คืนความทรงจำ“เมืองญาบะ” บ้านที่เคยอบอุ่น ของพุทธ มุสลิม จีน

ท่ามกลางเสียงลือ เสียงเล่าอ้างว่า “รือเสาะ” คือแหล่งผู้มีอุดมการณ์เข้มข้น เป็นพื้นที่สีแดงที่มีข่าวรายงานเหตุการณ์ความรุนแรงไม่ขาดสาย แต่ยังมีมุมที่คนในจะเล่าให้คนนอกฟัง เป็นมุมต่างที่อาจจะไม่เป็นที่กล่าวขาน ค้านเสียงปืน เสียงระเบิดจากพื้นที่ นั่นคือเรื่องราวว่าด้วยความรุ่งเรือง จนถึงยุคล่มสลายของสายสัมพันธ์ พุทธ มุสลิม จีน ของ “เมืองญาบะ” อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส

Jabat หรือ"ญาบะชื่อเรียกพื้นที่เมืองของอำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ที่หลายคนรู้จักในนามของ รือเสาะ มากกว่า แต่ถ้าพูดถึงอดีต ญาบะชื่อนี้เลื่องลือในนามของพื้นที่พหุวัฒนธรรมที่หาความลงตัวเทียบไม่ได้จากที่อื่นในจังหวัดชายแดนใต้ ด้วยสายสัมพันธ์ของวิถีชีวิตคนจีน พุทธ มลายู เป็นเสน่ห์ที่ถูกพูดถึง ว่าสัมพันธ์เหนี่ยวแน่น ถิ่นคนเคยมั่งคั่ง และการศึกษาสูง แต่วันนี้ทุกสิ่งที่กล่าว ถูกแทนที่ด้วยความหวาดระแวง เหินห่าง ความสัมพันธ์เก่าๆกลายเป็นเพียงตำนานเล่าขานเท่านั้น

แต่เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีความพยายามของคนกลุ่มหนึ่ง ที่อยากจะกู้ความสัมพันธ์ของพี่น้องสามชาติพันธุ์นี้ ให้กลับมาเหมือนวันวาน โดยการจัดกิจกรรม "คืนความทรงจำ เมืองญาบะ” ณ ศาลาประชาคมอำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส โดยภายในงาน มีกิจกรรมดึงดูดผู้เข้าร่วมทั้งมาจากพื้นที่รือเสาะ คนนอกที่มาจากพื้นที่อื่น ร่วมถึงมีชาวต่างประเทศที่สนใจงานนี้ด้วย

คาดการณ์จากสายตาผู้เข้างานมีประมาณกว่า 200 คน และยังมีกิจกรรมย้อนภาพเก่าๆ ของรือเสาะ มีทั้งนิทรรศการรูปภาพหายากอายุเกือบร้อยปี ที่บันทึกเรื่องราวในอดีต และเป็นต้นทางสำคัญที่นักมานุษยวิทยา อย่างนายณายิบ อาแวบือซา ผู้ถอดรหัสความเจริญรุ่งเรืองในอดีตของ เมืองญาบะ ได้และปะติดปะต่อกับเรื่องเล่าของคนเก่า จนเป็นที่มาของงานวันนี้ ให้ทุกคนได้กลับมาฟื้นความหลังอีกครั้งหนึ่ง

“ผมอยากแสดงของดีเมือง ญาบะ จริงๆ มากกว่าเอาของดี ที่ไม่ได้มีประวัติเกี่ยวข้องกับพื้นที่มาบอกว่าเป็นของคนที่นี่ อย่างเข้าใจผิด

ขยายความเพิ่มเติมจากคุณณายิบ ได้ความว่า ที่ผ่านมามีความพยายามนำเสนอของดีของพื้นที่ โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริง เช่น การเอาซีละ กริช หรือของโบราณที่มีสัญลักษณ์ความเป็นเมืองเก่าหรือมีวังเก่า มาอธิบายตัวตนในอดีตของญาบะนั้น เป็นเรื่องที่ผิดกับความเป็นจริง เพราะเมืองญาบะไม่ได้ย้อนไปไกลถึงขนาดนั้น 

