แก้ไขความขัดแย้งในกรุงเทพ โปรดย้อนดูบทเรียนจากชายแดนใต้ “เพราะเราต้องอยู่ด้วยกัน”

หลากความเห็นต่อความขัดแย้งทางการเมืองในกรุงเทพ เพราะความรุนแรงอาจสร้างความสูญเสียอย่างคาดไม่ถึง ได้โปรดย้อนดูบทเรียนจากชายแดนใต้  “เพราะเราต้องอยู่ด้วยกัน”
 
 
อาเต็ฟ โซ๊ะโก
“หากพูดในฐานะความเป็นมนุษย์แล้ว ความสูญเสียที่ 3 จัดหวัดชายแดนภาคใต้หรือปาตานีน่าจะเพียงพอสำหรับการนำไปเป็นบทเรียนของการสูญเสียว่า หากไม่พูดคุยกันหรือหาทางออกร่วมกันก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะเจอความรุนแรงและการสูญเสีย ซึ่งความขัดแย้งที่กรุงเทพฯอาจจะสูญเสียมากกว่า เพราะหากเปรียบเทียบการต่อสู้ที่ปาตานีนั้นผ่านการจัดตั้งมาแล้ว แม้การต่อสู้อาจดูจะสะเปะสะปะแต่ก็ผ่านการจัดวางไว้ ส่วนการต่อสู้ในกรุงเทพไม่ใช่การจัดวาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกันที่อาจจะกระทำด้วยอารมณ์เท่านั้น นั่นคือสงครามกลางเมือง ซึ่งหากเกิดแล้วก็จะจัดการค่อนข้างยาก และต้องใช้เวลาในการยุติปัญหา ดังนั้นจะทำอย่างไรให้การเปลี่ยนผ่านนี้มีการสูญเสียน้อยที่สุด ก็ต้องคุยกันจริงๆ โดยไม่นำกฎหมายมาเป็นเงื่อนไข แต่ต้องดูสำนึกในความเป็นมนุษย์มากกว่า”
 
พ.อ.สมเดช โยธา ผบ.ร.151
“บทเรียนที่สำคัญของการจัดการปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้คือการค้นหาตัวแสดงจริงๆ ให้เข้าถึงให้ได้ว่าคนที่มีบทบาทหรือควบคุมอยู่นั้นเขาต้องการอะไร มิเช่นนั้นเราจะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ”
 
อภิชญา โอนอินทร์ อาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
“การแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีองค์ความรู้ที่ก้าวไกลกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ เพราะในชายแดนใต้มีการสูญเสียมากกว่า แต่หากสังเกตดูแล้วทั้งสองพื้นที่ต่างก็มีรากเหง้าของปัญหาที่คล้ายกันคือ ต้องการความยุติธรรมและสิทธิในการจัดการตัวเอง แต่ขณะนี้หลายคนกลับมองว่าเป็นปัญหาการเมืองระดับใหญ่
ปัญหาที่เป็นอยู่ทั่วประเทศขณะนี้คือ เป็นการแบ่งขั้วของพื้นที่ กล่าวคือ เมื่อความต้องการของประชาชนไม่ได้รับการตอบสนอง พวกเขาก็ต้องออกมาเรียกร้องประท้วงที่ส่วนกลาง แม้จะมีกลไกระบบตัวแทน เช่น ส.ส.หรือ อบต. ก็ตาม แต่เมื่อกลไกเหล่านั้นไม่มีประสิทธิผลพวกเขาจึงหาทางออกอื่นๆ เช่นเดียวกับภาคใต้ที่เรียกร้องเรื่องการจัดการตัวเองหรือการมีผู้นำเป็นของตัวเอง หรือการไม่มีขั้วแกนนำที่อยู่ส่วนกลาง
ดังนั้นปัญหาที่กรุงเทพฯมันล้าหลังกว่าปัญหาภาคใต้ที่พอจะเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์อยู่ แต่เพราะความมั่นคงของประเทศการแก้ปัญหาจึงไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ดังนั้นเรื่องการจัดการตัวเองเป็นหัวใจสำคัญของปัญหาทั้งสองพื้นที่นี้ที่หลายคนไม่ได้เห็นความสำคัญมากเท่าไหร่ แต่มองแค่การเมืองระบบใหญ่เท่านั้น ทั้งนี้อุดมการณ์ที่ปรากฎนั้นเป็นแค่เครื่องมือของการขับเคลื่อนเท่านั้น ดังนั้นการแก้ปัญหาขณะนี้ต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองอีกแบบหนึ่งที่ประชาชนไม่ได้เสพติดกับการให้ของนักการเมืองอย่างเดียว ท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องมีการเจรจา และมีเจตจำนงร่วมกันว่าทางออกคือการเจรจา มิเช่นนั้นจะทำให้การเมืองเป็นวงจรอุบาท์อย่างนี้ต่อไป”
 
