ระดมถอดบทเรียนงานสร้างสันติภาพจากข้างล่าง ชี้ต้องช่วยกันสร้างบ้านร่วมกัน

วงเสวนางานสื่อสันติภาพตั้งโจทย์ชาวบ้านคนธรรมดาสามัญทำอะไรได้บ้างในกระบวนการสันติภาพ ระดมผู้นำและคนทำงานประชาสังคมแบ่งปันประสบการณ์ ชี้งานสร้างสุขคืองานสันติภาพ พัฒนาศักยภาพของชุมชน เลขาฯ สภาประชาสังคมชี้งานสันติภาพคือการร่วมกันสร้างบ้าน เดินคู่กับการสร้างการเรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกลุ่มต่างๆ ผู้นำศาสนาระบุคนในพื้นที่ต้องมั่นใจตัวเอง ขณะเดียวกันต้องเรียนรู้กระบวนการสันติภาพควบคู่กับการเข้าใจการจัดการกับอำนาจทางการเมือง ส่วนคนไทยพุทธลุกขึ้นส่งเสียง เสนอแนะต้องร่วมสร้างสันติภาพกับพี่น้องมุสลิม เครือข่ายผู้หญิงเริ่มจากการเยียวยาสกัดต้นตอความรุนแรง แนะก้าวต่อไปต้องพูดคุยสันติภาพในระดับชุมชน พร้อมเน้นการสื่อสารขยายการทำวิทยุเพิ่มมากขึ้น
 
 
 ่
 
เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 ในเวทีเสวนาวิสัยทัศน์: “แทร็ค 3: เราทำอะไรไปบ้างและทำอะไรได้อีกในกระบวนการสันติภาพ" ในมหกรรมวันสื่อสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี PPP 101: 10 ปี ความรุนแรง,1 ปี สนามสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี ตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคมหลายองค์กรในพื้นที่ได้ร่วมกันนำเสนอและแสดงความคิดเห็นต่อกระบวนการสันติภาพในระดับพื้นที่ผ่านบทบาทของแต่ละองค์กรอย่างหลากหลายและกว้างขวาง
 
“ไม่รู้ว่าสันติภาพคืออะไร แต่รู้ว่าจะสร้างสุขได้อย่างไร”
 
เริ่มจากนายซาการียา บินยูซุฟ ประธานมูลนิธิพัฒนาชุมชนเป็นสุข ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่ อ.แว้ง จ.นราธิวาส กล่าวถึงบทบาทการทำงานในนามมูลนิพัฒนาชุมชนเป็นสุขว่า สิ่งที่ทำมาไม่รู้ว่ากระบวนการสันติภาพคืออะไร เพียงแต่ตัวเองจะสร้างสุขได้อย่างไร
 
นายซาการียา กล่าวว่า บทบาทในการสร้างสุขนั้นที่ทำโดย 1.การสร้างเครือข่ายองค์กร/กลุ่ม 2.สร้างศูนย์เรียนรู้ซึ่งขณะนี้มีคนเข้าไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้จำนวน 1,350 คนแล้ว ทั้งเรื่องชีวิตครอบครัว ชุมชนและปัญหาต่างๆ 3.การพัฒนาทุนทางสังคมโดยนำเด็กที่ด้อยโอกาสไปศึกษาต่อ เช่น เก็บตกเด็กกำพร้าจากสถานการณ์ที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือมาเข้าโรงเรียน โดยเปิดโรงเรียนเด็กกำพร้าไปแล้ว 3 แห่ง
 
นายซาการียา กล่าวว่า สำหรับเด็กกำพร้าที่เรียนจบศาสนาชั้น 10 จำนวน 107 คน ได้ส่งไปเรียนต่อที่ประเทศมาเลเซีย โดยทำข้อตกลงกับสถาบันการศึกษาในประเทศมาเลเซีย
 
