“อดีตทหารเด็กอูกันด้า” หนึ่งบทเรียนอันเจ็บปวดจากทวีปอาฟริกา

 

การเดินทางเรียนรู้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ Post-conflict ในประเทศอูกันด้า ทวีปอาฟริกา ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2556 ของคณะภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ได้เรียนรู้ประสบการณ์จากอดีตทหารเด็กผู้ถูกลักพาตัวตั้งแต่อายุ 9 ขวบ

          ในวันที่สองหลังจากเดินทางมาถึงประเทศอูกันด้า ทางคณะแลกเปลี่ยนจากประเทศไทย เดินทางไปทางตอนเหนือของประเทศ โดยการนำของเจ้าหน้าที่ประสานงาน องค์กร URI- great lake region ประเทศอูกันด้า พื้นที่เรียนรู้ความขัดแย้งดังกล่าว มีเรื่องราวของการสู้รบระหว่างกลุ่มติดอาวุธต่อต้านรัฐบาล นำโดย Joseph Kony ผู้นำกลุ่มกบฏ Lord Resistance Army (LRA) ซึ่งมีฐานปฏิบัติการอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ในพื้นที่ GULU ซึ่งเป็นชายแดนติดกับประเทศซูดานใต้ และเป็นถิ่นเก่าของอดีตประธานาธิบดี ที่เลื่องชื่อของอูกันด้า นั้นคือ อีดี้ อามิน

          แม้สถานการณ์ความรุนแรงของที่นี้จะจบลงแล้ว นั้นคือไม่มีการตายจากการปล้นสะดม ไม่มีการตัดแขน ตัดขาประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการต่อต้านรัฐของ LRA ไม่มีการข่มขืน การเผาหมู่บ้าน แต่ความสูญเสีย ความยากจนและความหวาดกลัวต่อเหตุการณ์ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

          วันที่ 1 ธันวาคม 2556 เป็นวันที่คณะจากประเทศไทยนัดพบปะกับภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ผู้นำศาสนาของพื้นที่ความขัดแย้ง ผู้นำเผ่ามาร่วมด้วย แต่ที่เซอร์ไพรส์กว่าคือ มีอดีตทหารเด็ก ภรรยานายทหารในกองกำลังต่อต้านรัฐ และทหารในสังกัดรัฐบาล หรือ Uganda People’s Defense Force (UPDF) มาร่วมแลกเปลี่ยนด้วย

          ประเด็นที่น่าสนใจคือ อดีตทหารเด็ก ได้ฉายภาพย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ถูกลักพาตัว ไปยังป่าแห่งหนึ่งในประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดทางตอนเหนือ ด้วยการเดินเท้าหลายร้อยกิโลเมตร จนไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน

          Charles คืออดีตเด็กชายในหมู่บ้าน หนึ่งในเด็กพันกว่าคนที่ถูกลักพาตัวไปเมื่อปี 1996 เพื่อไปเป็นทหารเมื่อครั้งความขัดแย้งรุนแรงอ้างภารกิจศาสนาคริสต์ของ Joseph Kony ผู้นำ LRA ได้ปะทุขึ้นเมื่อ 19 ปีที่แล้ว การใช้ความรุนแรงเป็นทางเลือกของเขาเพื่อต่อรองอำนาจกับรัฐบาลกลาง

Charles ย้อนความหลังอันเจ็บปวดของเขากลับไปเมื่อครั้งอายุได้ 9 ขวบ หลังจากกลับมาจากโรงเรียน ได้นั่งพักเล่นกับลุงและย่าใต้ต้นไม้หน้าบ้านจนหลับไป อยู่ๆ ก็มีกองกำลังหลายคนขับรถมามาฉุดกระฉากเขาแยกจากลุงและย่า แล้วเสนอทางเลือกให้เด็กชาย

          “เขาให้ผมเลือกว่า จะให้พวกเขาฆ่าคุณย่าของผม หรือจะไปกับเขาดีๆ ผมรักย่ามาก คิดว่าผมจะเลือกอะไรครับ” Charles ตอบและเล่าต่อถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นต่อชีวิตของเขา

