ปาฐกถาซัมซามินที่ Pat(t)ani: การพูดคุยสันติภาพเดินหน้าต่อได้ด้วยการทำให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม

โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ได้ถอดคำพูดของ  ดาโต๊ะ ศรี อะหมัด ซัมซามิน ฮาชิมผู้อำนวยความสะดวกในคณะทำงานร่วมเพื่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ (JWG-PDP) ที่แสดงปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ กระบวนการสร้างสันติภาพปาตานี 1 ปี ที่ผ่านมา และอีกหลายปีต่อจากนี้ ”  ภายในงาน วันสื่อสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี PPP 101: 10 ปี ความรุนแรง 1 ปี สนามสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 ที่คณะวิทยาการสื่อสาร มอ.ปัตตานี

ดาโต๊ะซัมซามินกล่าวเกริ่นนำด้วยการออกตัวว่าไม่มั่นใจว่าตนจะสามารถพูดอะไรที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อดังกล่าวในเวลาถึง 45 นาทีนี้ได้ แต่เห็นความจำเป็นในฐานะผู้อำนวยความสะดวกของกระบวนการพูดคุยสันติภาพระหว่างทางการไทยกับขบวนการเคลื่อนไหวปาตานีที่ต้องมีส่วนร่วมโดยตรงกับผู้คนกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ ถือได้ว่านี่เป็นการบรรยายในที่สาธารณะในหัวข้อดังกล่าวเป็นครั้งแรก และในวาระนี้ เขาขอใช้คำที่หยิบยืมจากหนังสือเชิญของทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่กล่าวถึงพื้นที่แห่งนี้ว่าเป็น Pat(t)ani(ต่อไปจะใช้คำว่า “ชายแดนใต้/ปาตานี” – กองบรรณาธิการ) เพื่อทดแทนคำอย่างภาคใต้ของประเทศไทยหรือจังหวัดต่างๆ ในพื้นที่ซึ่งกำลังอภิปรายกันอยู่นี้

เขากล่าวต่อว่า เมื่อปลายปี 2012 ตนได้รับแจ้งจากท่านนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ว่าต้องการแต่งตั้งตนให้เป็นผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับบุคคลที่มีความคิดเห็นต่างจากรัฐในชายแดนใต้/ปาตานี (Pat[t]ani)ในตอนนั้นตนได้ตอบรับทั้งทีโดยที่ไม่ได้ลังเลใจเพราะถือว่าได้รับเกียรติอย่างยิ่งในการจะสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ซึ่งมีเหตุการณ์ความไม่สงบมาเป็นระยะเวลายาวนาน การเข้าไปมีส่วนร่วมครั้งนี้ยังสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากถือเป็นครั้งแรกในรัฐบาลทั้งเจ็ดชุดของไทยนับตั้งแต่ปี 2004 ที่ผ่านมาที่แสดงออกต่อสาธารณะว่าต้องการหาทางออกทางการเมือง

ในขณะเดียวกัน การตัดสินใจของขบวนการ BRN ในการที่จะออกจากมุมมืดมาสู่สาธารณะนั้นเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญ ตนถือว่าเป็นการกระทำที่น่าชื่นชม อีกทั้งเป็นการแสดงให้เห็นว่าสังคมมลายูพยายามที่จะแสวงหาแนวทางอันสันติ แทนที่จะต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ การทำหน้าที่ผู้อำนวยความสะดวกยังถือเป็นเกียรติของประเทศมาเลเซียและตนเองอีกด้วย

เผยก้าวแรกหลัง 28 กุมภา วางกรอบการพูดคุย

ดาโต๊ะซัมซามิน กล่าวต่อว่า ในวาระที่ครบรอบหนึ่งปีของการลงนามในเอกสารฉันทามติทั่วไปว่าด้วยกระบวนการพูดคุยสันติภาพ ตนจึงอยากเล่าให้ฟังโดยสรุปเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา การประชุมในครั้งแรกระหว่างบรรดาผู้แทนของไทยกับผู้แทนขบวนการ BRN นั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2013 หลังจากนั้นก็มีการประชุมอย่างต่อเนื่องอีก 3 ครั้ง ในการประชุมครั้งแรกนั้น วาระของการประชุมอยู่ที่การยกร่างกรอบการทำงานร่วมกันในกระบวนการพูดคุย (Term of Reference,TOR) ซึ่งมีประเด็นมากมาย ในจำนวนนั้นมีประเด็นที่สำคัญคือภาษา ที่ประชุมตกลงกันว่าต้องการใช้ 3 ภาษา ในระหว่างการประชุมนั่นคือ ภาษาอังกฤษสำหรับผู้อำนวยความสะดวก ภาษาไทยสำหรับตัวแทนการพูดคุยฝ่ายไทย และภาษามลายูสำหรับตัวแทนพูดคุยฝ่ายขบวนการ BRN ส่วนประเด็นอื่นๆ ก็ยังมีการตกลงกันในเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษสำหรับการเขียนเอกสาร จดหมาย คำแนะนำ และการอ้างอิง รวมไปถึงข้อตกลงในเรื่องของจำนวนของผู้แทนของแต่ละฝ่ายในการประชุม

