ็น

ที่จริงแล้ว ไม่มีทางเลือกอื่นเพิ่มเติมสำหรับนักข่าวหรือสื่อมวลชนไทย นอกเหนือไปจากการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ด้วยการย้อนกลับไปที่หลักการสากลของวารสารศาสตร์ และรวมไปถึงหลักปฏิบัติของผู้สื่อข่าว (Guiding Principles for Journalists) ที่ปราศจากทั้งความรู้สึกหวั่นกลัวและเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ด้วยวิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้นที่เสียงของสามัญชนจะถูกรับฟัง ความจริงจะได้ประจักษ์ และความยุติธรรมจะสามารถดำรงอยู่ได้ สิ่งนี้ยังสามารถที่จะจัดวางให้อาชีพนักข่าวและสื่อมวลชนอยู่ในระดับที่มีความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจ และความน่านับถือ มิเพียงแต่จากสังคมท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสังคมไทยทั่วไปและสังคมโลกอีกด้วย

ด้วยความเคารพ
น้ำส้มสายชู และ น้ำผึ้ง - จากนอกรั้วปัตตานี
มูฮัรรอม / ​​พฤศจิกายน 2013