          เขาและเด็กๆ อีกหลายชีวิต ถูกบังคับให้เดินต่อไปยังพื้นที่ๆ พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ไหน และเขาถูกบังคับให้แบกสัมภาระอันหนักอึ้ง พร้อมอาวุธของกองกำลังด้วย โดยเขาเองก็คิดในใจว่า อาจจะเพราะร่างกายภายนอกดูสมบูรณ์เลยถูกทหารที่คุมการเดินทางครั้งนี้ให้แบกของหนักและอาวุธ

          “มันหนักเกินไป ฉันไม่ไหว” Charles นั่งลงหลังจากถูกบังคับให้เดินไปเกือบ 14 กิโลเมตร แต่นั้นคือสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาตจากฝ่ายที่มีอำนาจ และพวกเขายื่นข้อเสนอว่า จะไปต่อ หรือจะให้เป็นศพอยู่ในป่านี้ Charles ไม่เลือกและรั้นจะนั่งลงต่อ เพราะนี่คือเรี่ยวแรงสุดท้ายในตอนนั้น

การเป็นเด็ก 9 ขวบ แบกของหนักอย่างนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ดูเหมือนพระเจ้าเข้าข้าง Charles เมื่อกองกำลังที่ลักพาตัวเขาและเด็กๆ อีกหลายชีวิตในครั้งนั้นยอมให้คณะเดินทางหยุดพักได้ และเดินทางต่อจนไปถึงป่าแห่งหนึ่งหรือที่ Charles เรียกมันว่า “Bush Camp” สมทบคนอื่นๆอีกกว่าครึ่งพัน ทั้งเด็กชาย หญิง ผู้ใหญ่ ซึ่งส่วนหนึ่งถูกลักพาตัวมาจากหมู่บ้านต่างๆ

          Charles เล่าบรรยากาศในค่ายทหาร LRA ว่าอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง ข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ผ่านอำเภอกูลูออกไป แต่ Charles ในวัย 9 ขวบก็ไม่ทราบว่ามันไกลแค่ไหน หลังจากไปถึงค่ายได้พักเพียง 1 ชั่วโมง และมีบางคนพยายามชวนเขาหนี แต่ Charles เลือกที่จะอยู่เพราะกลัวความตายหลังจากที่พวกเขาจับได้มากกว่า และเป็นจริงอย่างที่เขากลัว เมื่อเพื่อนและญาติที่พยายามหนีถูกจับได้ และถูกจับตายในที่สุด

          1 เดือนในค่ายทหารที่ไม่มีใครพบเจอแห่งนี้ มีกองกำลังประมาณ 480 คน รวมเด็กและผู้ใหญ่ แต่เด็กจะมากกว่าเพราะขบวนการต้องการเด็กเพราะควบคุมง่ายกว่าและแข็งแรงไม่เป็นภาระของกองกำลัง ล้างสมองง่ายเพราะเด็กไม่รู้อะไรมาก พวกเขาใช้ศาสนาในการปลุกฝังและบังคับให้เด็กเชื่อฟัง

          Charles ต้องแบกอาวุธ ส่งเสบียง สืบข่าวในหมู่บ้าน รวมไปถึงการทำในสิ่งเดียวกันกับที่ประสบกับเขา นั้นคือ การไปลักพาตัวเด็กมาให้ LRA เขาไม่อยากทำ การหนีก็ไม่ง่ายสำหรับเด็กตัวเล็กอย่างเขา และถ้าหนีไปจริงๆ ผลกระทบที่ตามมาคือ ทหาร LRA จะตามไปที่หมู่บ้านและจัดการกับญาติที่เหลือของเขา และด้วยเหตุผลนี้ ทำให้ Charles เลือกจะทนอยู่อย่างขมขื่นและหวาดกลัว

          บางครั้งที่ภารกิจที่ได้รับมอบหมายบรรลุในเวลาที่กำหนด นั้นคือวันที่นอนหลับได้ แต่ถ้ากลับมาช้ากว่าที่เขากำหนดไว้ วันนั้นจะเป็นฝันร้ายของชีวิต และภายในค่ายจะมีคนมาพูดเรื่องภารกิจล้มรัฐบาลที่พวกเขาไม่ยอมรับ ที่ปกครองโดย Yoweri Museveni รัฐบาลที่คอรัปชัน ไม่ได้แบ่งอำนาจให้ คนทางตอนเหนือไม่เคยได้อะไรเลยจากรัฐบาล นี้คือการกอบกู้ศักดิ์ของเผ่าเพื่อศาสนาและพระเจ้าจะช่วยเหลือภารกิจครั้งนี้จะลุล่วงไป การถือปืนจะได้รับการยอมรับ ทำให้เด็กที่ถูกกล่อมอยู่กับเขาได้เพราะหลงคำสอนของพวกเขา