“สำหรับการประชุมในอีกสามครั้งต่อมานั้นเป็นช่วงเวลาที่สร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจและความเข้าใจในประเด็นปัญหาต่างๆ เพื่อที่จะให้ทุกคนมีความเข้าใจร่วมกัน”

อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองมาเลเซียผู้นี้กล่าวด้วยว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะสร้างความไว้ใจและความเข้าใจที่ตรงกัน เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีความรู้สึกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ถึงธรรมชาติและความอ่อนไหวของประเด็นปัญหาเหล่านี้เรียกได้ว่าเกือบทุกคนที่อยู่โต๊ะพูดคุยแห่งนี้อาจจะได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

“เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจเลยที่ทุกๆ คนที่อยู่บนโต๊ะการพูดคุยอาจจะมีมุมมองที่แข็งกร้าวในบางประเด็นที่อภิปรายกัน และข้อเรียกร้องหลายเรื่องที่หยิบยกขึ้นมาบนโต๊ะก็อาจจะไม่เป็นที่ชอบใจของอีกฝ่ายหนึ่ง”

แม้การพูดคุยหยุดชะงัก แต่ยังเชื่อเดินหน้าต่อได้  

ดาโต๊ะซัมซามิน ระบุว่า การพูดคุยอย่างเป็นทางการอาจจะหยุดชะงักด้วยสาเหตุหลายประการ ถึงว่าแม้ว่าการพูดคุยสันติภาพจะหยุดชะงักแต่ในฐานะที่ตนเป็นผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการดังกล่าวนี้ก็ได้ดำเนินงานการทูตในแบบไปๆ มาๆ (shuttle diplomacy)โดยตลอด อีกทั้งยังมีการปรึกษาหารือกับทั้งสองฝ่าย นำสารส่งต่อให้กับทั้งสองฝ่าย โชคดีที่การดำเนินการทางทูตไม่มีปัญหาใดๆ มากนักการพูดคุยจึงยังดำเนินอยู่ผ่านผู้อำนวยความสะดวก

“แต่เพราะความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดังที่ผ่านมา บางคนจึงคิดว่ากระบวนการพูดคุยสันติภาพนั้นได้ล้มเหลวไปแล้ว นี่เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เราควรเข้าใจและยอมรับความจริงว่ากระบวนการพูดคุยนั้นยังอยู่ในขั้นเริ่มแรก การหาทางออกจากความขัดแย้งนั้นเป็นกระบวนการที่สลับซับซ้อนและขึ้นอยู่กับปัจจัยจำนวนมาก สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ผมเชื่อว่าเป็นเพียงการหยุดชะงักลงชั่วคราวของการพูดคุยสันติภาพ สถานการณ์ที่กรุงเทพฯ ในขณะนี้ในยืดเวลาของภาวะชะงักงันนี้ นี่เป็นสิ่งที่พอเข้าใจได้ว่าการประชุมเพื่อพูดคุยอย่างเป็นทางการนั้นอาจไม่สามารถกระทำได้ในเวลานี้ เนื่องจากข้อจำกัดของรัฐบาลในกรุงเทพฯผมเป็นคนมองโลกในแง่ดีคือเมื่อปัญหาที่กรุงเทพได้รับการคลี่คลายลงไปแล้ว กระบวนการการพูดคุยสันติภาพก็สามารถดำเนินการต่อไปได้”

ผู้อำนวยความสะดวกชาวมาเลเซียกล่าวต่อว่า การมองโลกในแง่ดีของตนนั้นวางอยู่บนปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากการที่สัมผัสได้จากทั้งสองฝ่ายว่าถึงแม้มีความคิดเห็นซึ่งแตกต่างกันหลายประการหากแต่ได้ให้พันธะสัญญาหรือให้ความเชื่อใจกับกระบวนการพูดคุยสันติภาพแล้วนี่เอง ประกอบกับการสื่อสารที่ต่อเนื่องระหว่างสองฝ่ายผ่านผู้อำนวยความสะดวกจะช่วยบรรเทาเบาบางความไม่เข้าใจระหว่างกันไปได้

สำหรับเรื่องที่มีความเข้าใจผิดต่อกันอย่างกรณีช่วง 2 สัปดาห์แรกของการริเริ่มสันติภาพในเดือนรอมฎอน ซึ่งอย่างน้อยก็มีความรู้สึกที่สัมผัสได้ถึงสันติภาพเกิดขึ้นในพื้นที่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่พิสูจน์ต่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศเท่านั้น หากแต่พิสูจน์ให้กับผู้คนทั้งโลกว่า หากทั้งสองฝ่ายมีความมุ่งมั่นต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพแล้ว การดำเนินการที่เป็นรูปธรรมเพื่อลดความรุนแรงนั้นสามารถทำได้ ไม่มีใครสามารถที่จะปฏิเสธข้อเท็จจริงได้และเป็นประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์อย่างมากที่จะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับทั้งสองฝ่าย

