จากบาเจาะถึงแม่ลาน : เหยื่อบริสุทธิ์ของการล้างแค้นตอบโต้?

เหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 13 ที่ผ่านมาเกิดเหตุลอบยิงราษฎรในพื้นที่ อ.แม่ลานเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 4 คนในจำนวนนี้มีเด็กวัย 9 ปี และพระสงฆ์มรณภาพนับเป็นเหตุสะเทือนขวัญซึ่งโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้มีรายงานสะท้อนความรู้สึกของเหยื่อจากเหตุการณ์โดยเขาเหล่านี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใดๆ เลย

..............

         ถ้าฆ่ากัน ก็ฆ่ากันไม่รู้จบ ทุกศาสนาสอนให้อภัย ก็ขอให้ให้อภัยกันร.ต.ท.ไวพจน์ ขุนเกลี้ยง รองสารวัตรสอบสวน สภ.กะพ้อ จ.ปัตตานีกล่าวในระหว่างนั่งรอการเริ่มการสวดศพภรรยาและลูกชายวัย เก้าขวบซึ่งเสียชีวิตในเหตุการณ์กราดยิงพระและชาวบ้านที่ออกมาตักบาตรเมื่อเช้าตรู่ของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

        คนร้ายประมาณ 5 คนขี่รถจักรยานยนต์สามคันมา พอจอดรถก็ยิงกราดเข้าใส่พระและฆราวาสที่กำลังยืนอยู่ที่สามแยกบ้านใหม่ใน ต.แม่ลาน อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ในขณะที่ฟ้ากำลังเริ่มสางและพระกำลังให้พรหลังชาวบ้านตักบาตร นายตำรวจผู้นี้ต้องสูญเสียภรรยาและลูกไปพร้อมๆ กับเหยื่อผู้บริสุทธิ์อีกสองรายคือ พระพนม กานนท์ ฉายา สุจิตโต พระวัดป่าสวย และชาวบ้านวัยเกษียณ นางจำเนียร พุทธฤทธิ์ ในเหตุการณ์นั้นยังมีผู้บาดเจ็บอีก 8 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือลูกสาวของ ร.ต.ท. ไวพจน์ ซึ่งถูกยิงที่บริเวณสะโพก  

กระแสการสังหารอย่างโหดเหี้ยมในช่วงระยะนี้เริ่มต้นจากเหตุการณ์กราดยิงครอบครัวของนายเจ๊ะมุ มะมันที่บ้านปะลุกาแปเราะ ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา คนร้ายได้กราดยิงครอบครัวมะมัน ขณะพวกเขากำลังกลับเข้าบ้านหลังจากละหมาดในช่วงหัวค่ำ ลูกชายวัยสาม เก้าและสิบเอ็ดขวบถูกยิงเสียชีวิต ในขณะที่ภรรยาซึ่งตั้งครรภ์และตัวเขาเองก็ถูกยิงบาดเจ็บ  

อีกหกวันถัดมา นางเบญจพร เกื้อทุ่ง ซึ่งมีสามีเป็นตำรวจถูกยิงและเผากลางตลาดนัดใน ต.ราตาปันยัง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี คนร้ายทิ้งข้อความไว้ว่า นี่คือรางวัลของ 3 พี่น้องที่พวกมึงฆ่าและพวกกูจะฆ่าพวกมึงต่อไป ตราบใดที่พวกมึงยังอยู่ในแผ่นดินกู” และในวันต่อมา นางสาวศยามล แซ่ลิ้ม พนักงานธนาคารถูกดักยิงบนถนนสายหลักในอำเภอเดียวกัน ขณะขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้าน ร่างของเธอถูกเผา พร้อมกับมีใบปลิวทิ้งไว้ในพื้นที่ว่า “ถึงผบ.ทบ. นี่ไม่ใช่ศพสุดท้ายสำหรับ 3 พี่น้อง”

การกราดยิงพระและพุทธศาสนิกชนที่มาตักบาตรในครั้งนี้มีแนวโน้มว่าจะเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ก่อนหน้า เพราะลักษณะการก่อเหตุมีความคล้ายคลึงกัน มีหลักฐานว่าได้มีการราดน้ำมันเตรียมจุดไฟเผาพระสงฆ์และชาวบ้านที่เสียชีวิตเช่นกัน แต่ถูกยิงตอบโต้ จึงต้องหลบหนีไปก่อน การฆาตกรรมในลักษณะนี้จึงมิได้เป็นเพียงการหมายเอาชีวิต แต่ต้องการสร้างให้เกิดความสะพรึงกลัวด้วย

“ผู้ก่อความไม่สงบอ้างสถานการณ์เพื่อไปทำลายผู้อื่น ผู้บริสุทธิ์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็เป็นเหยื่อ” ร.ต.ท. ไวพจน์ รำพึงด้วยความอัดอั้นตันใจ   