อาจารย์งามศุกร์ รัตนเสถียร สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
“ที่เห็นชัด ๆ คือ การพูดคุยเป็นตัวอย่างที่ดี อย่าง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องมาคุยกัน มิเช่นนั้นก็ไม่มีทางออก ความสูญเสียก็จะต้องมหาศาล ที่น่ากลัวคือ ปัญหาส่วนกลางที่แบ่งขั้วแบ่งสีมันอาจจะร้าวมากกว่ารอยร้าวของพุทธ-มุสลิมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะแม้กระทั่งระดับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงก็แตกแยกกัน ดังนั้นในส่วนกลางเองต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน  เพราะขณะนี้แม้ว่าเราจะบอกว่าเป็นคนไทยด้วยกัน แต่สิ่งที่ปรากฎคือ เรามีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกัน เรามีความเข้าใจของประชาธิปไตยต่างกัน และความรักความศรัทธาของตัวบุคคลก็เป็นเรื่องอันตรายอยู่พอสมควร ดังนั้นสังเกตได้ว่าจุดอ่อนของประเทศไทยทั่วประเทศขณะนี้คือ ต่างมีพื้นฐานของการจัดการความขัดแย้งต่ำ ขาดการฝึกฝน แม้กรุงเทพจะผ่านความรุนแรงมาหลายปี
อีกประเด็นคือ ประเทศไทยถือว่ามีความกระตือรือร้นทางการเมืองน้อยอยู่ เพราะที่ผ่านมาพัฒนาการการเมืองของพลเมืองนั้นเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่าของสังคมโดยรวม อย่างขณะนี้ชนชั้นกลางที่ออกมาชุมนุมก็สนใจแค่ผลประโยชน์ตัวเอง แต่ไม่ได้มองสิทธิ หรือปัญหาของคนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย หรือชาติพันธุ์อื่นมากนัก”
 
ดร.เอกพันธ์ ปิณฑวนิช สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
“โดยปรกติเวลาคนทะเลาะกัน ก็มักจะใช้ความรุนแรง และใช้ความเป็นอื่นเป็นศัตรู ถ้าไม่ใช่ศัตรูก็จะทะเลาะกันยาก ไม่ว่ากรุงเทพฯ หรือภาคใต้มีความรู้สึกเป็นอื่น แต่ความเป็นอื่นหรือความแตกต่างกันก็มีความเหมือนอยู่ ดังนั้นคู่ขัดแย้งทั้งภาคใต้หรือกรุงเทพฯนั้น เราก็มีความเหมือนคือเป็นมนุษย์เหมือนกัน เป็นพลเมืองเหมือนกัน ดังนั้นการแก้ปัญหาที่ดีเราต้องเพ่งไปที่ความเหมือนมากกว่าความต่าง ดังนั้นการแก้ปัญหาในระยะสั้นนี้คือ ทุกคนต้องหาวิธีการเพื่ออยู่กับความต่าง หรืออยู่กับคนที่เกลียดให้ได้ เพราะเราต้องอยู่ด้วยกัน เช่น การไม่เผชิญหน้ากัน ถ้าเป็นม็อบก็ไม่ควรอยู่ใกล้กัน ในระยะยาวนั้นคือ ต้องมีการปรับทัศนคติร่วม (collective  attitude)ของสังคมให้ได้
 
โชคชัย วงษ์ตานี อาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
หามองในทางกลับกันคือ กรุงเทพฯ ต่อสู้เรียกร้องโดยใช้การมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่ได้ใช้กำลัง ไม่ได้บังคับคนอื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งความต้องการนั้น  ซึ่งต่างกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ใช้ความรุนแรงมากกว่าทำให้คนในพื้นที่รู้สึกชาชิน หากเทียบกับกรุงเทพฯที่มีคนเสียชีวิตเพียงไม่กี่คนก็มีคนออกมาต่อต้านแล้วต่างกับภาคใต้ที่มีคนเสียชีวิตมากมายแต่ก็ยังไม่มีการแสดงออก