นายซาการียา กล่าวว่า สิ่งที่ทำเชื่อมโยงกับสันติภาพโดยชาวบ้านได้รับความช่วยเหลือและได้รับความพึงพอใจ สามารถเปลี่ยนวิธีคิดของเด็กจากแหล่งเรียนรู้ไปสู่สันติภาพ
 
“สันติภาพในมุมมองของผมคือ ทำอย่างไรที่จะให้ชาวบ้านมีสุข งานที่ยังขาดไปคือ การให้ความรู้ เพิ่มและเปลี่ยนวิธีคิด แต่ไม่ใช่ในเชิงวิชาการ เพราะเป็นเรื่องที่ชาวบ้านเข้าใจยาก”นายซาการียา กล่าว
 
คนไทยพุทธเริ่มปรับตัว "งานสร้างสันติภาพคือหน้าที่"
 
นางสาวละม้าย มานะการ เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ (B4P) กล่าวว่า พี่น้องคนพุทธในพื้นที่อยู่ใน 3 สถานะ คือ 1.อยู่บ้านของตนเองเหมือนอยู่ในบ้านของคนอื่น คือ ต้องอยู่อย่างเจียมตัว 2.คนพุทธพยายามปรับตัวท่ามกลางความขัดแย้ง ความรุนแรง เพราะคนพุทธเชื่อว่า เป็นเหยื่อสำคัญของความรุนแรงและเป็นเหยื่อทางการเมือง
 
“การปรับตัวนี้คือออกจากบ้านในน้อยลง เวลามีคนตายก็ต้องสวนศพตอนเที่ยงให้เสร็จก่อนดวงอาทิตย์ตก ไปวัดน้อยลงและจะเลือกไปเฉพาะงานศพญาติใกล้ชิด ญาติที่ไกลๆไม่กล้ามาเยี่ยมเรา ทำให้เราต้องเป็นฝ่ายไปเยี่ยมญาติ”
 
3.คนพุทธได้รับผลกระทบโดยตรงคือ ถูกฆ่า เผาบ้าน ถูกข่มขู่ แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่นั้นมาตั้งแต่เกิด
 
นางสาวละม้าย กล่าวว่า จากสภาพที่ถูกกระทำทุกวันทำให้ชาวบ้านพุทธกลุ่มหนึ่งเริ่มขยับตัวขึ้นมาปกป้องตัวเอง กลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนพุทธระดับนำ ส่วนคนพุทธอีกกลุ่มหนึ่งคิดว่า การสร้างสันติภาพเป็นหน้าที่ของเราเหมือนกัน กลุ่มนี้รวมตัวมา 7 – 8 ปีแล้ว แต่ไม่กล้าเปิดตัว นอกจากนี้ยังมีคนพุทธหลายพื้นที่พยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์เดิมๆให้กลับคืนมา
 
ลุกขึ้นส่งเสียง อยากร่วมสร้างสันติภาพกับทุกคน
 
“ตอนนี้คนพุทธมีความชัดเจนมากที่จะออกแบบบ้านที่มีความสุขด้วยกัน โดยมีแรงบันดาลใจมาจากการเห็นสภาพความสูญเสีย ทำให้เราต้องเริ่มส่งเสียงและลุกขึ้นมารวมตัวกัน โดยมีข้อตกลงเบื้องต้นว่า จะไม่คุยเฉพาะกลุ่มคนพุทธเท่านั้น เพราะการสร้างสันติภาพต้องทำงานร่วมกันกับทุกคนในพื้นที่ ไม่เลือกพุทธ-มุสลิม”นางสาวละม้าย กล่าว
 
นางสาวละม้าย กล่าวด้วยว่า จากข้อตกลงข้อนี้ ทำให้สมาชิกเครือข่ายคนพุทธฯ จำนวน 100 กว่าคน เหลือเพียง 20 กว่า เพราะปัญหาความไม่ไว้วางใจระหว่างคนพุทธด้วยกัน เพราะบางคนที่มามองว่า เป็นการช่วยเหลือโจรหรือช่วยเยียวยาโจร จึงทำให้คนพุทธบางส่วนถอนตัวออกไป
 