ยันรัฐไทยคุยถูกตัว หนุน BRN จัดสรรที่นั่งกลุ่มต่างๆ

ดาโต๊ะซัมซามิน กล่าวต่อว่า เมื่อรัฐบาลไทยตัดสินใจที่จะเข้ามาพูดคุยกับขบวนการ BRN มีการตั้งคำถามว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือไม่ และมีคำถามว่าขบวนการ BRN เป็นตัวแทนของประชาชนชายแดนใต้/ปาตานี(Pat[t]ani)ทั้งหมดหรือไม่เพียงใด เพราะยังมีกลุ่มอื่นๆ ที่ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่อยู่เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลตัดสินใจเข้าร่วมกับกระบวนการบนสมมติฐานและความคิดที่ว่า BRN เป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งและมีการเคลื่อนไหวมากที่สุดในปาตานี ดังนั้นจึงควรที่จะได้รับมอบอำนาจให้นำเสียงเรียกร้องและจุดสนใจของประชาชนชายแดนใต้/ปาตานี(Pat[t]ani) 

“ผมเองก็เห็นพ้องกับแนวความคิดนี้”

ดาโต๊ะซัมซามินกล่าวด้วยว่า ตนยังได้สนับสนุนเน้นไปที่หลักการครอบคลุมทุกฝ่าย (inclusivity) ตั้งแต่เริ่มแรก โดยได้ร้องขอและสนับสนุนให้คณะพูดคุยของ BRN ไม่เพียงแต่รวบรวมเอากลุ่มนักต่อสู้กลุ่มอื่นๆ อาทิเช่น PULO, BIPP, MUJAHIDDIN และกลุ่มอื่นๆ เท่านั้น หากแต่ยังได้รวมไปถึงกลุ่มเอ็นจีโอ, องค์กรภาคประชาสังคม กลุ่มเคลื่อนไหวเยาวชน กลุ่มสตรี กลุ่มศาสนา (ทั้งมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม)ปัญญาชนและนักวิชาการ, กลุ่มสาขาวิชาชีพต่างๆ และกลุ่มอื่นๆ ที่รู้สึกว่าจุดสนใจและมุมมองของตนเองควรถูกรับฟังและนำเสนอ ถึงแม้ว่าบุคคลเหล่านี้จะไม่สามารถจะมีตัวแทนบนโต๊ะพูดคุย อันเนื่องจากข้อจำกัดของกระบวนการพูดคุยบนโต๊ะก็ตาม

“ในเรื่องนี้ผมมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะแจ้งให้ทราบด้วยว่าคณะพูดคุยฝ่าย BRN ที่นำโดยอุซตาสฮัสซัน ตอยิบ นั้นยอมรับแนวคิดดังกล่าวนี้และจะมีการมอบหมายให้ฝ่ายของเขานำเสียงกลุ่มอื่นๆ ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปาตานีด้วยโดยการจัดสรรที่นั่งในคณะพูดคุยไว้ให้ด้วย”

ผู้อำนวยความสะดวกกล่าวว่า เราจะเห็นการเปลี่ยนชื่อของคณะพูดคุยด้วยเช่นกัน กล่าวคือไม่ใช่อย่างที่รู้จักในขณะนี้ว่าเป็น “คณะพูดคุยฝ่าย BRN” แล้ว แต่มีความหมายสะท้อนจุดสนใจของชายแดนใต้/ปาตานี (Pat[t]ani) ในกระบวนการพูดคุยสันติภาพอีกด้วย เพราะฉะนั้นตนได้ฝากแก่คณะพูดคุยให้ตัดสินใจโดยพวกเขาเอง โดยจัดสรรที่นั่งให้แก่กลุ่มอื่นๆ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของทางการมาเลเซียที่จะตัดสินใจ แต่เป็นเรื่องของคู่กรณีที่จะต้องตัดสินใจ กลุ่มต่างๆ เหล่านี้ จะมีการพบปะกันในไม่ช้านี้เพื่อจัดตั้งเป็นตัวแทนของชายแดนใต้/ปาตานี(Pat[t]ani) อย่างแท้จริง  

ดาโต๊ะซัมซามิน ระบุว่า ตนมีความยินดีที่จะประกาศว่าPULO ซึ่งขณะนี้มีอยู่สามกลุ่มย่อยได้มีการตกลงร่วมกันที่จะจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างพวกเขาเพื่อเป็นตัวแทนจุดสนใจของ PULO ในกระบวนการพูดคุย บรรดาผู้นำของทั้งสามกลุ่มได้มีการลงนามในข้อตกลงที่เรียกว่า “คำประกาศเดือนมุฮัรรอม” (Muharram Declaration) ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อแสดงถึงพันธะสัญญาที่จะเข้าร่วมกับกระบวนการพูดคุยสันติภาพ นอกจากนี้BIPP เองก็ต้องการเข้ามาร่วมในกระบวนการพูดคุยสันติภาพด้วย

