กสทช.ชี้วิทยุชุมชนจะสำเร็จได้จำเป็นต้องสร้างเครือข่ายรากหญ้า

นักวิชาการ อดีตนักจัดรายการวิทยุ กสทช.แนะแนวปฏิบัติสื่อชุมชนชายแดนใต้จะประสบความสำเร็จต้องสร้างเครือข่ายจากชุมชนและต้องมีการสื่อสาร 2 ทาง ขณะที่นักวิชาการชี้การสื่อข่าวเพื่อสันติภาพต้องปฏิรูปทั้งรูปแบบ เนื้อหาและองค์กร

 

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2557 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดโครงการอบรมสัมมนาการผลิตสื่อในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี กสทช.ผศ.ดร.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ เป็นประธานในการเปิดงาน ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ เป็นหัวหน้าสถานีวิทยุและนักจัดรายการวิทยุจากจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ราว 200 คน

ช่วงเช้ามีการบรรยายหัวข้อ “การสื่อข่าวเพื่อสันติภาพ (Peace journalism)” โดย ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งกล่าวว่า สำหรับแนวปฏิบัติการสื่อข่าวเพื่อสันติภาพ ต้องปฏิรูป 5 ด้าน คือ 1 ปฏิรูปแนวคิดคุณค่าข่าว 2  ปฏิรูปการรวบรวมข้อมูลข่าว 3 ปฏิรูปเป้าหมายการนำเสนอข่าว 4 ปฏิรูปการใช้ภาษา และ 5 ปฏิรูปองค์ความรู้ผู้ปฏิบัติงานข่าว และย้ำว่าผู้สื่อข่าวต้องเชื่อเรื่องแนวคิดสันติวิธีว่าเป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นไปได้เสมอ

ต่อมา อาจารย์ประสาน โอสถานนท์ อดีตนายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย บรรยายห้อข้อ “การทำสื่อโฆษณา เพื่อสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมที่แตกต่าง” และการบรรยายในหัวข้อ “บทบาทวิทยุชุมชนกับการสื่อสารภาคประชาชน” โดย ดร.ธนกร ศรีสุกใส อดีตผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ TITV ก่อนเปลี่ยนเป็น ThaiPBS โดยปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะทำงานโครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กองบัญชาการทหารสูงสุด

ดร.ธนกร ศรีสุขใส หัวหน้าคณะทำงานโครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กองบัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่า ปี 2548 ตอนนั้นตนเป็นผู้บริหารสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน ได้มีโอกาสไปทำสถานีวิทยุ วส 912 ที่นราธิวาส ทุกอย่างเป็นของทหาร เป็นงานด้านความมั่นคงทั้งหมด ตนก็ไปเปลี่ยนคลื่นคอนเซ็ปต์ของสถานีทั้งหมดให้เป็นสถานีวิทยุของชาวบ้าน จากเดิมที่เป็นคลื่นวิทยุของความมั่นคง และเปลี่ยนชื่อสถานีเป็นคลื่นความดี 24 ชั่วโมง และสร้างการสื่อสารแบบ 2 ทาง หรือสร้างชุมชนทางอากาศขึ้นมา ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่วิทยุชุมชนต้องมีเครือข่าย

ดร.ธนกร กล่าวอีกว่า ตนเคยไปนั่งพูดคุยกับผู้มีอำนาจ เกี่ยวกับการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในประเด็นการสร้างสันติภาพหรือสันติสุข ซึ่งตนเห็นว่าวิทยุชุมชนในพื้นที่มีความสำคัญอย่างมากในการแก้ปัญหา แม้ว่าจะผ่านไปแล้ว 8 ปี ตนก็ยังยืนยันความคิดเดิมในข้างต้น

“สถานีวิทยุชุมชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ที่เป็นสถานีวิทยุชุมชนต้นแบบและประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา เขามีการสร้างเครือข่ายโดยในช่วงเริ่มต้นทางสถานีได้เปิดโอกาสให้ผู้ฟังโทรเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกของสถานี จากนั้นจึงจัดงานนัดพบสมาชิก และให้สมาชิกที่เข้าร่วมในงานวันดังกล่าวกรอกข้อมูลของสถานีวิทยุตนเอง แล้วทางสถานีจึงนำไปเก็บเป็นฐานข้อมูลผู้ฟังต่อไป ต่อมาก็ได้นำผู้ฟังเหล่านั้นมาฝึกอบรมการรายงานข่าว แล้วจึงเปิดโอกาสให้ผู้ฟังที่ผ่านการอบรมแล้ว รายงานข่าวจากชุมชนของตนเองออกอากาศทางสถานี” ดร.ธนกร กล่าว

ดร.ธนกร กล่าวเพิ่มว่า ภายในปี 2545 - 2547 มีสถานีวิทยุชุมชนประมาณ 6,000 สถานี ซึ่งในเชิงเทคนิคสามารถครอบคลุมพื้นที่กระจายเสียงถึง 535,000 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 320 ล้านไร่ ถ้าตั้งวิทยุชุมชนตามประกาศของกสทช. ที่กำหนดหลักเกณฑ์ชั่วคราวจะมีจำนวนสถานีวิทยุชุมชนไม่ถึง 2,000 สถานี แต่ในขณะนี้มีสถานีวิทยุประมาณ 10,000 สถานี และที่มาขึ้นทะเบียนแต่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตประมาณ 7,000 สถานี และที่ กสทช.ออกไปอนุญาตให้แล้วประมาณ 3,000 สถานี

“กสทช. ได้แบ่งประเภทสถานีวิทยุชุมชนเป็น 3 ประเภท คือ ประเภทธุรกิจ ประเภทกิจการสาธารณะ และประเภทบริการชุมชน โดยทั้งหมดจะขาดการทำงานเครือข่ายกับชุมชนไม่ได้เลย” ดร.ธนกร กล่าว