อยากสร้างบ้านหลังเดิมที่เข้มแข็งและมีสุขกับทุกคน
 
“การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น พบว่าในหน้าประวัติศาสตร์มีคนพุทธร่วมสร้างมาด้วยกัน และวันนี้เราต้องการยุติความรุนแรงกับทุกฝ่ายทุกรูปแบบ” นางสาวละม้าย กล่าว
 
นางสาวละม้าย กล่าวว่า การสูญเสียทำให้คนพุทธระแวงมากขึ้น เพราะตัวการเอาคืนหรือการล้างแค้น แก้แค้น แนวคิดการทำงานคือต้องการสร้างเสาบ้านในบ้านหลังเดิมให้เข้มแข็ง ปราศจากอวิชา ความรุนแรง ให้เสาต้นนี้ เป็นเสาที่ให้ความเมตตากรุณา การร่วมทำสันติภาพ ต้องทำงานร่วมกันกับทุกคน และต้องทำให้ยิ่งใหญ่ จึงจะเกิดสันติภาพ
 
ทุกคนสร้างชิ้นส่วนมาประกอบเป็นบ้านแห่งสันติภาพ
 
นายรอซีดี เลิศอริยะพงษ์กุล เลขาธิการสภาประชาสังคมจังหวัดชายแดนใต้ กล่าวว่า กระบวนการสันติภาพที่เกิดขึ้นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เป็นผลพวงจากเหตุไม่สงบตั้งแต่ปี 2547 ทำให้ภาคประชาสังคมตื่นตัวในการทำงาน หากเปรียบกระบวนการสันติภาพเป็นการสร้างบ้าน ทุกคนทำชิ้นส่วนต่างๆแล้วเอามาประกอบกัน เช่น กลุ่มเด็ก กลุ่มสตรี กลุ่มชาวประมง อื่นๆ แล้วทุกคนก็มาสร้างบ้านด้วยกัน ถ้าหากว่าต่างคนต่างทำชิ้นส่วนด้วยตัวเอง แล้วไม่มาประกอบร่วมกันแล้วจะเกิดเป็นบ้านได้หรือไม่
 
นายรอซีดี กล่าวว่า ในเมื่อเกิดภาคประชาสังคมขึ้นมา ต่างคนต่างสร้างบ้านไม่ได้ เพราะเราต้องสร้างด้วยความหลากหลายที่เติบโตขึ้นมาด้วยพลังที่สำคัญในการทำงาน แม้ว่าจะมีจุดอ่อนที่มีความคิดแบบแปลกแยกอยู่บ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นอุปสรรคในการทำงาน
 
“บทบาทสำคัญของภาคประชาสังคม คือการเปิดพื้นที่ในการประกอบบ้านในกระบวนการสันติภาพ มุ่งมั่นและตั้งใจ สิ่งที่จะเห็นหลังจากนี้ บ้านของเรา เราสร้างร่วมกัน จะเกิดกระบวนการสันติภาพ ความภูมิใจ ทำให้การต่อบ้านเป็นบ้านที่ดีสมบูรณ์” นายรอซีดี กล่าว
 
จะสร้างบ้านสันติภาพก็ต้องสร้างการเรียนรู้ด้วย
 
นายรอซีดี กล่าวด้วยว่า การที่จะทำให้บ้านสมบูรณ์ได้นั้น ทุกคนต้องมีการศึกษามีการเรียนรู้ด้วย โดยเฉพาะคนในชุมชน เพราะจะทำให้เขาลึกซึ้งในคำบางคำที่ไม่รู้ความหมายมาก่อน เพราะหากไม่ทำให้เกิดกระบวนการรับรู้ของคน ก็ไม่สามารถทำให้เกิดกระบวนการสร้างบ้านที่สมบูรณ์ได้ กระบวนการสันติภาพก็ไม่เกิดขึ้น สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราทำ ตอบโจทย์สันติภาพหรือไม่ มองเห็นสถานการณ์อย่างไร
 