ของดี “เมืองญาบะ” คือความรักของพี่น้องสามชาติพันธ์

ความสัมพันธ์ของสามพี่น้อง ไทยพุทธ จีน มลายู ในรือเสาะ ก็เกิดมานานพอๆกับรางรถไฟที่ตัดผ่านพื้นที่ ในช่วง สมัยรัชกาลที่ 6 ที่ถูกเบิกพื้นที่โดยรถไฟตัดผ่าน และนำพาความเจริญมาด้วย แต่ไม่ถึงกับย้อนไปไกลเหมือนเมืองรามันห์ เมืองระแงะที่มีเจ้าเมืองขนาดนั้น ซึ่งต้นเหตุของความเข้าใจผิดเหล่านี้ เนื่องจากยุคหลังๆ มีคนนอกพื้นที่เข้ามารับราชการมากขึ้น มุมมองของคนนอกที่เข้าใจแบบคนนอกที่มาใหม่ ก็นำเสนอเท่าที่คนนอกมีข้อมูล ซึ่งถ้าดูความเป็นจริง สิ่งที่เป็นจุดเด่นของพื้นที่ กลับเป็นตัวคน ไม่ใช่วัตถุ  

สิ่งที่เป็นเสน่ห์ดึงดูดมากที่สุดของ 'ญาบะ' คือ ความสัมพันธ์ของคนสามชาติพันธุ์ คือ พุทธ จีนและมลายู ที่อยู่ร่วมกันอย่างมีถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จนเป็นที่รู้จักว่าเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมที่น่าสนใจ   

คนมลายูมุสลิมในทัศนคติของคนนอกคือ คนที่ใส่ผ้าโสร่ง หนีบมีดพร้า จูงลิงขึ้นต้นมะพร้าว แต่มุมที่คนนอกไม่เคยตั้งใจมองลึกๆ ในภาพเก่าของคนญาบะคือ ทั้งคนมลายู คนจีนที่นี้ ใส่เสื้อเชิร์ตในกางเกง ใส่เข็มขัด เหมือนคนฝรั่ง เนื่องจากได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมจากฟากมลายา สิงคโปร์และมาเลเซียมาก่อน คนในพื้นที่นี้ส่วนใหญ่เรียนหนังสือจากต่างประเทศ 30% คือคนที่มีการศึกษา ส่วนคนทั่วไปในพื้นที่ จะมีค่านิยม ความคิดความอ่าน ตามคนในแถบมลายามากกว่า คนกรุงเทพซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยด้วยซ้ำ 

คุณนายิบ เล่าให้ฟังว่า ร้านกาแฟที่นี่ ฟังวิทยุมาลายา ติดตามการเมือง สื่อโดยเฉพาะวัฒนธรรมการรับสื่อ คนญาบะ จะฟังวิทยุ ดูละครต่างประเทศมากกว่าสื่อไทย อิทธิพลทางความคิดจึงเป็นแบบมลายา ที่นิยมฟังสื่อมลายาเนื่องจากคนที่นี้นิยมเรียนหนังสือที่นั่น ซึ่งถือเป็นสิ่งยืนยันความคิดที่เจริญก้าวหน้ากว่าพื้นที่อื่น

เริ่มต้น ย้อนรอยความทรงจำ เมืองญาบะ

“จากภาพที่ผมได้จากหลายคนที่เก็บไว้ ทำให้เห็นว่า คนที่นี้เจริญ มีการศึกษาเป็นแหล่งการค้าที่รุ่งเรืองและดูจากการแต่งกายแล้วเห็นความเป็นสากล ผิดจากมุมมองที่เรานึกถึงคนมลายูในปัจจุบันเลย”

นายณายิบ อาแวบือซา นักมนุษยวิทยา นักวิจัย นักศึกษาหลักสูตรสร้างเสริมสันติสุข ชายแดนใต้รุ่นที่ 1 เจ้าถิ่นที่จัดงานนี้ขึ้น ได้เล่าให้ฟังว่า วัตถุประสงค์ที่จัดงานนี้ เพื่อให้คนนอกและคนในรือเสาะเอง ได้เห็นอดีตอันรุ่งเรืองของที่นี้ เมืองทีได้รับการกล่าวขานอย่างยิ่งใหญ่