แจงวาระของมาเลเซีย มุ่งสร้างความรุ่งเรืองรอบทิศ

ดาโต๊ะซัมซามิน กล่าวด้วยว่า การแต่งตั้งให้ประเทศมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการพูดคุยสันติภาพนั้นก็มีการกล่าวหาว่ามาเลเซียไม่ได้เป็นตัวกลางที่เหมาะสม เพราะมีวาระของตนเองตนอยากจะบอกว่าตั้งแต่สมัยนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเริ่มดำเนินนโยบายที่ว่า “เจริญรุ่งเรืองกับเพื่อนบ้านไปด้วยกัน” (prosper thy neighbour)ที่เน้นไปที่การสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะจะทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองตามมา หากเพื่อนบ้านเจริญ มาเลเซียก็จะได้รับประโยชน์ ความเจริญรุ่งเรืองในที่นี้จึงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีสันติภาพและเสถียรภาพ

มาเลเซียยอมรับความจริงที่ว่าความขัดแย้งปาตานี [Pat(t)ani] นั้นเป็นประเด็นปัญภายในประเทศของไทย แต่ก็เป็นความจริงเช่นกันที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีเขตแดนร่วมกับรัฐของประเทศมาเลเซีย ความไร้เสถียรภาพในพื้นดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อมิติด้านความมั่นคงเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลต่อผลประโยชน์ในด้านต่างๆ อีกด้วย อย่างน้อยก็ในแง่ความสัมพันธ์ทวิภาคีกับประเทศไทย

“ผลประโยชน์ของมาเลเซียในประเด็นปัญหาดังกล่าวอาจเปลี่ยนไปเป็นมุมมองที่แตกต่างไปจากนี้เป็นแน่ หากว่าสามจังหวัดที่กล่าวข้างต้นอยู่ในที่อื่นสักที่ ยกตัวอย่างเช่นเช่น หากอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทยใกล้พรหมแดนที่ติดกับประเทศจีน”

ย้ำถ้อยคำนาจิบ ปัดหนุนแบ่งแยกดินแดน 

ดาโต๊ะซัมซามิน อธิบายต่อว่า ในการปาฐกถาพิเศษที่การประชุมหัวข้อ “ศาสนาอิสลามและยุคใหม่ของประเทศอาเซียน: เอกภาพแห่งโลกทัศน์สู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” (Islam and the New Era of Asean Countries: Unity of Worldview Towards a Shared Prosperity)เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2013 นั้น นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค กล่าวเรียกร้องไปยังชนกลุ่มน้อยมุสลิมในประเทศฟิลิปปินส์ ไทย และพม่า ว่าให้ลืมความคิดเกี่ยวกับรัฐมุสลิมที่เป็นอิสระได้แล้ว พวกเขาควรต้องทดแทนด้วยการยอมรับภาระหน้าที่ภายในรัฐประชาชาติปัจจุบันและสร้างสรรค์ความแข็งแกร่งให้กับชนชาติของตนเองทั้งในด้านศีลธรรมและเศรษฐกิจสังคมมุสลิมเหล่านี้จำต้องเข้าใจว่าพวกเขาต้องอาศัยอยู่ภายใต้รัฐบาลแห่งชาติในปัจจุบันและละเว้นจากการก่อความรุนแรง 

ในทางกลับกัน นายกรัฐมนตรีนาจิบยังได้เน้นย้ำว่าชนกลุ่มน้อยเหล่านี้มีสิทธิและสิทธิพิเศษ (privileges) ที่ควรจะได้รับจากรัฐบาลของพวกเขา ซึ่งแสดงออกมาเป็นทางเลือกในการให้มีการปกครองตนเอง (autonomy) ที่มีความหมายสำหรับชนกลุ่มน้อยมุสลิมเหล่านี้เพื่อที่จะปกป้องอัตลักษณ์ทางศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม 

“ถ้อยแถลงของดาโต๊ะศรีนาจิบนั้นเป็นการปฏิเสธอย่างชัดเจนต่อข้อเสนอที่ว่ามาเลเซียมีวาระซ่อนเร้นในการให้ความช่วยเหลือให้จังหวัดต่างๆ เหล่านี้ได้รับเอกราชหรือแยกตัวจากประเทศไทย” 

อีกด้านหนึ่งประเทศมาเลเซียต้องการให้ความช่วยเหลือและต้องการที่จะเป็นคนกลางที่มีความซื่อสัตย์ ในฐานะที่เป็นประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีภาระผูกพันและความรับผิดชอบต่อประเทศไทย รวมทั้งมีสิทธิและจุดสนใจที่จะต้องร่วมกันพิจารณาโดยประเทศไทย

“ถามว่ามาเลเซียมีวาระของตนเองหรือไม่ ผมขอตอบว่าใช่ วาระของมาเลเซียคือการเป็นตัวกลางให้กับข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและกลุ่มหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในชายแดนใต้/ปาตานี (Pat[t]ani)ที่ครอบคลุมรอบด้าน ยุติธรรม และยั่งยืน เพราะฉะนั้น ผมอยากจะเน้นว่าข้อตกลงสันติภาพที่มีลักษณะดังกล่าวนั้นจะไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยและกลุ่มบุคคลและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในปาตานีเท่านั้น หากแต่รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อประเทศมาเลเซียด้วย”