          ช่วงหนึ่งของความคิด Charles อยากหนีกลับบ้าน แต่พวกเขาพูดบ่อยๆ ว่า คนที่บ้านตายหมดแล้ว เพราะฉะนั้นให้อยู่กับพวกเขา ประกอบกับความกลัวเลยไม่ได้คิดจะหนีอีก จนมาถึงช่วงที่ถูกทหารของ UPDF หรือทหารของรัฐบาลอูกันด้า มาถลายรัง LRA เมื่อปี 1997 และ Charles ตกอยู่ในมือของทหารฝ่ายตรงข้าม แต่ด้วยที่ฝ่ายทหารต้องการให้ Charles เผยความลับให้ฝ่ายตน เพื่อจะได้รู้ว่าอีกฝ่ายฝึกปฏิบัติการอย่างไร Charles จึงถูกสอบถามตลอดเวลา แต่ภายหลังได้รับความช่วยเหลือจากญาติที่อยู่ในกองทัพ จึงหลุดพ้นจากพื้นที่เหล่านั้นมาได้

          แต่กรณีของ Charles เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายสนใจ และประกอบกับ Charles ไม่สามารถกลับบ้านเกิดได้ เนื่องจากถูกมองว่าเป็นฝ่ายกบฏฆ่าชาวบ้าน ญาติพี่น้องของพวกเขา นั้นเป็นสิ่งที่กระทบจิตใจของอดีตทหารเด็กเป็นอย่างมาก

          “พี่ชายผม เขาตัดพี่ตัดน้องกับผม เพราะเขาเชื่อว่าผมฆ่าชาวบ้าน”

          ไม่มีใครเข้าใจ Charles ไม่มีใครให้อภัยที่เขาไปอยู่กับขบวนการ แต่นี่คือการบังคับให้เป็น ไม่ใช่เต็มใจอยากเป็นทหารของกบฏ Charles จึงต้องเร่ร่อนอยู่หลายที่และต้องให้ข้อมูลกับหน่วยงานต่างที่สนใจให้เขาไปปรากฏตัวตามเวทีต่างๆ จนวันหนึ่งเขาบอกกับผู้ที่ดูแลเขาว่า ช่วยพาเขาไปในที่ที่เขาจะได้อยู่เงียบๆ บ้าง เขายังเด็กมากเกินไปที่จะรับความรู้สึกเหล่านั้นได้ ต้องพูดซ้ำสิ่งที่ทำร้ายชีวิตเขาให้คนที่อยากรู้ได้ฟัง เขาอยากจะหยุดและอยู่กับตัวเองสักพัก

          Charles อยู่กับความกลัว และความวิตก วัยเด็กที่ต้องจดจำฝันร้ายที่สุดของชีวิต เขาบอกว่า มันหนักเกินไปสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ต้องมารับสิ่งเหล่านี้ แต่ตอนนี้เขาพูดได้ เขาโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เขารู้สึกอยากให้ประสบการณ์เลวร้ายที่ประสบกับชีวิตเด็กอูกันด้าคนหนึ่งเป็นบทเรียนให้คนอื่นบ้าง โดยเฉพาะกลุ่มภาคประชาสังคมประเทศไทยที่มาเยือน เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์อันเจ็บปวดของประเทศอูกันด้าเกือบสองทศวรรษ เขายินดีที่จะพูด

          “และวันนี้ ผมอายุ 26 ปี มีโอกาสได้กลับไปเรียนหนังสือและเพิ่งผ่านการสอบครั้งสุดท้ายก่อนจะเรียนต่อระดับอุดมศึกษา ผมดีใจมากที่อดีตอันเลวร้ายไม่ทำลายชีวิตผมที่เหลือ และผมได้เรียนเหมือนคนปกติ มีอนาคตเหมือนคนอื่น” – Charles อดีตเด็กวัย 9 ขวบที่ถูกกลุ่มกบฏ LRA ลักพาตัวไปจากครอบครัวเพื่อไปเป็นทหารฝ่ายตรงข้ามรัฐ เมื่อปี ค.ศ.1996