จากภาพถ่ายที่เดินตามหา และการสอบถามคนในชุมชน เก็บรวบรวมเป็นร้อยๆ ภาพ ทำให้เห็นว่า อดีตคนญาบะ เป็นคนที่มีความสากล ดูจากการแต่งกายที่ออกแนวตะวันตก ใส่เสื้อเชิร์ต ใส่เสื้อในกางเกง รัดเข็มขัด รองเท้าหนัง ซึ่งต่างจากภาพในความคิดที่พูดถึงคนมลายูที่ใส่ผ้าโสร่ง โพกหัวด้วยผ้า ใส่เสื้อเก่าๆ ถือพร้า จูงลิงขึ้นมะพร้าว หรือภาพคนจีนใส่กางเกงขาก๊วย เป็นอาแปะขายของ แต่ภาพในอดีตของคนที่นี้ ดูต่างกันสิ้นเชิง

เมื่อได้พูดคุยสอบถามจากคนเก่าคนแก่ในชุมชน เมืองญาบะแล้ว ได้คำตอบมาว่า คนญาบะในอดีต นิยมเรียนในมลายา ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศอาณานิคมของบริติซ เมื่อกลับมาจึงนำวัฒนธรรมของความเป็นบริติซ-มาลายากลับมาเผยแพร่ที่นี้ ไม่เพียงค่านิยม แต่ยังรวมถึงความคิดความอ่านก็ได้รับอิทธิพลมาจากทางโน้นเป็นส่วนใหญ่ และจะมีบ้างที่ได้รับอิทธิพลจากประเทศแถบตะวันออกกลาง เนื่องจากมีกลุ่มนักศึกษาที่ไปเรียนต่อแถบนั้น ก็กลับมาเผยแพร่วัฒนธรรมโลกอาหรับมาเช่นกัน

วัฒนธรรมของบริติซ-มาลายา เผยแพร่สู่ชนชั้นล่าง พ่อค้าและคนทั่วไป โดยคนที่นี้จะเล่าให้ฟังว่า สมัยยุคปราบปรามคอมมิวนิสต์ คนที่นี้จะรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อนอกเป็นหลัก ฟังวิทยุจากมลายา จากมาเลเซีย และยังมีสื่ออื่นๆ ที่คนที่นี่นิยมตามคนประเทศดังกล่าว ทำให้ได้รับแนวคิด ความเชื่อทางอุดมการณ์การเมือง เหมือนคนแถบนั้นเช่นกัน โดยเฉพาะความเข้าใจลึกซึ้งในความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งคนที่นี่ยังรู้สึกห่างไกลจากความเป็นกรุงเทพมากกว่า

ถือได้ว่า เป็นมุมหนึ่งที่ทำให้รู้สึกได้ว่า คนรือเสาะ มีความเจริญทางความคิดโดยเฉพาะเรื่องความลึกซึ้งในความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าที่อื่นของประเทศก็ว่าได้

“เมืองญาบะ” ในอดีต กับความทรงจำคนในปัจจุบัน

คนมลายูในญาบะ ถูกขนานนามจากคนข้างนอกว่า เป็นคนรวย เพราะเป็นเจ้าของที่ดินในพื้นที่มากที่สุด รองลงมาคือคนจีน ซึ่งเรื่องเล่าของคนเก่าคนแก่ในพื้นที่ที่เล่าให้ฟังถึงความมั่นคั่งของคนมลายูและจีนไว้ว่า เป็นสองกลุ่มคนที่สามารถดูดฝิ่นได้ เพราะสมัยก่อน ฝิ่นเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ราคาสูง เพราะฉะนั้นมีแต่คนรวยเท่านั้นที่เสพได้ และจะมีเพียงมลายูและคนจีนเท่านั้นที่เสพในญาบะ ส่วนคนไทยพุทธจะเป็นกลุ่มคนที่ฐานะรองจากสองกลุ่มนี้มาก

อดีตญาบะ เข้มแข็ง เพราะชุมชนจัดการกันเอง อย่างการแก้ปัญหายาเสพติด ทุกคนในชุมชนจะสามารถปรามเยาวชนได้เพราะรู้จักกันดี และไว้ใจกัน สิ่งที่ร้อยชุมชนไว้อย่างเหนี่ยวแน่นคือ รู้จักกันมากจนเข้าใจ