หนุนแนวทางปกครองตนเอง แต่รัฐไทย-คนปาตานีต้องคุยกันเอง

อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองมาเลเซีย กล่าวด้วยว่า ท่านนายกรัฐมนตรีนาจิบ ใช้คำว่า “autonomy” (ออโตโนมี) ในฐานะที่เป็นคำทั่วไปที่อ้างอิงกับรูปแบบของการบริหารหรือการปกครองรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง มากกว่าจะหมายถึงการแบ่งแยกดินแดนโดยชนกลุ่มน้อย ประเทศมาเลเซียมีความเต็มใจที่จะช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ในการพูดคุยกับรัฐบาลของพวกเขา อย่างไรก็ตาม ลักษณะขอบเขต และเนื้อหาสาระการปกครองตนเอง (autonomy) นั้นก็หาได้เป็นการตัดสินใจของมาเลเซียไม่ ในกรณีของชายแดนใต้/ปาตานี (Pat[t]ani)] ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลของประเทศไทยและประชาชปาตานีที่จะต้องตัดสินใจ อย่างที่เราทราบกันดีว่ารูปแบบของการปกครองตนเองที่ใช้กันอยู่ทั่วโลกนั้นมีอยู่หลากหลายรูปแบบ ทั้งในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย รวมถึงมาเลเซียเองด้วย

“อย่างตัวผมเอง หากเดินทางมาจากคาบสมุทรมลายูเพื่อจะไปยังรัฐซาบาห์ ผมจำเป็นที่จะต้องใช้หนังสือเดินทาง ผมอาจจะถูกปฏิเสธจากจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของรัฐซาบาห์ก็ได้ ถึงแม้ว่าผมจะเป็นชาวมาเลเซียก็ตาม เพราะที่นั่นเป็นเขตปกครองพิเศษ ซึ่งหลายคนอาจจะไม่ทราบ ดังนั้นอำนาจการปกครองตนเองที่เราพูดกันอยู่นี้ ไม่ใช่เรื่องที่มาเลเซียจะตัดสินใจ คนปาตานีกับรัฐบาลต้องนั่งคุยกัน แล้วตัดสินใจว่าอะไรคือทางเลือกที่ดีที่สุด”

เช่นเดียวกันสำหรับการลงนามสันติภาพระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์และกลุ่ม MILF ข้อตกลงระบุว่าจะมีการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษที่มินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ ผมอยากจะพูดจากประสบการณ์ว่า ขอให้ทุกท่านดูว่าเป็นข้อตกลงที่ครอบคลุมแทบจะทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งรวมไปถึงสิทธิที่จะแบ่งปันความมั่นคั่งของทรัพยากรธรรมชาติ 

เขากล่าวต่อว่า มาเลเซียยังขอเน้นย้ำด้วยว่าเป็นสิทธิอำนาจของรัฐบาลไทยและผู้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ที่จะเลือกให้ประเทศใดก็ได้ให้เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการแก้ปัญหา ประเทศมาเลเซียขอให้พึงระลึกด้วยว่าผลประโยชน์แห่งชาตินั้นยังถูกพิจารณาจากการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ด้วย ดังที่เหตุผลที่ระบุไว้ข้างต้น ให้ความระวัดระวังต่อจุดสนใจต่างๆ จากการแก้ไขความขัดแย้งนั้น ในท้ายที่สุดนั้น มาเลเซียจะต้องมีการพิจารณาพันธะผูกพันและความร่วมมือใดๆ ก็ตามต่อข้อตกลงสันติภาพนั้นๆ แม้ว่าในท้ายที่สุดก่อผลเสียต่อผลประโยชน์แห่งชาติก็ตาม ผลประโยชน์ต่อประเทศมาเลเซียก็ตาม 

“ผมต้องขอเน้นย้ำในที่นี้ด้วยว่าประเทศมาเลเซียพร้อมที่ทำหน้าที่ใดก็ตามที่คู่ขัดแย้งต้องการให้เราทำ และเราจะพยายามทำตามความรับผิดชอบนั้นและดำเนินการสุดความสามารถของเรา”

หนึ่งปีบนเส้นทางอันขรุขระ สะท้อนความหมาย “สันติภาพ” ที่ต่างสุดขั้ว

ดาโต๊ะซัมซามินกล่าวว่า ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เส้นทางการการพูดคุยสันติภาพนั้นขรุขระ เนื่องจากเผชิญปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ปัญหาที่เป็นพื้นฐานที่สุดคือเรื่องความไม่ไว้วางใจระหว่างทั้งสองฝ่ายในด้านหนึ่งรัฐบาลยอมรับว่า BRN เป็นองค์ประกอบและผู้เล่นหลักของปัญหา แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังสงสัยว่าคณะพูดคุยฝ่าย BRN ที่นำโดยฮัสซัน ตอยิบ นั้นได้รับอาณัติโดยสมบูรณ์จากระดับนำของ BRN มากน้อยเพียงใด หรือสงสัยว่า BRN จะสามารถกระทำตามที่ได้ให้คำมั่นในกระบวนการพูดคุยได้หรือไม่เพียงใด