“คนที่ไปทำบุญ ไม่มีทางสู้เลย” เขากล่าว   

นายตำรวจผู้นี้ยืนยันว่าเขาจะยังคงทำหน้าที่และอาศัยอยู่อยู่ในปัตตานี แผ่นดินที่เขาเกิดต่อไป พร้อมกับลูกๆ อีกสองคน

ในลานวัดป่าสวย  ถัดไปอีกไม่กี่เมตร มีพิธีศพของเหยื่ออีกรายหนึ่งในเหตุการณ์เดียวกัน คือ นางจำเนียร พุทธฤทธิ์ วัย 60 ปี   

“เศร้าใจ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดกับคนบริสุทธิ์ ไม่น่าไปทำอะไรกับคนที่ไปทำบุญ ซึ่งเป็นวิถีของคนพุทธ” นายอุดร พุทธฤทธิ์ บุตรชายของนางจำเนียรกล่าวด้วยดวงตาแดงเรื่อ 

ขอให้หยุดเถอะ เพื่อความสงบสุข เราเคยอยู่ร่วมกันมาก่อนอย่างสงบ นายอุดรกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

เขาบอกว่า เมื่อคนใกล้ตัวถูกกระทำแบบนี้ ใครๆ ก็ล้วนเจ็บปวดและผลกระทบย่อมเกิดกับคนใกล้ชิด ก่อนหน้านี้แม่ของเขาจะเป็นคนที่ดูแลหลานในระหว่างที่พ่อแม่ของเขาไปกรีดยางตอนเช้าตรู่ จากนี้ไปก็ยังไม่รู้ว่าจะฝากหลานไว้กับใคร 

 

“แม่ลาน” อำเภอเดียวที่ไม่ใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ : จากวันนี้จะเป็นอย่างไร?

        ในพื้นที่อ.แม่ลานนั้นมีชุมชนคนพุทธค่อนข้างใหญ่ ถึงแม้ว่าโดยสัดส่วนแล้วประชากรจะน้อยกว่าคนมุสลิมก็ตาม ด้วยความที่ค่อนข้างจะสงบกว่าพื้นที่อื่นๆ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลในสมัยที่นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีจึงได้ประกาศยกเลิกการใช้พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในอำเภอนี้ในเดือนธันวาคม 2553 และมีการนำเอาพ.ร.บ.ความมั่นคงเข้ามาแทนที่ ส่วนกฎอัยการศึกยังคงบังคับใช้อยู่เช่นเดิม จนถึงวันนี้  อ.แม่ลานก็ยังคงเป็นพื้นที่เดียวในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่มีการบังคับใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉิน

        เหตุการณ์กราดยิงพระและฆราวาสในครั้งนี้จะสั่นสะเทือนต่อความรู้สึกเรื่องความปลอดภัยของชุมชนคนพุทธในพื้นที่ที่ค่อนข้างสงบก่อนหน้านี้เพียงไร ยังไม่มีใครตอบได้

พ.ต.ท. สมาน แสงสว่าง พนักงานสอบสวนชำนาญการพิเศษแม่ลาน ระบุว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นเหตุที่รุนแรงมากที่สุดของอ.แม่ลานนับตั้งแต่ปี  2547 เขาระบุว่าจากการสอบสวนปืนที่ใช้ในการก่อเหตุเป็นปืนที่เคยใช้ในการสังหารเจ้าหน้าที่และคนพุทธมาก่อน

        ช่วงนี้ทหารขอให้พัก (การไปบิณฑบาต) ก่อน ต้องรอให้ขวัญกำลังใจของโยมดีขึ้น” พระคมกรี เตชวโร ซึ่งอยู่ที่วัดป่าสวย ซึ่งห่างจากที่เกิดเหตุเพียงไม่กี่กิโลเมตรกล่าว

ที่จริงสายบ้านใหม่เป็นสายบิณฑบาตของอาตมาเอง แต่วันนั้นอาตมาต้องออกไปทำธุระ ผู้รับเคราะห์กลายเป็นเขาพระคมกรีกล่าวด้วยเสียงเรียบนิ่ง เหมือนพยายามกลบความรู้สึกเจ็บปวดที่แฝงอยู่

        พระคมกรี เล่าว่า พระพนมที่เพิ่งมรณภาพไปนั้น มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดระยองและเพิ่งเดินทางมาอยู่ที่วัดนี้ได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ ปัญหาที่วัดนี้ต้องเผชิญเหมือนหลายๆ วัดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คือวัดต้องนิมนต์พระจากต่างพื้นที่เข้ามาเป็นระยะๆ เพราะประสบปัญหาจำนวนพระไม่เพียงพอต่อการทำพิธีกฐินในช่วงก่อนเข้าพรรษา ซึ่งกำหนดไว้ว่าจะต้องมีพระในวัดอย่างน้อย 5 รูป

