“ซาการียา บินยูซุฟ” สันติภาพของชาวบ้านคือ “การสร้างสุข”

 

ตั้งแต่มีการริเริ่มการพูดคุยสันติภาพ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ระหว่างตัวแทนรัฐไทย กับองค์กร บี อาร์ เอน ซึ่งได้จัดเวทีพูดคุยอย่างเป็นทางการมากว่า 4 ครั้ง ณ ประเทศมาเลเซีย อย่างไรก็ตามการพูดคุยระหว่างคู่ขัดแย้งในระดับบนไม่เพียงพอกับการสร้างความยั่งยืนของสันติภาพชายแดนใต้ หลังจากความรุนแรงประทุนานกว่าทศวรรษ เมื่อสปอตไลท์ส่องมายังประชาชนในพื้นที่ ว่า “สันติภาพของพวกเขาคืออะไรกันแน่”

นายซาการียา บินยูซุฟ ประธานมูลนิธิพัฒนาชุมชนเป็นสุข เล่าให้ฟังว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเดินไปถามชาวบ้านว่า สันติภาพของพวกเขาคือ

“ครูยา” หรือนายซาการียา บินยูซุฟ อดีตครูสอนวิชาเกษตร สู่ประธานมูลนิธิพัฒนาชุมชนเป็นสุข ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 44/9 หมู่ 2 ต.โละจูด อ.แว้ง จ.นราธิวาสเป็นผู้ที่กวาดรางวัลจากหน่วยงานต่างๆที่ประกาศยกย่องแก่ผู้โดดเด่นในสายพัฒนาหลายรางวัล ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550  อาสาสมัครดีเด่นแห่งชาติ พ.ศ. 2551 โล่เกียรติยศ จากกระทรวงพลังงาน เครือข่ายกระทรวงพลังงาน พ.ศ.2553  ผู้นำชุมชนดีเด่น Thailand energy award 2010

จากผู้มีประสบการณ์ในการทำงานกับชาวบ้านมานานกว่า 20 ปี มูลนิธิพัฒนาชุมชนเป็นสุข ยกสถานะโรงเรือนสอนเพาะเห็ด มาเป็นศูนย์เรียนรู้สร้างสุขวิถีชุมชน ซาการียา บินยูซุฟ ในฐานะประธานมูลนิธิ ได้สะท้อนประสบการณ์การทำงานเชื่อมต่อรากหญ้า กับกระบวนการสันติภาพต้องทำอย่างไรบ้าง

 

อยากเข้าถึงชาวบ้าน ต้องคุยในสิ่งที่เขาเข้าใจ

มูลนิธิพัฒนาชุมชนเป็นสุขเกิดจากการต่อยอดงานเก่าที่ดูแลเยาวชนในหมู่บ้านโดยได้จัดตั้งเป็นกลุ่มเยาวชนเพาะเห็ด เมื่อพ.ศ.2539-2540 เมื่อกลุ่มเด็กๆ ประสบความสำเร็จ เห็ดที่เพาะติดตลาดจนมีคนอยากมาเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ จึงเริ่มพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ให้ชาวบ้านที่สนใจ ประกอบช่วงนั้นเป็นช่วงที่นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชน เมื่อคนพร้อม มีพื้นที่ทำงาน และมีงบประมาณมาเสริม งานจึงขยายใหญ่และเริ่มเชื่อมโยงเครือข่ายที่สนใจประเด็นพลังงานมาร่วมขบวนด้วยและก่อตั้งเป็นมูลนิธิพัฒนาชุมชนเป็นสุขในพ.ศ.2549

ครูยาบอกว่าจะคุยกับชาวบ้าน ต้องเข้าใจภาษาที่ชาวบ้านเข้าถึงด้วย ในส่วนของมูลนิธิที่ทำงานกับชุมชนมาก่อนจะกำเนิดสถาบันจึงได้เรียนรู้ธรรมชาติเหล่านี้