“วันนี้สิ่งที่ดีที่มีอยู่ทำให้เราต่างมีความรู้สึก แต่ไม่กล้าคุย ดังนั้นถ้าจะเดินไปด้วยกระบวนการสันติภาพ ก็ต้องนำตัวอย่างที่ดีในพื้นที่ออกมานำเสนอสู่สาธารณะให้มากขึ้น เนื่องจากทุกวันนี้เรื่องราวเหล่านี้ไม่ถูกหยิบยกออกมาบอกเล่าต่อประชาชน ผมเชื่อมั่นในศักยภาพของชุมชน” นายรอซีดี กล่าว
 
ต้องเดินคู่กับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
 
นายรอซีดี กล่าวว่า จุดสำคัญที่เครือข่ายภาคประชาสังคมต้องทำร่วมกันคือต้องมีความรู้ในเรื่องปรัชญากระบวนการสันติภาพอย่างทั่วถึง ในการทำงานของทุกฝ่ายต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา และสร้างความสัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้น ต้องไว้วางใจซึ่งกันและกัน ค่อยๆล่อหลอมและร่วมกันสร้างจนสำเร็จ
 
นายรอซีดี กล่าวว่า นอกจากนี้ต้องใช้ความเป็นผู้นำชุมชนมาจัดการความขัดแย้ง ไม่แข่งขันกันทำให้เกิดการพัฒนาโดยพึ่งตนเองขณะเดียวกันหากไม่มีกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ที่ทำงานร่วมกันกับกระบวนการสันติภาพ สันติภาพก็จะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากภายใต้ความสัมพันธ์ดังกล่าว จะทำให้เด็กสามารถซึมซับการถ่ายทอดผ่านระบบการทำงานด้านจิตอาสาให้เกิดการเรียนรู้ในชุมชน
 
ต้องพัฒนาเศรษฐกิจ เปิดพื้นที่ทางการเมือง
 
ดร.อับดุลเลาะห์ อาบูบากา รองเลขานุการสภาอูลามาอฺฟาฎอนีย์ ดารุสสลาม กล่าวว่า 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ยังไม่เกิดสันติภาพ เพราะขาดการพัฒนา ทั้งบุคคล เศรษฐกิจ กรณีบุคคล สังเกตได้ว่าคนรากหญ้ายังถือกรงนกไปมาไม่มีอาชีพหลัก แสดงว่าการพัฒนายังไม่ถึงกลุ่มคนรากหญ้า คนเก่งๆในพื้นที่ เมื่อเรียนจบแล้วไปทำงานที่มาเลเซีย เพราะอยู่ในพื้นที่มีโอกาสรุ่งเรืองน้อยกว่า จึงเกิดปรากฏการณ์สมองไหลจำนวนมาก
 
ดร.อับดุลเลาะห์ กล่าวว่า ส่วนการพัฒนาเศรษฐกิจนั้น พื้นที่มีทรัพยากรสมบูรณ์ เช่น ยางพารา แต่ไม่มีอุตสาหกรรมยาง มีทะเล แต่ไม่มีอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบที่สร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ การพัฒนาความรู้ ทรัพยากรและมนุษย์ ยังไม่ถึงพื้นที่ แสดงให้เห็นว่ารัฐยังไม่จริงใจในการพัฒนาในพื้นที่
 
ดร.อับดุลเลาะห์ กล่าวว่า สันติภาพจะไม่เกิดถ้าคนในพื้นที่ไม่มั่นใจในตนเองและไม่มั่นใจต่อรัฐ พื้นที่ของเรามีนักการเมือง พรรคการเมือง แต่ไม่มีการต่อสู้ในเชิงการเมือง ที่ผ่านมาไม่มีการเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้หรือไม่ ทำให้เราไม่มีอะไรเด่นพอที่จะไปสู้กับคนอื่น ทำให้เราไม่มีความมั่นใจ ไม่สามารถต่อยอดงานด้านการพัฒนาได้ สันติภาพก็เลยยังไม่เกิดขึ้น
 