“คนจีนกับคนมลายูที่นี้ สนิทกัน อยู่ด้วยกันไม่มีปัญหาเพราะไม่กินเหล้า ไม่กินหมูไม่เลี้ยงหมา คนพุทธ คนจีนพูดภาษามลายูได้ คนมลายูพูดใต้ได้ พูดภาษาไทยได้ เพราะแต่ก่อนเป็นเพื่อนสนิท เข้าใจ ไปมาหาสู่ เป็นชุมชน ไม่ต่างคนต่างอยู่ในปัจจุบัน”

สิ่งที่ทำให้ “ญาบะ” เสียตัวตน คือ คนนอก

“รัฐเข้ามาจัดการทุกอย่างในชุมชน โดยใช้อำนาจจากเบื้องบน มากกว่า คำนึงถึงความเป็นชุมชน” ณายิบกล่าวถึง สาเหตุที่ทำให้ญาบะเริ่มเสียความเป็นชุมชน

นายณายิบ เล่าว่า โครงสร้างสังคมเริ่มเปลี่ยนเมื่อมีคนนอกมาอยู่ในพื้นที่มากขึ้น โดยมารับตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นี้ ซึ่งความไม่เข้าใจบริบทเดิมของที่นี้ ทำให้การพัฒนาถูกตัดสินใจบนพื้นฐานกรอบคิดของคนนอก ที่คิดว่า คนที่นี่น่าจะต้องการ คนที่นี่ควรมีหรือไม่มีอะไร โดยขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนไปโดยสิ้นเชิง ข้อสรุปของสังคมญาบะที่เสียตัวตนไปมากในปัจจุบัน ต้นตอคือ คนนอกที่อยู่ในโครงสร้างอำนาจ สั่งการทุกอย่างได้ ทำให้การตัดสินใจแก้ปัญหาโดยชุมชนเหมือนสมัยอดีตหายไปโดยสิ้นเชิง ชุมชนต่างคนต่างอยู่มากขึ้น คนห่างเหินมากขึ้น และสุดท้ายเริ่มหวาดระแวงมากขึ้น

“คนที่นี้ จบจากต่างประเทศหลายคน ปัจจุบันมีมากกว่า 300 คนที่จบอย่างน้อยปริญญาตรี แม้จะไม่มีคนจบระดับปริญญาเอก แต่ญาบะ ลูกหลานดูแลเองได้ เพราะสิ่งที่คนนอกมาทำให้แล้วทำให้เสียทรง มันแทบจะเรียกอะไรกลับคืนมาไม่ได้ ชุมชนหายไป การมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาของชุมชนหายไป ผู้ที่มีอิทธิพลกลับกลายเป็นคนที่อยู่ในโครงสร้างอำนาจรัฐ ซึ่งเป็นคนนอก ที่คนในชุมชนไม่ผูกพันด้วย ต่างจากเดิมที่ชุมชนจะมีผู้ที่เกรงขามมาไกล่เกลี่ย

ญาบะ เป็นแหล่งของ BRN ระดับผู้นำทางความคิด ไม่ใช่ การทหาร

“ถ้าคนที่นี่ได้ในสิ่งที่ตนมีสิทธิพึงได้ตามระบอบประชาธิปไตย คนจะต่อต้านจะเรียกร้องอีกทำไม”

คำถามท้าทาย ที่ถูกโยนกลับมาเมื่อถูกถามว่า คิดยังไงกับภาพที่คนมองว่า รือเสาะเป็นแหล่งขบวนการต่อต้านรัฐ ซึ่งคุณณายิบได้ อธิบายต่อว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลสนใจเพียงแต่ว่า ใครเรียกร้องเพื่อจะไปจัดการตัวบุคคล แต่ไม่เคยแสดงออกให้เห็นว่า ให้ความสนใจต่อสิ่งที่เขาเรียกร้อง