“ประชาชนไม่เข้าใจหรอกว่า สันติภาพคืออะไร และเราใช้เวลานานมาก กว่าประชาชนจะเข้าใจว่า สันติภาพคืออะไร จากประสบการณ์ของมูลนิธิที่ให้ความรู้กับเครือข่ายในพื้นที่มากกว่า 1000 ชุมชน และเครือข่ายทั่วจังหวัดชายแดนใต้ เราไม่รีบถามว่า สันติภาพที่เขาต้องการคืออะไร แต่เราเปิดความคิดเขาก่อน ทำให้เขารู้สึกตัวให้ได้ก่อนว่า ตอนนี้เขาอยู่ในสถานะอะไร และเขาเองควรจะรู้อะไร ต้องทำอะไร ถ้ามาถามว่าสันติภาพคืออะไร ชาวบ้านปกติคงไม่เข้าใจหรอก เพราะชาวบ้านทั่วไปที่ไม่ผ่านการทำงานทางความคิด เขาไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่คุณถามมันคืออะไร เกี่ยวกับเขาหรือเปล่า แต่ถ้าถามเครือข่ายที่ผ่านการอบรมของศูนย์เรียนรู้ของเราคงจะตอบได้ เพราะเราพยายามให้เขาเข้าใจเรื่องนี้”

สิ่งที่มูลนิธิทำกับเครือข่ายคือ เปิดสมอง เปิดความคิดให้เขามองเห็นสิ่งอื่นไกลกว่าที่เขาเคยชินเสียก่อนว่าโลกไปถึงไหนแล้ว เขาต้องรู้บ้างว่าสถานการณ์โลกข้างนอกไม่ปกติเหมือนสมัยก่อนแล้ว และพยายามเชื่อมโยงสิ่งที่ไม่ปกติในพื้นที่ โดยตั้งคำถามให้เขาได้คิดเอง และคิดเชื่อมโยงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับกลไกที่มีอยู่ว่า มีอะไรที่ผิดปกติบ้าง

“ผมสังเกตเห็น ชาวบ้านเริ่มตื่นตัว และเริ่มสนใจจะฟังเรื่องโครงสร้างอำนาจที่ดูยุ่งยาก ห่างไกลจากชีวิตของเขา เพียงแค่เราทำให้เขาเห็นว่า ผู้นำที่เขาเลือกเป็นใคร มีหน้าที่อะไร และเอาเงินมาจากไหนมาทำโครงการและประชาชนอยู่ตรงไหนในโครงสร้าง”

 

จากวิถีชีวิต สู่ความเชื่อมโยงโครงสร้างอำนาจ 

ครูยาบอกว่าการจะพูดเรื่องที่ซับซ้อนกับชาวบ้านจริงๆ ต้องมีเครื่องมือที่เขาเข้าใจง่ายและชาวบ้านจะฟังเฉพาะเรื่องที่ตัวเองคิดว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตเขาจริงๆ

ตัวอย่างของศูนย์เรียนรู้ จะเริ่มต้นด้วยการทำให้เขาเข้าใจ เรื่องเศรษฐกิจในครัวเรือน พฤติกรรมการใช้จ่ายที่เกินจำเป็นและสถานการณ์ของเชื้อเพลิงในโลกนี้ว่าเป็นอย่างไร ฉายภาพให้เขาเห็นว่า การที่ชาวบ้านไม่พอกิน อาจจะไม่ใช่เรื่องของรายได้ที่มีน้อย แต่เป็นเพราะรายจ่ายที่มีมากเกินควรต่างหาก และชี้ให้เห็นว่า ฐานทรัพยากรสามจังหวัดเพียงพอต่อการดำรงชีวิตอยู่ แม้จะไม่มีงานทำ ก็ไม่อดตาย

แต่เพราะวิถีชีวิตเริ่มเปลี่ยน พฤติกรรมการกินอยู่เปลี่ยน ซึ่งเราตั้งคำถามกับชาวบ้านว่า อะไรที่ทำให้พวกเขาต้องประสบปัญหาดังกล่าว และผู้นำที่เขาเลือกมาจากการเลือกตั้ง ช่วยอะไรเขาบ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ คือเรื่องใกล้ตัวเขา เขารู้หมดแล้ว แต่ด้วยความเคยชินทำให้สิ่งเหล่านี้ถูกละเลย ชาวบ้านไม่คิดเชื่อมโยงว่า ผู้นำของเขาควรจะทำอะไรบ้างเพื่อพวกเขา ดังนั้นเราใช้การตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้ชาวบ้านได้มองสิ่งใกล้ตัวให้เชื่อมโยงกับปัญหาที่เกิดขึ้นบ้าง

ชาวบ้านไม่รู้ว่าตนเองกับโครงสร้างอำนาจเกี่ยวข้องกันอย่างไร แต่เมื่อเราฉายให้เห็นว่า รัฐบาลได้จัดงบประมาณเพื่อมาพัฒนาชุมชนจำนวนมากแค่ไหน ยิ่งในรอบทศวรรษความรุนแรง สามจังหวัดได้งบพัฒนาเยอะมาก แต่ทำไมงบเหล่านั้นถึงมาไม่ถึงประชาชน