“แต่เนื่องจากความล้มเหลวของการพูดคุยอย่างลับๆ กับรัฐบาลในอดีต BRN เองก็มีความกังขาต่อการริเริ่มในปัจจุบันนี้ พวกเขาตั้งคำถามว่าการริเริ่มรอบนี้เป็นของจริงหรือไม่เพียงใด หรือว่าเป็นเพียงอีกความพยายามหนึ่งของรัฐบาลที่ชักพาพวกเขาไปในแนวทางที่ผิดพลาดและมุ่งหวังเปิดโปงบรรดากลุ่มเคลื่อนไหวเหล่านี้เท่านั้นเอง”

เขากล่าวต่อว่า ถึงแม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะพูดถึงและต้องการที่จะมีสันติภาพ แต่มุมมองจากทั้งสองฝ่ายต่อกระบวนการที่จะได้มาซึ่งสันติภาพนั้นก็ต่างกันสุดขั้ว นี่คือสิ่งที่ โยฮัน กัลตุง (Johan Gultung) บิดาของวิชาสันติศึกษาพูดถึงสันติภาพเชิงลบกับสันติภาพเชิงบวก(Negative Peace vs Positive Peace)กล่าวคือ สันติภาพในความหมายของรัฐบาลไทยคือการที่ BRN แลกกลุ่มต่างๆ จะต้องหยุดการกระทำความรุนแรง ก่อนที่ทางรัฐบาลจะทำตามของเรียกร้องของพวกเขา ในด้านกลับกัน BRN ก็ยืนกรานให้รัฐบาลยอมรับข้อเรียกร้องของพวกเขา ก่อนที่พวกเขาจะหยุดกระทำความรุนแรง ดังนั้น ภาระจึงตกอยู่ที่มาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวกในการให้ทำให้แน่ใจว่าทั้งสองฝ่ายจะมีจุดที่บรรจบกัน อันเป็นจุดที่สันติภาพจะก่อตัวขึ้น 

“เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย”

อีกประเด็นหนึ่งคือ ระดับการประสานความร่วมมือภายในทั้งสองฝ่าย ทั้งในฝ่ายรัฐบาลและฝ่าย BRN แต่ละฝ่ายต่างก็ต้องเผชิญกับความขัดแย้งและความแตกต่างภายใน ซึ่งทำให้เป็นเรื่องลำบากอย่างยิ่งสำหรับพวกเขาที่จะมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและมีการแสดงความมุ่งมั่นที่สมบูรณ์ในการกระทำของพวกเขา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการริเริ่มสันติภาพในเดือนรอมฎอนได้พิสูจน์ให้เห็นในจุดนี้แล้ว สิ่งเหล่านี้ได้ขยายน้ำหนักของปัจจัยของความไม่วางใจต่อกัน

28 กุมภาฯ เปลี่ยนมุมมองใหม่ ยันกระบวนการพูดคุยยังไม่ล้ม

ดาโต๊ะซัมซามิน กล่าวต่อว่า การลงนามในฉันทามติทั่วไป (General Consensus) ทำให้หลายคนเกิดประหลาดใจ เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้ปฏิเสธทุกอย่างที่เชื่อมโยงกับความพยายามพูดคุยหรือติดต่อกับ “ผู้ที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างในภาคใต้” แต่แล้วเมื่อมีการลงนามครั้งประวัติศาสตร์ในเอกสารฉันทามติทั่วไป ก็ได้ทำให้ประเด็นทั้งหมดเข้าสู่มิติมุมมองใหม่ มันได้เปลี่ยนจุดโฟกัสของความสนใจไม่เพียงแต่เฉพาะประชาชนในประเทศไทยเท่านั้น หากแต่รวมไปถึงประชาคมนานาชาติด้วยเช่นกัน

“ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับทั้งสองฝ่ายที่จะต้องทำให้เกิดความสำเร็จอย่างรวดเร็ว หลายต่อหลายคนได้แสดงความคิดเห็นว่า ไม่อาจจะประสบความสำเร็จได้ตั้งแต่จุดเริ่มต้น เพราะคิดว่ากระบวนการจะล้มเหลว ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจะต้องพยายามให้เกิดความก้าวหน้า ซึ่งหากไม่เกิดการพัฒนา จะทำให้หลายคนคิดว่ากระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพเกิดความล้มเหลว ผมจะเน้นว่ากระบวนการทั้งหมดอยู่ในระยะการเริ่มต้นเท่านั้น”

ผู้อำนวยความสะดวกชาวมาเลเซีย อธิบายว่า ในกรณีรัฐบาลฟิลิปปินส์กับกลุ่มMILF นั้น มีการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการก่อนที่จะเปิดเผยต่อสารธารณชน ซึ่งพบว่ามีข้อมูลน้อยมากที่รั่วไหลต่อสื่อมวลชน จะมีก็เพียงข้อมูลที่มาจากการแถลงข่าวของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น สำหรับการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการโดยผ่านผู้อำนวยความสะดวกในกรณีมินดาเนานั้นเกิดขึ้นในปี 2006 หรือเป็นเวลาถึง 5 ปี หลังจากการริเริ่มกระบวนการอย่างเป็นทางการในปี 2001 สิ่งเหล่านี้ทำให้กระบวนการสันติภาพมินดาเนาเป็นความลับเท่าที่จำเป็นและมีความสงบพอที่จะสร้างสภาพแวดล้อมของการทำความเข้าใจระหว่างแต่ละฝ่าย และถึงที่สุดคือมีการอภิปรายและต่อรองกันโดยปราศจากการขุดคุ้ยโดยสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชน 