รัฐไทยมีประสบการณ์รับมือกับกลุ่มต่อต้านรัฐไทยมาก่อน เมื่อ 30 ปีที่แล้ว คนจีนก็ถูกลิดรอนสิทธิ ถูกละเมิดเพราะถูกมองว่าเป็นพวกเดียวกับพรรคคอมมิวนิสต์ที่ต่อต้านรัฐ บทเรียนจากการจัดการกลุ่มเหล่านี้ด้วยความรุนแรงก็ทำให้เห็นว่า ไม่สามารถจัดการปัญหาได้ แต่ก็ยังใช้วิธีเดิมในการจัดการกลุ่มมลายูต่อต้านรัฐ สะท้อนให้เห็นว่า รัฐไม่เคยเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีมองเรื่องกลุ่มที่เรียกร้องความต้องการเฉพาะของประเทศเลย

ปัญหาแบบนี้ต้องจบด้วยการฟัง และเปิดโอกาสให้พื้นที่ได้สะท้อนความต้องการ ซึ่งก็เป็นวิถีแห่งประชาธิปไตยอยู่แล้ว ผมว่า ไม่มีใครอยากใช้ความรุนแรงหรอก

“เพราะคนที่นี่เข้าใจว่า มีการศึกษาสูงพอ และลึกซึ้งกับความเป็นประชาธิปไตย จึงเข้าใจดีกว่าการเรียกร้องเพื่อสิทธิของตัวเอง เป็นสิ่งที่พึงกระทำและทำได้ ไม่ขัดกับระบอบประชาธิปไตย ซ้ำยังเป็นการตอกย้ำความเป็นประชาธิปไตยด้วยซ้ำไป”

เมื่อถูกถามว่า ทำไมคนนอกมักจะมองว่า ที่นี้เป็นแหล่งสร้างขบวนการต่อต้านรัฐ กลับได้คำตอบจากมุมคนใน ที่เป็นลูกหลานของพื้นที่อย่างตรงไปตรงมา ถึงความเข้าใจไม่ตรงกัน ของรัฐบาลที่อยู่กรุงเทพ ที่ไม่เข้าใจธรรมชาติของคนที่นี้ คุณณายิบ ตอบว่า ระดับความลึกซึ้งในคำว่า ประชาธิปไตยต่างกัน

“ผมมองว่า ขบวนการที่เรียกร้องสิทธิของตัวเองในอดีต เรียกร้องตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งคนญาบะที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดเรื่องประชาธิปไตยจากบริติซ-มาลายาต้นตำรับประชาธิปไตย ซึ่งอาจจะมากกว่าคนไทยในสมัยนั้น การเรียกร้องของคนที่นี้ ถูกนิยามอย่างไม่เข้าใจ และติดลบ ดูแรง”

ที่นี่เป็นแหล่งของคนที่มีอุดมการณ์และแนวคิดต่อต้านรัฐจริง เป็นระดับแกนนำทางความคิด แต่มันก็ไม่แปลกเพราะอิทธิพลจากการมีความลึกซึ้งในความเป็นประชาธิปไตย       

จะร้อยชุมชนใหม่ คนพื้นที่เอง ต้องมีสำนึก

คุณณายิบ เล่าให้ฟังว่า ถ้าจะฟื้นภาพเดิมของญาบะกลับคืนมา คือต้องทำให้คนในชุมชนเองมีจิตสำนึกความเป็นเจ้าของพื้นที่ ที่นี่เป็นของคนจีน คนมลายู และคนพุทธที่เคยอยู่ด้วยกัน เป็นชุมชน แต่เมื่อความสัมพันธ์ห่างเหิน ก็ต้องมาฟื้นกันใหม่ ต้องคืนอำนาจการจัดการปัญหาในพื้นที่กลับมาสู่ประชาชน หรือชุมชนที่มีระบบของตัวเองที่ใช้มาช้านาน color:red">