วิทยาลัยประชาชนมุ่งให้ความรู้เพื่อสร้างสันติภาพ
 
นายแวอิสมาแอล์ แนแซ ผู้อำนวยการวิทยาลัยประชาชน กล่าวว่า วิทยาลัยประชาชนเกิดขึ้นเพราะเหตุผลจากสถานการณ์ไม่สงบ เป็นสถาบันวิชาภาคประชาชน ให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพที่ควบคู่ไปกับการเรียนรู้เรื่องการแบ่งปันอำนาจให้ผู้นำประชาชน เพราะมีบทบาทมากในพื้นที่ การให้องค์ความรู้เกี่ยวกับสันติภาพ เป็นกระบวนการหนึ่งที่เดินไปด้วยกันกับแทร็คอื่นๆ ซึ่งแทร็ค 2 และ 3 นับว่าสำคัญ และสามารถชี้ชะตาว่า กระบวนการสันติภาพนี้จะไปในทิศทางไหน
 
“ปัญหาในภูมิภาคนี้ เป็นอำนาจเหนือดินแดน ระหว่างประชาชนในพื้นที่กับอำนาจรัฐในกรุงเทพ ส่วนใหญ่จะเป็นประชาชนในชนบท การศึกษากระบวนการสันติภาพนับว่าสำคัญ เพื่อเป็นการศึกษาถึงรากเหง้าของประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งที่ผ่านมา” นายแวอิสมาแอล์ กล่าว
 
เครือข่ายผู้หญิงมุ่งงานเยียวยาสกัดต้นต่อความรุนแรง
 
นางโซรายา จามจุรี จากเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ กล่าวเครือข่ายทำงานกับผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะผู้หญิงมุสลิม ไม่ว่าจะเป็น กรณีตากใบ และเหตุการณ์ความรุนแรงอื่นๆ แต่หลังจากนั้นเริ่มมีการเยียวยา ผู้หญิงไทยพุทธที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ และสมาชิกในปัจจุบันมีทั้งผู้หญิงไทยพุทธและมุสลิม สองหมื่นครอบครัว ที่ได้รับผลกระทบหากไม่ได้รับการเยียวยา อาจจะเกิดความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมด้วย นับเป็นความรุนแรงที่สะสม
 
Peace Dialogue ทุกระดับ-ทำรายการส่งวิทยุนอกพื้นที่
 
นางโซรายา กล่าวว่า การเยียวยา เป็นการสร้างสันติภาพอย่างหนึ่ง  ซึ่งเป็นการเยียวยาที่ ข้ามวัฒนธรรม ข้ามกลุ่ม และทางเครือข่าวได้เสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็ง ของผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบ ให้ลุกขึ้นช่วยเหลือผู้ทีได้รับผลกระทบคนต่อไป ซึ่งการพัฒนาศักยภาพนี้ จะทำในรูปแบบของการส่งเสียงเรียกร้องสันติภาพให้เป็นรายการวิทยุเครือข่ายออนไลน์ และเชื่อว่า เสียงของผู้ได้รับผลกระทบจากเป็นเสียงที่ชอบธรรมมากที่สุด
 
นางโซรายากล่าวว่า ส่วนงานต่อไป คือเครือข่ายจะทำ peace dialogue (การพูดคุยสันติภาพ) ในทุกระดับ นับเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องในการพูดคุยสันติภาพ เพื่อสร้างความไว้วางใจ นอกจากนี้ยังคิดจะทำรายการส่งไปให้สถานีวิทยุนอกพื้นที่ เชื่อมโยงกับสถานีวิทยุนอกพื้นที่ ที่ทำแล้วคือตั้งวงคุยกันของผู้หญิงเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง 5 ข้อของบีอาร์เอ็น และพูดคุยเกี่ยวกับสันติภาพ ผู้ร่วมวงคือผู้ได้รับผลกระทบ เป็นต้น