“นี่เป็นสิทธิพิเศษที่กระบวนการสันติภาพปาตานียังไม่มี จริงๆ แล้วการเจรจาต่อรอง (negotiation) หรือการโต้เถียงนั้นมีอยู่ในพื้นที่สาธารณะจำนวนไม่น้อย ไม่ใช่เพียงสองฝ่ายเท่านั้น แต่โดยคนอื่นๆ ที่รู้สึกว่าพวกเขามีสิทธิที่จะพูดหรือแสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้นๆบ่อยครั้งสิ่งที่เรียกว่าข้อมูลข่าวสารหือข้อเท็จจริงที่ถูกนำเสนอระหว่างการโต้แย้งกันนั้นก็ไม่ใคร่จะเที่ยงตรงและเป็นข้อมูลที่ผิดๆ ซึ่งสร้างความสับสนและแตกแยกท่ามกลางผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสาธารณชนตามมา”

ดาโต๊ะซัมซามิน กล่าวต่อว่า ในกรณีนี้ มีบทความในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของประเทศไทยอยู่สองชิ้นที่กล่าวถึงเรื่องนี้ในฉบับวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2556ชิ้นแรกเรียกการริเริ่มเพื่อสันติภาพในครั้งนี้ว่าเป็น “ความพยายามปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง” (กรุณาคลิกดู Deep South talks: a fresh attempt to revive the corpse) ซึ่งเป็นคำที่แรงมากส่วนอีกชิ้นหนึ่งเป็นการมองทั้งกระบวนการด้วยมุมมองที่แตกต่างกันอย่างมาก (กรุณาคลิกดู Lessons from the South, city protests)ในฐานะคนต่างชาติ สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้ตนท้อถอย หากแต่เตือนให้ตระหนักว่าความโน้มเอียงของทัศนะต่างๆ ในทั้งสองบทความนี้ต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ

การพูดคุยสันติภาพเปิดช่องทำความเข้าใจปัญหาใหม่

ดาโต๊ะซัมซามิน กล่าวด้วยว่า ทั้งๆ ที่เต็มไปด้วยความแตกต่างและความยากลำบาก ตนกลับรู้สึกดีใจที่จะกล่าวในที่นี้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความมุ่งมั่นที่จะเข้าร่วมกระบวนการพูดคุยสันติภาพ พัฒนาการในกรุงเทพอาจจะขัดขวางกระบวนการพูดคุยสันติภาพในระดับที่เป็นทางการอยู่บ้างเป็นการชั่วคราว ตอนนี้จึงยังไม่มีการพูดคุยอย่างเป็นทางการระหว่างสองฝ่าย เนื่องจากสถานะที่ยังเป็นภาวะชั่วคราวของรัฐบาลการพูดคุยได้รับการพิสูจน์แล้ววว่าแม้จะมีจุดยืนที่แตกต่างกันในประเด็นต่างๆ มากมายระหว่างพวกเขา ทั้งสองฝ่ายก็สามารถทำงานเพื่อให้สถานการณ์ของประชาชนชายแดนใต้/ปาตานี(Pat[t]ani) ดีขึ้นตามที่พวกเขาปราถนา

มุมมองที่สำคัญอีกด้านหนึ่งของกระบวนการพูดคุยสันติภาพก็คือประเด็นที่มีอยู่ตอนนี้สามารถเรียกความสนใจจากสาธารณชนทั่วไปได้ ไม่เพียงแต่เฉพาะผู้ได้รับผลกระทบในสามจังหวัดเท่านั้น หากแต่หมายรวมถึงสังคมไทยทั้งหมด ประเด็นที่เป็นปัญหาอย่างสิ่งที่เรียกว่า “ชาวมลายูปาตานี” (Pat[t]ani) Malays)ได้กลายเป็นประเด็นที่มีการอภิปรายอย่างเปิดเผยในหลายเวที สร้างความตระหนักรู้ครั้งยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นประชาชนทั่วไปว่าปัญหาที่กำลังเผชิญนี้คืออะไรและจำเป็นต้องหยิบยกกล่าวถึงปัญหาอย่างรอบด้านครอบคลุมอย่างไร การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของกลุ่มเอ็นจีโอ องค์กรภาคประชาสังคม ปัญญาชน กลุ่มเคลื่อนไหวเยาวชน หรือกลุ่มอื่นๆ จากสามจังหวัดในการอภิปรายและโต้เถียงอย่างเปิดเผยกำลังเกิดขึ้นอย่างมีความหวัง พวกเขาได้ให้ความประทับใจและสัญญาณที่เข็มแข็งว่าประเด็นต่างๆ ที่กำลังถกเถียงอยู่นี้ไม่ได้ถูกผูกขาดหรือเป็นเรื่องของเฉพาะคนที่ถือปืนและใช้กำลังเข้าต่อสู้เท่านั้น หากแต่เป็นของพลเมืองในปาตานี (Pat[t]ani) ทุกคน