“ชาวบ้านเริ่มสนใจอยากรู้มากขึ้น หลังจากที่ผมให้ดูโครงสร้างอำนาจ การปกครองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ แสดงให้เห็นแผนผัง และชี้ว่าเขาอยู่ตรงไหน ผมว่าเขาตกใจนะ ที่เพิ่งมารู้ว่า ตัวเองเป็นใครและเริ่มเข้าใจ ว่าทำไมเวลาเลือกตั้ง เสียงของพวกเขาถึงเป็นที่ต้องการนัก”

 

ไม่กล้าพูดคำว่าความไม่สงบ ต้องสื่อด้วยคำว่า “สร้างสุข”

ความท้าทายในการทำงานกับชาวบ้าน ไม่เพียงแค่เรื่องพื้นฐานการศึกษาและประสบการณ์การแลกเปลี่ยนของชาวบ้านเท่านั้นที่ทำให้เข้าถึงวงวิชาการยาก แต่ความขัดแย้งที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ก่อความหวาดกลัวให้ชาวบ้าน ทำให้เกิดภาวะสุญญากาศขึ้น การทำงานเชื่อมต่อชุมชนและดึงปัญหายากขึ้นทวีคูณ

“ช่วงปี 2552 ที่สถานการณ์ในพื้นที่รุนแรงมาก ผู้คนกลัวที่จะพูดถึงความต้องการ ความทุกข์ของตัวเอง บางพื้นที่หนักขนาดจะเข้าร่วมเวทียังกลัว ชาวบ้านบอกว่า กลัวจะถูกสงสัยจากฝ่ายความมั่นคงของรัฐ ว่าเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐ การเรียกประชุมแต่ละครั้งในสมัยนั้นจึงยากมาก ชาวบ้านไม่กล้ามาประชุม จึงมีการระดมหาทางออกด้วยการถอดบทเรียนปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน ปรากฏว่า สิ่งที่เราเรียนรู้คือ ชาวบ้านระแวง ไม่ไว้ใจต่อผู้มาจัดเวที จึงไม่กล้าให้ความร่วมมือ จึงต้องมีการวางแผนใหม่ เวทีที่จะเข้าไปจัดในชุมชน จะไม่พูดเรื่องความไม่สงบที่เกิดขึ้นเลย แต่จะพูดเรื่องสร้างสุขและชุมชนที่เป็นสุขแทน”

ประกอบกับช่วงนั้นมีโครงการของสภาปฏิรูป หรือ สปร. ขับเคลื่อนเรื่องสุขภาพ ที่มีนิยามกว้างกว่าเดิม พูดถึงจิตใจ ร่างกาย ความคิดและสิ่งแวดล้อมหรือชุมชน ซึ่งเป็นโอกาสมูลนิธิพัฒนาชุมชนเป็นสุขให้สามารถจัดเวทีที่ชาวบ้านรู้สึกปลอดภัยที่จะฟัง เพราะเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่รู้สึกไม่อันตราย

เรื่องสุขภาพทำให้ชาวบ้านกล้าจะคุยมากขึ้น บรรยากาศในพื้นที่เริ่มดีมากขึ้น จนมีผู้นำชุมชนจากพื้นที่ที่ตึงเครียดมากที่สุดในสมัยนั้น ลุกขึ้นมาพูดต่อหน้าทุกคนว่า

 “ตอนนี้เราอยู่ในภาวะที่นอนหลับใหลในโคลนตม ดีแล้วที่มีเวทีที่ทำให้ได้มาล้างตัว” ที่ถอดความได้ว่าพวกเขาหวาดกลัวและการได้พูดเป็นการระบายความกดดันที่เก็บไว้ และทำให้ตัวเองตื่นมารับรู้บ้างว่าความจริงเป็นเช่นใด

“มูลนิธิทำอย่างนี้อยู่นาน ทำเรื่อยๆ จนหลายพื้นที่เริ่มสนใจงานลักษณะนี้ และปัจจุบันมีเครือข่ายที่เชิญเราไปบรรยาย และมีทั้งที่เขามาเรียนรู้ในพื้นที่ เมื่อเขามาถึงที่นี้ เห็นว่าคนอื่นก็อยู่กันได้ ไปไหนมาไหนได้ เขาจะมั่นใจยิ่งขึ้น และบอกต่อให้คนอื่นมาเรียนรู้บ้าง สุดท้ายความกลัวจะหายไป”