มองบทเรียนจัดการความเหลื่อมล้ำของมาเลเซีย วงเสวนาแนะกระจายอำนาจให้สอดคล้องกับกลุ่มคนในไทย

 นักศึกษาป.โทสันติศึกษา ม.อ.จัดสัมมนา “มองความขัดแย้งผ่านความเหลื่อมล้ำแนวราบในประเทศมาเลเซีย ผู้เชี่ยวชาญเผยความขัดแย้งระหว่างชาวมลายูกับจีน นำสู่การตกลงแบ่งอำนาจทางการเมือง จัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีตามสัดส่วนประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้เกิดการวางรากฐานเศรษฐกิจการเมืองแบบใหม่เพื่อจัดการผลประโยชน์ร่วมกัน อาจารย์ธรรมศาสตร์ แนะให้กระจายอำนาจ เพื่อให้สอดคล้องกับการแตกตัวความหลากหลายของกลุ่มคนในสังคมไทย

 
 
l 
 
นักศึกษารายวิชาสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม และสันติภาพ ปริญญาโทสาขาวิชาความขัดแย้งและสันติศึกษา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) จัดสัมมนาวิชาการ เรื่อง “มองความขัดแย้งผ่านความเหลื่อมล้ำแนวราบในประเทศมาเลเซีย : ภาพสะท้อนสู่ภูมิทัศน์เศรษฐกิจและการเมืองไทย” ณ ห้องประชุมเชคอะห์หมัด อัลฟาตอนีย์ อาคารวิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ. วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา
เพื่อเสริมสร้างความรู้ แลกเปลี่ยนประเด็นความรู้ทางวิชาการ ประสบการณ์ และความคิดเห็นเกี่ยวกับอุปสรรค ปัญหา ผลกระทบของความเหลื่อมล้ำที่นำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรง ผ่านสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศมาเลเซียเปรียบเทียบกับประเทศไทย
การสัมมนาครั้งนี้มีผศ.ดร.อภิชาติ สถิตนิรามัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และสังคม หนึ่งในคณะผู้วิจัยโครงการวิจัย “ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย” และ ดร.อับดุลรอยะ ปาแนมาแล อาจารย์ประจำหลักสูตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้ดูแลหลักสูตรอาเซียนศึกษา สำนักวิชาศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผู้สนใจและเชี่ยวชาญด้านมาเลเซียศึกษา เป็นวิทยากร ดำเนินรายการโดย นางสาวซุกรียะห์ บาเหะ และนางสาวรอฮานี จือนารา นักศึกษารายวิชาดังกล่าว
ดร.อับดุลรอยะ ปาแนมาแล กล่าวว่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนชาวมลายูและจีน เมื่อปี ค.ศ. 1969 ที่เรียกร้องพื้นที่ทางการเมือง ทำให้ภายหลังมาเลเซียได้จัดวางรากฐานเศรษฐกิจการเมืองในรูปแบบใหม่เพื่อจัดการผลประโยชน์ร่วมกัน ประเทศมาเลเซียมีการตกลงแบ่งอำนาจทางการเมืองที่ดี กล่าวคือ มีการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีตามสัดส่วนของประชากรของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอยู่ในประเทศ
“ผมคิดว่า กลุ่มชาติพันธุ์จีน อินเดีย มลายู ในประเทศมาเลเซีย ที่เขาได้สิทธิต่างๆ เรื่อยๆ ตามที่เรียกร้อง ก็เพราะพรรคการเมืองกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มารวมตัวกัน และเล่นเกมตามกฎกติกา ซึ่งแน่นอนว่ามีได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่การเล่นตามกฎกติกาเป็นการต่อสู้บนหลักการเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ที่นำไปสู่ความรุนแรง” ดร.อับดุลรอยะ ปาแนมาแล กล่าว
          ผศ.ดร.อภิชาติ สถิตนิรามัย กล่าวว่า ปรากฏการณ์เสื้อสีเหลือง-แดง ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยนั้น เป็นเพราะโครงสร้างทางสังคมได้เปลี่ยนไปนั่นเอง รากปัญหาร่วมกันระหว่างพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้กับปรากฏการณ์เสื้อสี ก็คือ ความไม่ยุติธรรม ตลอดเวลาที่ผ่านมา การปกครองของรัฐไทยจะรวมศูนย์อำนาจที่กรุงเทพ ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่สมัย ร.5 และไม่เคยปฏิวัติใหญ่ การรวมศูนย์ดังกล่าวยิ่งทำให้ข้าราชการส่วนกลางมีอำนาจมาก แนวทางการปฏิวัติให้เป็นอิสระจากส่วนกลางนั้นคือการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เช่นที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา คือ อบต. อบจ.
          “ตำรวจที่เป็นคนในท้องถิ่น คงไม่กล้าพอที่จะทำร้ายคนในท้องถิ่นด้วยกันเท่ากับตำรวจที่มาจากส่วนกลาง” ผศ.ดร.อภิชาติ กล่าว
          ผศ.ดร.อภิชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การไม่กระจายอำนาจคือการขัดขวางการเคลื่อนไหลของโครงสร้างสังคม อันเนื่องจากการแตกตัวความหลากหลายของกลุ่มคนในสังคม ดังนั้นความแข็งแกร่งของอำนาจศูนย์กลางไม่ว่าคนส่วนใหญ่จะชอบหรือไม่ชอบ มันก็อยู่ไม่ได้แล้ว
แนวทางการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สิ่งที่พอจะมองเห็นจากเวทีสัมมนาครั้งนี้ คือ การพัฒนารูปแบบการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพ และการดำเนินการต่อสู้เรียกร้องสิทธิต่างๆ ในกรอบของกฎกติกาของสังคม เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับความรุนแรงที่นำไปสู่ความสูญเสียอันมหาศาลอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น
          นางสาวเหมือนขวัญ เรณุมาศ หนึ่งในคณะผู้จัดงาน กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำแนวราบคือความไม่เท่าเทียมกันระหว่างกลุ่มคนในหมู่ประชาชนด้วยกันที่มีความแตกต่างทางอัตลักษณ์หรือวัฒนธรรม ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวนับเป็นประเด็นปัญหาที่เชื่อมโยงกับเรื่องสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม ซึ่งบางครั้งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็เป็นเงื่อนไขนำไปสู่ความรุนแรง และสันติภาพจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสามารถจัดการกับความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มคนในสังคมได้