ผู้อำนวยความสะดวกจากมาเลเซีย กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องเศร้าใจสำหรับตนที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อ 2 – 3 อาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดขึ้นต่อเป้าหมายอ่อน ไม่ว่าจะเป็นสตรี เด็ก และคนชรา เราพยายามที่จะสร้างบรรยากาศที่สงบและความรู้สึกปลอดภัย ในกรณีกระบวนการสันติภาพมินดาเนานั้นบรรดาผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียจะไม่สนับสนุนความพยายามเพื่อสันติภาพใดๆ เลย 

“หากพวกเขาไม่รู้สึกว่าปลอดภัยในการทำงานและใช้ชีวิตหรือทำกิจกรรมประจำวัน ดังนั้นการลดลงหรือว่าการขจัดความรุนแรงแบบถอนรากถอนโคนในปาตานีสามารถที่จะทำได้หากทุกฝ่ายมีข้อตกลงที่จะหยุดใช้ความรุนแรงในฐานะที่เป็นเครื่องมือในการบรรลุถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการการหยุดยิงดังกล่าวนี้อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในแบบที่เป็นการหยุดยิงบางส่วนหรือในแบบเต็มรูปก็ได้”

แง้มกองเลขาฯ ยกร่าง Roadmap เตรียมหยุดยิง 2015

ดาโต๊ะซัมซามิน กล่าวต่อว่า ตนอยากจะขอกล่าวว่า ฝ่ายกองเลขนุการได้มีการยกร่าง “แผนที่เดินทางของกระบวนการพูดคุยสันติภาพ” (Roadmap of the Peace Dialogue Process) ไว้แล้วและด้วยพัฒนาการในเชิงบวกของขั้นตอนริเริ่มของการพูดคุยสันติภาพ กองเลขานุการที่ค่อนข้างจะมองโลกในแง่ดีจึงอยากจะผลักดันข้อตกลงหยุดยิงให้ได้ภายในปี 2015 อย่างไรก็ดี หากมองตามสภาพความเป็นจริงในตอนนี้แล้ว เนื่องจากมีพัฒนาการที่หลากหลายและสถานการณ์ในปัจจุบัน เราจำเป็นต้องทบทวนร่างแผนที่ดังกล่าวในที่สุดถึงกระนั้น การหยุดยิงที่มีความหมายจะเป็นไปได้จริงนั้นก็ขึ้นอยู่กับวว่าทั้งสองฝ่ายสามารถพบปะและทำงานร่วมกันในกรอบการทำงานร่วม (TOR) แต่จุดเน้นสำคัญของความพยายามของเราในอนาคตอันสั้นนี้คือการทำงานเพื่อให้มีการหยุดยิงและยุติการปฏิปักษ์ต่อกัน

แต่เนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ที่กรุงเทพฯกองเลขานุการของการพูดคุยสันติภาพรู้สีกว่าจำต้องมีแผนที่จะให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านการประรชุม การสัมมนาและกิจกรรมอื่นๆ ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียจำเป็นที่จะต้องได้รับการแจ้งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับพลวัตของการพูดคุยสันติภาพและทำให้มีแรงสนับสนุนกระบวนการจากพวกเขา เราอยากสนับสนุนให้ทาง BRN ได้ได้พบปะพูดคุยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ในวาระที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาสู่โต๊ะเจรจา เพื่อที่จะให้ความคิดเห็นของกลุ่มอื่นๆ ได้รับการนำเสนอ

“สิ่งนี้จะเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ถกเถียงและเห็นพ้องกันในประเด็นความเป็นตัวแทนของคณะพูดคุยสันติภาพไปด้วย”

ดาโต๊ะซัมซามิน กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนอยากจะเน้นย้ำว่าสถานะของการพูดคุยสันติภาพในปัจจุบันเป็นเพียงภาวะชะงักงันเท่านั้น ตนเชื่ออย่างเต็มเปี่ยมว่ารัฐบาลใดก็ตามที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยได้รับมอบอำนาจเต็มจากประชาชนจะไม่สามารถละทิ้งการพูดคุยสันติภาพได้อย่างแน่นอน นี่เป็นเพราะการที่ฝ่ายบริหารตระหนักแก่ใจดีว่าจำเป็นต้องมีทางออกทางการเมืองที่รอบด้านต่อปัญหา แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่มิติอื่นทั้งในแง่ของเศรษฐกิจและการทหาร 

“สิ่งที่ทำได้ในชั่วเวลาสั้นๆ คือเป็นการแสดงให้เห็นว่ากระบวนการพูดคุยสันติภาพนั้นจะวางพื้นฐานของการแก้ปัญหาของชายแดนใต้/ปาตานี (Pat[t]ani) ที่เต็มไปด้วยความหมายและรอบด้านครอบคลุม”

 

หมายเหตุ: กรุณาอ่านต้นฉบับคำกล่าวปาฐกถาฉบับภาษาอังกฤษของดาโต๊ะซัมซามิน ได้ที่ Zamzamin's Speech in Peace Media Day Festival 2014: "Peace Dialogue in Pa(t)tani Peace Process: One Year On and Years Later"