“ในการฟื้นฟูความเสียหายจากการบริหารจัดการของคนนอก อาจจะดูทำได้ยาก แต่จากการเดินสำรวจความคิดเห็น เก็บข้อมูลและนำคุยถึงประเด็นเก่าก่อนที่รือเสาะเคยเป็น ผมเห็นว่า คนที่นี้ยังมีจิตใจห่วงใยบ้านเกิดอยู่เยอะ แต่ไม่มีช่องทางในการแสดงออก เพราะทุกอย่างรัฐทำให้หมด ไกล่เกลี่ยปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง ก็ใช้ตำรวจศาล ลูกหลานติดยาก็บอกตำรวจให้จัดการ จนคนในชุมชนแทบจะไม่มีส่วนร่วมอะไร และผมยังเชื่อมั่นว่า หลังจากสัมผัสผ่านงานนี้ ทุกคนคิดถึงกัน อยากกลับมาเป็นเหมือนวันวานที่เคยอยู่ด้วยกันได้ อย่างมีความสุข ปีนี้เป็นปีแรกที่จัด ได้รับความร่วมมือดีมาก อาจจะเป็นการเริ่มต้นที่ดี ที่จะร้อยความสัมพันธ์กลับมาใหม่อีกครั้ง” ณายิบกล่าว

ภาพอีกสิบปี ข้างหน้าคือ ญาบะ จะเป็นยังไง ถ้าไม่เปลี่ยนแปลง

“ความเป็นชุมชนจะหายไป คนจะดูแลจัดการตัวเองไม่ได้เลย คนที่นี้ ไม่ต้องมาดูแลอะไรมาก แค่ถามว่า เราต้องการอะไร รัฐจะช่วยอะไร แต่ไม่ต้องทำให้ทั้งหมด ตัดสินใจเองหมด เพราะจะทำให้ความสามารถของประชาชนในการจัดการตัวเองหายไป ต้องพึงอำนาจรัฐอย่างเดียวที่ผ่านมาการพึ่งรัฐ ทำให้ระบบจัดการตัวเองของพื้นที่หายไป ตัวอย่างเช่น คนรือเสาะเคยติดต่อค้าขายโดยตรงกับเกาะปินัง ประเทศมาเลเซีย เพราะคนที่นี้สามารถติดต่อการค้าได้เอง แต่เมื่อมีระบบของรัฐเข้ามีมีอิทธิพล ทำให้ตอนนี้ทุกอย่างต้องพึ่งพารัฐหมด การค้าขายไม่คึกคักเหมือนแต่ก่อน”

คนรือเสาะ กลัว เพราะตอนนี้ไม่รู้ใครเป็นใคร

“ตอนนี้คนมันมั่วไม่รู้ใครเป็นใคร”

ในสมัยโจรคอมมิวนิสต์มลายามาจับเรียกค่าไถ่คนในพื้นที่ ชาวรือเสาะจะไม่รู้สึกกลัว เพราะคนในชุมชนจะรู้จักกันหมด จะรู้ว่าใครเป็นใคร และรู้กระทั่งว่าใครคือโจร จะมีการต่อรองกับคนกลุ่มนั้น ว่าอย่าทำอะไรให้เกิดความเสียหาย ถ้าต้องการเงินจะจัดการให้เท่าที่มี แต่ปัจจุบัน คนนอกเข้ามา พร้อมกับมีกลุ่มคนที่ไม่พอใจการปกครองของรัฐจำนวนมาก และคนในพื้นที่เองไม่ได้กลัวเฉพาะขบวนการต่อต้านรัฐอย่างเดียว เพราะตอนนี้ไม่รู้ว่าใครก่อความไม่สงบกันแน่

“ต้องคืนความเป็นชุมชนให้ชุมชน ชุมชนจะมีระบบจัดการของตัวเองอยู่แล้ว ทำได้ดี เพราะเขาจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ต้องให้เขาตกลงกันเอง ผมคิดว่า ชุมชนที่นี่พร้อมจะรับผิดชอบตัวเอง เพราะแม้ความสัมพันธ์เดิมจะหายไปบ้าง แต่ยังคงมีหลงเหลืออยู่ ยังไม่สายที่จะฟื้นขึ้นมา ถ้าอำนาจรัฐที่คอยมาจัดการทุกอย่างทำให้ชุมชนเสียความเป็นตัวของตัวเอง แสดงว่าต้องแก้ตรงนั้น รัฐอาจจะต้องถอยออกบ้าง แล้วสภาพเดิมของที่นี้จะกลับมา”

“เราเชื่อว่า เราดูแลตัวเองได้ดีกว่า เรามั่นใจว่าเรามีความสามารถ มีความเข้าใจได้มากกว่าคนนอกที่เข้ามา”