        พระคมกรี อธิบายว่า เดิมไม่ได้มีพระไปบิณฑบาตที่บ้านใหม่ ชาวบ้านก็จะต้องรอมาทำบุญที่วัดในวันพระเท่านั้น แต่ท่านเห็นว่าชาวบ้านมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาจึงอยากจะเข้าไปหาชาวบ้านมากขึ้น ความคิดในการจัดสายบิณฑบาตที่บ้านใหม่จึงเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา โดยมีพระไปบิณฑบาตหนึ่งรูป พร้อมกับมีตำรวจนอกเครื่องแบบติดตามไปด้วย ทำหน้าที่ทั้งคุ้มกันและเป็น “เด็กวัด” ช่วยถือของไปในตัว

        พระในวัดแห่งนี้ปฏิเสธการให้ทหารในเครื่องแบบเข้ามาคุ้มครอง

        “เราไม่อยากให้ทหารไป” พระคมกรีกล่าว เขามองว่าการมีทหารในเครื่องแบบไปคุ้มกันพระนั้นจะเท่ากับการชักนำความรุนแรงเข้ามาหาตัว

พระที่มีพื้นเพเป็นคนปัตตานีรูปนี้มิได้ปิดบังความไม่ชอบใจคนในเครื่องแบบสีเขียวเท่าใดนัก เราอยากให้ทหารออกนอกพื้นที่ สถานการณ์ความรุนแรงที่ไม่จบเนี่ย ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นเพราะโจร หรือว่าพอเงียบๆ ทหารก็ไปจ้างโจรให้ทำงาน” เขามองว่างบประมาณที่มหาศาลกลายเป็นแหล่งหากินของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่   

ชาวบ้านหลายคนพูดตรงกันว่าความสัมพันธ์ของพี่น้องชาวไทยพุทธและมลายูมุสลิมในพื้นที่ก่อนหน้านี้อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสุขสงบ

ลุงสมใจ ศรีทองแก้ว ครูเกษียณอายุวัย 63 ปี ผู้อยู่ในเหตุการณ์แต่รอดห่ากระสุนมาได้เล่าว่านี่นับเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญมากที่สุดใน อ.แม่ลานเท่าที่เขาจำได้ 

“ตอนแรกคิดว่าประทัด พอเห็นพระล้ม ก็ทรุดลงเลย” เขาหมอบอยู่ในบริเวณใกล้ๆ กับศาลาห่างไปเพียงไม่กี่เมตรจากจุดที่พระยืนอยู่

ลุงสมใจเล่าว่าคนไทยพุทธและมุสลิมอยู่ร่วมกันด้วยดี  มีงานกินเหนียว (แต่งงาน) งานสุหนัต  เราก็ไปร่วม หลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ เพื่อนบ้านมุสลิมทราบข่าวก็มาเยี่ยมพูดคุยและให้กำลังใจกัน ในช่วงชีวิตที่ทำงานเป็นครู เขามีลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นคนมุสลิมมากกว่าคนไทยพุทธ ซึ่งในขณะนี้ก็ยังคงไหว้ทักทายกันปกติ หากได้พบกัน

ร.ต.ท.ไวพจน์  นายตำรวจที่เพิ่งสูญเสียภรรยาและลูกกล่าวว่า ที่นี่ไม่เคยมีปัญหาระหว่างคนไทยพุทธกับมุสลิมเลย ย่าและน้าของผมก็เป็นอิสลาม มีความสัมพันธ์กันทางเครือญาติด้วยซ้ำ

นายอุดร ผู้ที่มารดาเพิ่งจากไปก็บอกว่าศาสนาไม่เคยเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความแตกแยก

“เราไม่ได้แยกศาสนา ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไร ก็เป็นเพื่อนกันหมด เดิมก็เคยมีกิจกรรมร่วมกัน” อุดรกล่าว เขาเล่าว่าสมัยก่อนเขาเป็นนักกีฬาฟุตบอลในทีมคนเดียวที่เป็นคนพุทธ ที่เหลือเป็นมุสลิมทั้งหมด 

แต่ดูเหมือนว่าเหตุการณ์นี้อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

 ลุงสมใจบอกว่าในใจตอนนี้ “ก็ระแวงนิดๆ” และต่อไปนี้ก็คงจะต้องระวังตัวมากขึ้น    ทั้งร.ต.ท. ไวพจน์และอุดรก็มีความรู้สึกคล้ายๆ กัน

ความรุนแรงเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องกว่าหนึ่งทศวรรษ  และชาวไทยพุทธผู้บริสุทธิ์จำนวนไม่น้อยต้องตกเป็นเหยื่อ สำหรับลุงสมใจ เขาบอกว่าความหวังอาจจะอยู่ที่การพูดคุย

“ถ้าพูดคุยได้ก็ดี ตอนนี้ก็มีทางเดียวคือการพูดคุยที่จะนำสันติภาพมาได้” ลุงสมใจกล่าวทิ้งท้าย